Kaosuaylunla Diary: Diary
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Diary แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Diary แสดงบทความทั้งหมด
วันนี้ขอมาแชร์ประสบการณ์ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตากับช่วงหน้าแก้มที่ Amarante Clinic ซึ่งเป็นการฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรกในชีวิตหลังลืมตาดูโลกมาเกือบสามสิบปี ใช่ค่ะ จริงๆโบก็ยังไม่เคย มาลองฟิลเลอร์ก่อนเพราะน้องที่รู้จักกันแนะนำมาว่าทำแล้วชีวิตดีขึ้นจริงๆนะเจ้ อยากให้มาลอง มาให้หมอเช็คหนังหน้าเฉยๆก็ยังดีเพราะปกติเค้าก็ปรึกษาฟรีไม่ได้คิดเงินกันอยู่แล้ว และที่มารีวิวให้อ่านกันวันนี้เพราะประทับใจในบริการและคำแนะนำของคุณหมอเอามากๆ อยากบอกต่อรัวๆ



บางคนดูรูปอาจจะดูไม่ออกว่าเอ๊ะ โดนอะไรไปบ้าง ยังไงเดี๋ยววันนี้จะมาเล่าให้ฟังกันแบบละเอียดไปเลยค่ะ



data-matched-content-ui-type="image_card_stacked" data-matched-content-rows-num="1" data-matched-content-columns-num="3" data-ad-format="autorelaxed"
คลีนิกเสริมความงามที่เราเลือกเข้าไปใช้บริการในครั้งนี้ก็คือ Amarante Clinic ของคุณหมอต้น ซึ่งคุณหมอไม่ธรรมดานะคะ หมอต้นเนี่ยมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจนถึงขั้นได้เป็นอาจารย์ในการสอนแพทย์ฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ แถมยี่ห้อของฟิลเลอร์กับโบท็อกซ์ที่ทางคลีนิกเลือกใช้ก็เป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ไม่ใช่ยี่ห้อไก่การาคาถูก เพราะของพวกนั้นนอกจากจะไม่ได้มาตรฐานแล้วยังจะส่งผลเสียระยะยาวด้วยนะ ใครที่หน้าพังเพราะไปใช้บริการหมอกระเป๋าหรือเห็นคลีนิกโนเนมมาจัดโปรราคาถูกเรียกลูกค้าเนี่ย บางทีเค้าอาจจะใช้ผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐานหรือกระทั่งเอาของหมดอายุมาฉีดก็อาจจะเป็นไปได้ ใครที่ชอบความสวยในราคาประหยัดต้องระวังกันให้ดีๆเลย ของแบบนี้อาจจะทำให้สวยได้ชั่วครู่แต่ส่งผลเสียในอนาคตต้องมานั่งขูดนั่งแก้กันอีกยาวๆ กลายเป็นว่าเสียน้อยเสียมาก พังมาต้องเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน ความสวยไม่ควรต้องอยู่บนความเสี่ยงนะคะ เลือกคลีนิกดีๆกับคุณหมอที่มีประสบการณ์ยังไงก็สบายใจได้มากกว่าอยู่แล้ว


ข้อมูลของ Amarante Clinic (อามารันเต้ คลีนิก)


ปัจจุบันมี 2 สาขา คือสาขาอารีย์ กับสาขาบางนา
เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 11.00-20.00น. 

สาขาอารีย์ (พหลโยธิน 7 อาคารบ้านยสวดี)
โทร: 080-393-6669

สาขาเซ็นทรัลบางนา (ชั้น 5 ติดร้านโทรศัพท์ OPPO)
โทร: 080-556-5294

แพทย์ที่ให้บริการทุกสาขามีใบประกอบวิชาชีพถูกต้อง และทางคลีนิกได้รับรางวัลมากมายจากหลากหลายสาขา ใครที่กำลังมองหาคลีนิกเสริมความงามดีๆเพื่อเข้าไปใช้บริการอย่าลืมเข้าไปดูสถานที่จริงด้วยนะคะ การนัดคิวประสานงานต่างๆพนักงานของทางคลีนิกมีให้บริการหลากหลายช่องทางไม่ใช่แค่โทรศัพท์ สมมติสายไม่ว่าง LINE ก็สามารถแชทไปนัดคิวเช็คคิวหรือปรึกษาปัญหาต่างๆเกี่ยวกับบริการของทางคลีนิกได้หมด สะดวกมากๆ สาขาที่เราเลือกไปใช้บริการคือสาขาอารีย์ เดินทางบีทีเอสก็สะดวก หรือวันไหนขับรถมาก็มีที่จอดรถให้บริการค่ะ


คำแนะนำที่ควรรู้สำหรับการมาฉีดฟิลเลอร์

- เข้ามาปรึกษากับคุณหมอก่อนเพื่อที่จะได้ระบุว่าควรทำตรงไหนดีบ้าง
(คุณหมอมีประสบการณ์และผ่านมาเยอะ จะประเมินได้ตรงจุด ไม่ต้องเสียเงินเสียเวลาทำไปแก้ไป)
- ไม่ควรต่อขนตา ปัดมาสคาร่า ติดขนตาปลอม เงาขนตาจะกลายเป็นอุปสรรคให้แพทย์โดยไม่จำเป็น
(ปกติจะต้องหน้าสด ทางคลีนิกจะคลีนหน้าก่อนโปะยาชาเสมอ)
- เคสของเราใช้เวลาทั้งหมดประมาณชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง
(ควรเผื่อเวลาไว้ด้วยถ้าต้องทำเยอะ และมาให้ตรงเวลานัดนะคะ จะได้ไม่กระทบเคสอื่นๆ)
- ฉีดฟิลเลอร์แล้วรอแผลปิดประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ล้างหน้าได้ปกติ โดนน้ำได้
- วันรุ่งขึ้นแต่งหน้าได้ โดนแดดได้ ใช้ชีวิตได้ปกติ
- อาการบวมสามารถประคบเย็นช่วยได้ จะหายไปเองในวันสองวัน
- ในสองวันแรกไม่ควรดื่มแอลกอฮอลล์ หรือ ออกกำลังกายหนักๆ
- สองสัปดาห์แรกของการฉีดฟิลเลอร์ให้ "งดนวดหน้า" ทรีตเม้นต์ เลเซอร์ และซาวน่าไปก่อน
- ช่วงสองสัปดาห์แรกงดทานยาหรือวิตามินที่ทำให้เลือดออกง่ายเช่นแอสไพริน วิตามินอี ใบแปะก๊วย โสม



จะมีการแปะยาชาตรงบริเวณที่ต้องฉีดฟิลเลอร์ ช่วยไม่ให้เจ็บ ซึ่งตรงนี้จะบอกว่าการสื่อสารสำคัญมากๆ คือฤทธิ์ยาชามันช่วยให้ไม่เจ็บก็จริง แต่บางจุดเราอาจจะเจ็บ ก็ต้องบอกนะ ว่าหมอคะ ตรงนี้เจ็บ เพื่อที่เค้าจะได้ระวังตรงจุดนั้นมากขึ้น ฟิลเลอร์จริงๆมันก็คือ hyaluronic acid (ซึ่งสารตัวนี้มีอยู่แล้วในผิวของเรา แต่พออายุมากขึ้นสารตัวนี้จะลดลง) ที่เราฉีดเข้าไปใต้ผิวเพื่อเติมส่วนที่มันหายไป หรือส่วนที่เราต้องการเพิ่มให้ดูมีความเต่งตึงมากยิ่งขึ้น ไม่เหมือนกับการฉีดโบท็อกซ์ที่ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว (ไม่หดตัวเป็นริ้วรอยชั่วขณะที่ออกฤทธิ์ราวๆ 4-6 เดือน) แต่ฟิลเลอร์จะเป็นการเติมผิวให้ฟูขึ้น อยู่ได้นาน 1-2 ปี และสารนี้สามารถสลายไปได้เองตามธรรมชาติถ้าใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เคสที่ฉีดแล้วพังต้องมาขูดออกมักจะเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพหรือหมดอายุแล้ว ทางคลีนิกนี้มีให้เราตรวจสอบได้นะว่าผลิตภัณฑ์มาจากล๊อตไหนใกล้หมดอายุรึยัง เพื่อความสบายใจของทางลูกค้าที่มาใช้บริการด้วยค่ะ

เคสของเราใช้ฟิลเลอร์ทั้งหมด 2cc เป็นของแบรนด์ Juvederm มีรุ่น Volite กับ Volift อย่างละซีซีเพื่อช่วยแก้ปัญหาใต้ตาคล้ำ ดูลึก โหลเหมือนคนอดนอน มีความห้อยหย่อนคล้อยทำให้หน้ามีอายุและดูเหนื่อย 

ความรู้สึกของการฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรก

วินาทีที่เข็มจิ้มหน้าคือ งง เพราะมันไม่เจ็บ แต่มันรู้จึกแบบ กึ้ดๆ เหมือนมีคนเอาอะไรมาเจาะหน้า แต่เราไม่รู้สึกอะไร ซึ่งขอมอบความดีความชอบให้ยาชา ซึ่งนอกจากยาชาที่โปะมาเห็นว่าในแต่ละเข็มเค้าก็มียาชาผสมอยู่ด้วย ดับเบิ้ลชากันไปเลยจ้า 


หน้าตาคือกลัวเข็มน่ะแหละ แต่เพื่อความสวยหนูทนได้ มันจะมีเจ็บบ้างบางจุดที่ยาชาโปะไปไม่ถึง (แถวๆข้างขมับหรือใกล้ๆใต้ตา) คุณหมอก็จะพยายามเบามือตรงจุดนั้นเป็นพิเศษ ซึ่งฟิลเลอร์มันไม่ใช่ฉีดแล้วจบนะจ๊ะ มันต้องมีการปั้นกันด้วย เพื่อให้ผิวหน้าเรียบเนียนเท่าๆกัน คุณหมอแต่ละท่านก็จะมีความชำนาญกันคนละทาง ซึ่งเราโชคดีมากๆที่ได้คิวหมอต้นมาปั้นฟิลเลอร์ให้ แม้จะมีขนตาเป็นกันสาดของเรามาบังแต่หมอก็ยังสามารถปั้นออกมาจนรอด


ทำไปก็จะให้ลองยิ้มไปเพื่อดูว่ามันออกมาโอเครึยัง ตอนนี้รอยยิ้มก็จะดูตึงๆหน่อย ไม่ใช่ตึงเพราะฟิลเลอร์นะ เพราะยาชามันดีมาก คือหน้าชาไปเลย ไม่แน่ใจว่ายิ้มรึยัง มันชาไปหมดเลยอ้ะ 555555



ภาพรีวิวนี้ถ่ายจากกล้องเราเอง ถึงแสงต่างกันเพราะอยู่คนละสภาพแวดล้อม แต่จะเห็นได้ชัดเลยว่าช่วงใต้ตาเราคล้ำมาก แล้วพอมาดูจริงๆคือมันมีความห้อยลงมาเล็กน้อย เป็นร่องพาดจาดใต้ตาเฉียงลงมาตรงแก้มด้วย เลยทำให้หน้าดูเหนื่อยดูโทรม หลังจากฉีดฟิลเลอร์หน้าก็ดูฟูขึ้นมาทันที แบบเข้าใจไอ้คำว่า "สวยได้เลยชาตินี้ ไม่ต้องรอชาติหน้า" มันเป็นยังไง คือนี่แค่ฟิลเลอร์นะ ยังไม่ได้ทำอย่างอื่นยังช่วยได้ขนาดนี้เลย

เอาจริงๆตอนมาปรึกษาคุณหมอต้นเราประทับใจมากๆตรงที่คุณหมอไม่ได้ยัดเยียดอะไรให้เราเลย คือเราถามไปเยอะมากว่าแบบ ร่องหน้าผาก ร่องแก้ม จมูก ฯลฯ ฉีดได้มั๊ย ทำได้มั๊ย ปั้นให้เราได้รึเปล่า คือหมอบอกว่าจริงๆเราแทบไม่ต้องทำอะไรเลย จะทำก็ได้แต่มันจะดูเยอะเกินไป ทำเฉพาะปัญหาที่จำเป็นจริงๆ บางอย่างปล่อยเอาไว้บ้างก็ได้คือทำให้เรารู้สึกดีไม่เหมือนเวลาเจอพนักงานหน้าคลีนิกที่ชอบยัดเยียดละบอกเราว่าต้องทำนู่น ทำนั่น ทำนี่ "ถึงจะสวย" แต่กับคุณหมอคือทำยังไงก็ได้ให้ "สวยแบบเป็นธรรมชาติ" มากที่สุด คือคุณหมอเน้นแนะนำให้ดูเป็นธรรมชาติยังไงก็ดีกว่าหน้าเป๊ะแบบแข็งๆ ซึ่งอันนี้เราเห็นด้วยแบบสุดๆ

การดูแลหลังฉีดฟิลเลอร์เสร็จก็จะมีการให้ยากลับบ้านไปทานเพื่อลดการปวดกับฆ่าเชื้อ ในถุงที่ทางพนักงานคลีนิกจัดมามีไอซ์แพคไว้ประคบเย็นด้วย คือเอากลับบ้านไปแช่ฟรีซแล้วใช้ต่อได้เลยจนกว่าจะหายปวด แอดมินมีการส่งลิงค์ให้ความรู้ต่างๆมาเพิ่มเติมในไลน์แล้วก็มีการนัดมาเช็คผลงานอีกครั้งเพื่อดูความเรียบร้อยก็ถือว่าการฉีดฟิลเลอร์ครั้งนี้จบลงด้วยดีมีแต่ความประทับใจค่ะ 

สำหรับราคายังไงลองเช็คที่แต่ละสาขาอีกทีนะคะ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในภายภาคหน้า แต่การเข้ารับขอคำปรึกษาสามารถทำนัดได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆค่ะ

(ภาพโปรโมชั่นฟิลเลอร์จากเว็บไซต์ Amarante Clinic ซึ่งราคาและโปรโมชั่นอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปจากนี้ได้)

ใครที่อยากมาใช้บริการอย่าลืมจองคิวเข้าไปก่อนนะคะ เคสไหนที่ดูแล้วจะเป็นประโยชน์กับลูกค้าท่านอื่นๆทาง Amarante Clinic จะมีการขออนุญาติถ่ายทำรีวิวของทางคลีนิกเองเป็นปกติ คืออุปกรณ์ครบมากๆ มีไฟ มีช่างกล้อง มีทุกอย่างพร้อม เรียกได้ว่าผลงานของคลีนิกนี้ของจริงทั้งหมดไม่ได้แต่งรูปหรือสร้างสถานการณ์ใดๆ ทุกเคสคือเกิดขึ้นจริงเรียลๆ หลังจากฟิลเลอร์ไปแล้วเราพบว่าการแต่งหน้าดูเนียนขึ้น หน้าเด็กลงจริงๆ 

หวังว่าประสบการณ์ฉีดฟิลเลอร์ที่มาเล่าให้ฟังครั้งนี้จะมีประโยชน์กับทุกคนบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ ใครมีอะไรเพิ่มเติมแวะมาคอมเม้นพูดคุยกันได้เลย แล้วไว้พบกันใหม่ในรีวิวหน้า วันนี้บ๊ายบายค่า

Disclaimer: I did not pay or get paid to create this content.
All experiences and review is 100% from me.
เพิ่งคลอดลูกคนที่สองไปเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตอนแรกได้ยินข่าวแว่วๆมาอยู่เหมือนกันว่ามีการเพิ่มสิทธิผู้ประกันตนเรื่องเงินคลอดบุตร และเงินสงเคราะห์บุตร แต่ ณ วันที่ไปยื่นเรื่อง คือเมื่อวันที่ 19 เนื่องจากเพิ่งได้เอกสารใบสูติบัตรแจ้งเกิดของลูกจากทางโรงพยาบาล ก็พบว่า เอ้า มันก็ได้ 13,000 เท่าเดิมนี่นา ผ่าม ผ่าม ผ่ามมม!


แต่เดี๋ยวก่อน สิ่งนึงที่พัฒนาของทางประกันสังคมคือระบบสมาชิกออนไลน์ของ SSO E-Service ที่มีข้อมูลการส่งเงินประกันสังคมของเราทั้งหมด รวมไปถึงรายละเอียดสถานะการยื่นเรื่อง การจ่ายเงิน ว่าจำนวนเท่าไหร่ เงินจะเข้าวันไหน ใครยังไม่เป็นสมาชิกแล้วกำลังจะไปใช้สิทธิ์ แนะนำให้สมัครไว้ก่อนเลยค่ะ สะดวกมากๆ ไม่ต้องงมหาเบอร์โทรเจ้าหน้าที่รัฐให้วุ่นวาย ล็อกอินเข้าไป เลือกเมนูของผู้ประกันตน แล้วก็ตรวจสอบข้อมูลเองได้เลย เออ ดี! ชี้เป้าเว็บประกันสังคมคลิกที่นี่เลย



ส่วนขั้นตอนในการเข้าไปยื่นเรื่องขอสิทธิรับเงินค่าคลอดบุตร กับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรทำได้ไม่ยาก ของเราเข้าไปที่สำนักงานประกันสังคมพื้นที่ 9 ในเวลาราชการ เดินไปแจ้งที่ประชาสัมพันธ์ว่ามาขอยื่นสิทธิ์เรื่องอะไร เค้าจะแจกเอกสารมาให้กรอก เมื่อกรอกเอกสาร เซ็นรับรองสำเนาเอกสารถูกต้องเสร็จแล้วก็รอคิว แป๊ปเดียวเจ้าหน้าที่ก็จะตรวจสอบข้อมูลแล้วก็ให้เอกสารกลับมาใบนึงเป็นหนังสือยืนยันการรับสิทธิ์ เงินจะโอนเข้าบัญชีภายใน 3 วันทำการ ยื่นเมื่อ 19 เงินเข้า 22 คือสะดวก เร็ว และไวมาก!


จำนวนเงินที่ได้ทั้งหมดจากการยื่นครั้งนี้อยู่ที่ 35,500 บาท แบ่งเป็นค่าคลอดเหมาจ่าย 13,000 บาท และเงินสมทบค่าจ้าง 90 วัน (50% ของฐานเงินเดือนสูงสุด 15,000) 22,500 บาท เห็นว่าไม่มีการรับเงินสดแล้วนะคะ การรับเงินสมทบจะโอนผ่านบัญชีเท่านั้น
ตรงนี้แอบบอกนิดนึงว่าปัจจุบันเรามีสถานะเป็น "บุคคลว่างงาน" ตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน แล้วก็ยังไม่ได้งานใหม่ และยังไม่ได้ยื่นเจตจำนงในการเป็นผู้ประกันตนเองตามมาตรา 39 เลยอดได้ค่าสงเคราะห์บุตรรายเดือน
เจ้าหน้าที่แจ้งว่าเราสามารถมายื่นขอรับได้ก็ต่อเมื่อเป็นผู้ประกันตนแล้วเท่านั้น เมื่อยื่นเรื่องแล้วก็ต้องรอไปอีกสามเดือน เงินถึงจะจ่ายให้ทุกเดือนจนกว่าลูกจะอายุครบ 6 ขวบ ปัจจุบันก็ยังได้อยู่ที่อัตราเดือนละ 400 บาทนะ (ได้ข่าวว่าจะเพิ่มให้ ก็เท่าเดิมหนิ ลูคนโตสี่ขวบละนะ เศร้าเลย ฮือ)

ใครที่กำลังเตรียมตัวจะไปยื่นเรื่อง วันนี้เอารายละเอียดมาฝากกันนะว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง
(อ้างอิงจากข้อมูลของเว็บประกันสังคมเมื่อ กพ 2561)

หลักเกณฑ์และเงื่อนไข


  • จ่ายงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนเดือนคลอดบุตร
  • จ่ายค่าบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายกรณีคลอดบุตรให้แก่ผู้ประกันตนในอัตรา 13,000 บาทต่อการคลอดบุตรหนึ่งครั้ง สำหรับผู้ประกันตนหญิงมีสิทธิรับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน สำหรับการใช้สิทธิบุตรคนที่ 3 จะไม่ได้รับสิทธิเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน
  • กรณีสามีและภรรยาเป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ให้ใช้สิทธิในการเบิกค่าคลอดบุตรฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่จำกัดจำนวนบุตร/ครั้ง

เอกสารประกอบการยื่นคำขอประโยชน์ทดแทน กรณีคลอดบุตร


  1. แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน สปส. 2-01 ผู้ประกันตนกรอกข้อความครบถ้วน พร้อมลงลายมือชื่อผู้ยื่นคำขอ (เอกสารฉบับนี้ขอได้ที่ประชาสัมพันธ์ของสำนักงานประกันสังคมที่เราเข้าไปใช้บริการค่ะ)
  2. สำเนาสูติบัตรบุตร 1 ชุด (กรณีคลอดบุตรแฝดให้แนบสำเนาสูติบัตรของคู่แฝดด้วย)
  3. สำหรับผู้ประกันตนชายให้แนบสำเนาทะเบียนสมรส กรณีไม่ได้จดทะเบียนสมรสให้แนบหนังสือรับรองของผู้ประกันตนกรณีไม่มีทะเบียนสมรส
  4. สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์หน้าแรก ซึ่งมีชื่อและเลขที่บัญชีของผู้ยื่นคำขอ

สถานที่ยื่นเรื่อง

ยื่นได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/สำนักงานประกันสังคมจังหวัดและสาขา ที่สะดวก (ยกเว้นสำนักงานใหญ่ในบริเวณกระทรวงสาธารณสุข)
สรุปแล้วถึงคุณแม่กลายเป็นคนว่างงาน แต่ถ้าส่งประกันสังคมในอดีตมีแต้มบุญติดต่อกันเกิน 5 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนคลอดบุตร เราก็สามารถใช้สิทธิรับค่าคลอดเหมาจ่ายและเงินสมทบกรณีลาคลอดได้ 90 วันเหมือนกันค่ะ วิธีเช็คว่าส่งครบมั๊ย ลองล็อกอินเข้าระบบออนไลน์ไปไล่ดูก็ได้นะว่าส่งครบรึเปล่า ดูย้อนไปได้จนถึงวันแรกที่เราส่งประกันสังคมเลยแหละ
หวังว่ารีวิวนี้จะมีประโยชน์กับว่าที่คุณแม่ Working Mom ทั้งหลายไม่มากก็น้อยนะคะ
พบกันใหม่บทความหน้า บ๊ายบาย ^^
นับเป็นความเด๋อส่วนบุคคล ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีใครเป็นแบบเรามั๊ย คือถ้าซื้อยาย้อมผมแบบ "สำเร็จรูป" มันก็ไม่ค่อยเจอปัญหาอะไรเท่าไหร่เพราะว่าในกล่องจะมีอุปกรณ์อย่างถุงมือพลาสติกมาให้ด้วย แต่ เวลาซื้อสีแบบขายแยกเป็นหลอดๆ หรือแบบกระปุก ที่ให้มาผสมเอง ทำเอง ก็จะชอบอ่านแต่ฉลากแล้วทำตามโดยลืมพิจารณาสภาพแวดล้อมต่างๆ ผลคือ... แท่นแท๊นนน


ไว้อาลัยให้ตัวเองแปป...

อันนี้คือ่านฉลาก มันไม่มีขั้นตอน "ใส่ถุงมือ" บอกไว้ นี่ก็พาซื่อ(ซื่อบื้อ) บีบใส่มือ แล้วลูบลงบนเส้นผมตรงๆดื้อๆ ผลเลยเป็นแบบในภาพค่ะ ผ่าง ผ่าง ผ่างง!!!

แชร์ประสบการณ์ย้อมผมลืมใส่ถุงมือ ใช้อะไรล้างถึงจะออก?

คำเตือนในการย้อมสีผม:

โดยปกติแล้วควรพอก "โลชั่น" หรือ "ครีม" ไว้ในบริเวณผิวหนังที่อาจเสี่ยงเปื้อนสี เช่น บริเวณกรอบหน้า ใบหู ฯลฯ เพื่อเวลาหมัก ย้อม สีที่ติดบริเวณดังกล่าวจะล้างออกได้โดยง่าย แต่ถ้าเผลอโดนผิวหนังตรงๆแล้วเนี่ย จะเป็นภาระให้กับชีวิตนิดนึงค่ะ


วิธีล้างสีออกจากมือ เราใช้อุปกรณ์ดังนี้:

  1. Garnier Micellar ขวดชมพู
  2. น้ำมันมะพร้าว
  3. น้ำยาล้างจาน Pipper Standard
  4. ฟองน้ำล้างจาน 3M

ขั้นตอน (ขออภัยที่ไม่ได้ถ่ายภาพปประกอบ)

  1. ชโลมน้ำมันมะพร้าวให้ทั่วบริเวณที่เปื้อน นวดๆ ถูๆ จนสีเริ่มหลุดออกเล็กน้อย
  2. เทเคลนซิ่งวอเตอร์ลงไปตรงๆ อย่างกค่ะ เทแบบใช้แทนน้ำเปล่าล้างมือเลย แล้วเอาฟองน้ำบีบๆถูๆ (จะรู้สึกว่าสีโดนฟองน้ำดูดเข้าไปส่วนนึง) เช็ดให้ความมันจากมะพร้าวออกไปให้ได้มากที่สุด สีบนมือจะจางลงระดับนึง
  3. กดน้ำยาล้างจานใส่ฟองน้ำแล้วเอาด้านนุ่ม ขัดมือให้ทั่วทั้งหน้าและหลัง ล้างน้ำแล้วทำซ้ำ 1-3 ไปเรื่อยๆจนสีออกหมด เป็นอันจบพิธี


แต๊นนน หายแล้ววววว แต่!! บริเวณเล็บที่ทาสีไว้ มันจะไม่ค่อยออกนะคะ ต่อให้ลบสีออกด้วยน้ำยาล้างเล็บ เม็ดสีมันฝังไปในเนื้อเล็บแล้วอะ ทำได้คือลบสีออกแล้วทาสีใหม่ ไม่อย่างนั้นจะดูน่ากลัวมากๆ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เวลาย้อมผม 

"อย่าลืมใส่ถุงมือออออออออออออ"


ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านไดอารี่ไร้สาระของเราวันนี้ค่ะ น่าจะพอมีประโยชน์กับคนที่เจอปัญหาสีย้อมผมเลอะผิวหนังกันบ้าง อันนี้ใช้ได้แค่บริเวณมือนะ ถ้าเลอะบริเวณที่ผิวบอบบางอย่างผิวหน้า ไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้นะคะ ใครเคยเลอะตรงไหน ล้างออกยังไง แวะมาคอมเม้นแชร์กันได้ จะได้เป็นทางออกให้กับคนที่เจอปัญหาเดียวกันได้บ้างไม่มากก็น้อย

วันนี้ลาไปก่อน บ๊ายบาย ^^

Disclaimer: This is my personal experiences, not a paid post.
เอ... ยังไงดีน้าา ถ้าแชร์วิธีออกไปแล้วแอคเค้าเราจะบินมั๊ยน้า... นี่เหมือนเสียสละชีวิตมาแชร์วิธีมุดไปดูคลิปในยูทูปที่เวลาเราคลิกไปดูแล้วมันขึ้นว่า "The uploader has not made this video available in your country" เว่ากันซื่อๆคือมันบล็อกไม่ให้ประเทศไทยเข้าไปดูนั่นเองเด้อค่า

ต้นเหตุที่ทำให้เราอยากมุดไปดูคลิป Saturday Night Life คือพ่อหนุ่ม "คริส ไพน์" เค้ามาร้องเพลงล้อ "ตัวเอง" ฟีลประมาณว่านางโดนคนจำสลับกับคริสอื่นๆบ่อยมาก ไม่ว่าจะคริส อีแวน, คริส แฮมส์เวิร์ธ, คริส แพรท ส่วนตัวเค้าเนี่ย ชื่อคริส ไพน์ นะเหวยยยย มีคลิปสั้นๆที่น่าจะจิ้มดูได้เลยจากทวิตเตอร์ แต่ก็ยังไม่เต็มเพลงอยู่ดี ด้วยความชอบนาง ชั้นเลยไปหาวิธีมุดดูคลิปมาจนได้ 5555
เราเลยไปหาวิธี "มุด" เพื่อดูคลิปเต็มๆ ซึ่งลองโดยใช้โทรศัพท์มือถือไอโฟน Browser ซาฟารี ธรรมดาๆ ไม่ได้ใช้แอพอะไรเพิ่มเติม แต่มีคนบอกว่าวิธีนี้มันสามารถใช้กับแอนดรอยด์ หรือ Desktop คอมพิวเตอร์ธรรมดาๆก็ได้ วิธีนั้นคือ การ ก็อปลิงค์ URL คลิปมา แล้วพิมตัวหนังสือ "ss" ลงหน้าคำว่า "youtube"


ภาพตัวอย่างคือมุดในไอโฟนนะฮะ มันจะเด้งจากเว็บยูทูปไปเว็บหน้าตาแบบในรูป ทีนี้ก็จิ้มปุ่มดาวน์โหลด ก็จะสามารถดูคลิปได้แล้วววว เฮ้ยยย ดี๊ดีย์ 

เนี่ยแหละ ลองแล้วเลยเอามาเล่าให้ฟัง ใครลองที่ไหนใช้ได้ไม่ได้ยังไงมาคอมเม้นเล่าให้ฟังกันได้นะ ที่กล้าเสี่ยงบล็อกปลิวมาพิมนี่ไม่ใช่อะไร ไว้เป็นโน้ตให้ตัวเองเผื่อวันหลังลืมวิธีมุดไปดูคลิปที่เค้าห้ามประเทศไทยดูจะได้นึกออกว่าต้องทำยังไง หวังว่าทริกนี้จะมีประโยชน์นะฮะ ไปละ บ๊ายบายยย ^^


บทความนี้เป็นเพียง Day 1 เพราะฉะนั้นหลังจบคอร์สในอีกหลาย Days เราอาจจะคิดอีกแบบก็ได้นะ
นี่เป็นรีวิว "ประสบการณ์" วันแรก ที่ได้จากการติดโผ (แบบร่อแร่เกือบจะหลุดโผ...) Blogger's Bootcamp by CP ALL ที่มีวลีโฆษณาชวนเชื่อว่า "แล้วคีย์บอร์ดคุณจะลุกเป็นไฟ!" โอ๊ยย จะปลุกใจอะไรเบอร์น้านนน

Day 1 : 22nd April 2017 เวลา 12.00น.

สถานที่อบรมอยู่ในย่าน W-District สถานี BTS พระโขนง อันนี้ไม่พลาด แต่ตอนแรกคิดว่าพลาดเรื่องเวลา ในหมายนัดวันแรกนัดเที่ยงตรง แต่อะไรดลใจให้จำเป็นเที่ยงครึ่งก็ไม่ทราบได้ เลยมาถึงเที่ยงครึ่งเป๊ะๆ ในใจคิดว่าสายมาก ตายแน่ อาจจะไม่มีที่นั่ง แต่อ้าวเห้ยผิดถนัด ยังมีที่ว่างอยู่บ้าง และคนเพิ่งทยอยๆมากัน อิชั้นแจ๊คพอตตั้งแต่การเลือกที่นั่งเลยจย้า ซ้ายมือเป็นแอดมินเพจเสพสากล ขวามือเป็นพี่ทอฟฟี่ แบรดชอว์ คนนึงมีลูกเพจหลักแสน ส่วนอีกคนน่าจะมีคนได้อ่านบทความเค้าหลักล้านเพราะเป็นคอลลัมน์ฮิตใน The Momentum อีกหลายๆคนก็ดังมากๆสักทาง (ในฐานะนักเขียน, ครู, วิทยากร ฯลฯ) มีความรู้สึกตัวลีบแบนเป็นพยาธิใบไม้เบาๆ "ชั้นมาทำอะไรตรงนี้ย์ย์ย์!!" เพลงบ้านทรายทองลอยมา จินตนาการว่าเราอาจจะโดนอัดให้เป็นชนชั้นปลายแถว อี๋ นังบล็อกเกอร์โนเนม อะไรงี้ จิตสำนึกนิสัยไม่ดี! จริงๆแล้วกลายเป็นว่าหลังจากผ่านช่วงแนะนำตัวไปครึ่งทาง... หลายๆคนในที่นั้นบางคนไม่มีบล็อก...!! นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการทำบล็อกของคนเหล่านั้นจริงๆด้วย เฮ้ยย มันเป็นที่รวมตัวของคนที่มีใจรักในการทำคอนเท้นท์หลากหลายรูปแบบ และทุกคนจะได้มาเดบิวต์การเป็น Blogger ในเวิร์คชอปนี้แน่นอนเลยอ้ะ!! //ยืนปรบมือในใจ

ผ่านการเสวนากับคุณเบ๊น และคุณวิชัย Salmon House ไป... เราก็เริ่มเปลี่ยนความคิด...
หาอ่านสิ่งที่สองคนนั้นพูดได้ที่บล็อกอื่น แต่ไม่ใช่บล็อกเรา (ตึ่ง โป๊ะ!) ไม่ใช่ว่าสิ่งที่พูดมันไม่น่าสนใจนะ มันน่าสนใจมากสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนทางด้านนี้ แต่สำหรับเรารู้สึกเหมือนได้กลับไปเรียนนิเทศอีกครั้ง คือเราไม่ใช่นักศึกษาวัยใสที่คล้อยตาม speaker อีกต่อไปแล้วไง เราเริ่มเป็นคนที่ "ตั้งคำถาม" กับ session นี้ว่ามันตอบโจทย์การเป็น Blogger ได้ยังไง? และในขั้นไหน?

ขั้นตอนที่ทั้งคู่พูดถึง มันก้าวกระโดดสเตปแรกของการทำบล็อกไปไกลมาก ไกลถึงขั้นรับโจทย์จากลูกค้ามาเพื่อหาไอเดียและตีความ แต่เดี๋ยวก่อนแก คือคนที่ทำบล็อก ใช่ว่าทุกคนจะมีลูกค้า ใช่ว่าทุกคนจะต้องใส่อินเนอร์ครีเอทีฟในทุกบทความ คือนี่มันข้ามไปสเตปของการ
"ผลิตงานให้ลูกค้ายังไงกับโจทย์ที่มี"
นั่งนิ่งฟังจนจบ แล้วก็ไม่มีอะไรจะถาม เพราะกระบวนการพวกนี้มันปลายทางของคนที่ต้องการ convert งานตัวเองให้กลายเป็นรายได้ ณ จุดนี้บล็อกของเรามันไม่ได้ทำมาตอบโจทย์ลูกค้าเพื่อสร้างรายได้ตรงๆ มันคือการสนองนี้ดตัวเองแล้วพอทำรายได้ให้ "ได้บ้าง" มากกว่า สิ่งที่เรามองว่าเป็นประโยชน์มากๆเราชอบที่เค้าพูดถึง "ความเป็นมนุษย์" ว่างานสื่อโฆษณาทุกวันนี้ (หรือบทความของเราเองนี่แหละ) มันขาดสัมผัสของการเป็นมนุษย์ เราเคยคิดอยากเขียนบล็อกเหมือนคุยให้เพื่อนฟัง แต่พอจุดนึงได้ของฟรีมาเยอะๆมันก็กลายเป็นการทำงานเหมือนอาหารตามสั่ง (ส่งอะไรมาก็เขียนอันนั้น) งานเราก็คงเหมือนป้าตามสั่งแถวรัชดาที่แม้แต่ไข่เจียวก็ยังไม่อร่อยนี่แหละ (ฮืออ)
"หาความเป็นมนุษย์" ในเรื่องที่จะหยิบขึ้นมาเขียนให้เจอ
นี่เป็นสิ่งที่เราได้จาก session นี้ คือแทนที่เราจะเขียนอธิบายรูป รส กลิ่น สัมผัส และข้อมูลตามเอกสารที่แบรนด์แนบๆมาเนี่ย เราควรจะนึกถึงความเป็นมนุษย์มากกว่านี้ ตั้งคำถามนิดนึงว่าสิ่งที่กำลังจะเขียน เรามีความเป็นมนุษย์ในนั้นมั๊ย? นอกจากสิ่งที่แบรนด์หรือลูกค้าเค้าทำออกมาให้ เช่น มนุษย์ทั่วๆไปรู้แค่ว่า SPF ยิ่งสูงยิ่งดี แต่มีกี่คนวะที่เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร? ไอ้ SPF50 PA+++ ทำไมไม่เล่าด้วยล่ะว่ามันกันแดดได้กี่เท่า วัดยังไง เอาแบบคนไม่มีความรู้อ่านแล้ว "ได้ความรู้" และสนุกไปกับภาษาที่เราเขียน ดีกว่าการไปนั่งปั้นบทความภาษาสวยๆ อ่านแล้วมีความกวี มีหลักการ มีแหล่งอ้างอิง แต่พออ่านจบแล้วอุทานว่า "ว้อทททททททท" (WHAT?!) นี่ชั้นเสียเวลากับอะไรลงป๊ายย?! คือบางอย่างพอมันใช้การสื่อสารที่ยากไป อ่านไม่เข้าใจก็กดปิด นอกจากความรู้ไม่ซึม ยังรู้สึกว่าการอ่านแม่งเป็นการเสียเวลาไปอีกค่ะคุณ คนเขียนไม่แฮปปี้ คนอ่านก็ไม่ปลื้ม ฮืออ..!!

เมื่อตอนเบรกลืมเล่า ก็มีขนมจากคัดสรร(ที่เป็นเบเกอรี่ของซีพีออลแน่นอน) และชาโออิชิที่เราชอบมาก ใครจะหาว่ายี้ชาปลอมเราก็ไม่แคร์ เพราะมันอร่อย... ประเด็นคือช่วงเบรกนั่งเม้ามอยกับคนที่มาร่วมเวิคชอปก็พบว่า... มีคนรู้จักเราด้วยว่ะแกร๊!!! เค้าบอกว่าเค้าเคยเสนอชื่อเราให้ลูกค้า แต่ลูกค้าไม่เอาเพราะลูกค้าดูจากยอดไลค์เรา มันน้อยเกินไป เออ ใช่ซี๊ (วิ่งหนีไปร้องไห้ใส่โอ่ง...)

พิมไว้ให้รู้ตรงนี้เลยนะคะ!!!! ถึงชั้นจะยอดคนติดตามน้อย แต่ชั้นมีคอนเนกชั่นมหาศาลอยู่ในมือค่ะ!!!! ชั้นไม่ได้บริหารคนติดตาม แต่ชั้นบริหารพลังของคอนเนกชั่นรอบตัว รู้ไว้ซะด้วย ไม่จ้างก็ไม่ง้อออออ (งอนมาก จะไม่รับงานจ้างแม่งแล้ว 5555)

ต่อมากับ Session เสวนากับคุณบี เจ้าของเพจ HR The Next Gen
เราก็ได้เห็นบทความของเค้าอยู่เรื่อยๆ แต่คุณบีก็ไม่ได้พูดถึงการเป็นบล็อกเกอร์สักเท่าไหร่ค่ะ กลายเป็นการปั้นแบรนด์ซะมากกว่า มีเทคนิคการทำคอนเท้นอย่างสม่ำเสมอ และการวางแผน กับการบริหารจัดการระบบความคิดของตัวเอง คือถ้ามีเป้าหมายชัด มีระบบชัด อะไรๆมันก็จะง่าย...

แต่จะหาตัวเองเจอยังไง ก็เป็นการบ้านของทุกคน (อ้าวเห้ย =_=)

ตรงนี้คือเห้ย แบบ เห้ยยยยยยย!!!!

จากที่เราเคยผ่านเวิคชอปและค่ายอะไรหลายๆอย่างมา สิ่งนึงที่เรารู้สึกว่า Day1 มันขาด คือมันขาดการ "ลงมือทำ" ในวันนั้นเพื่อเป็นตัวอย่างให้ทุกคนในห้องได้รู้ ว่า "อ๋อ แบบนี้นะคือขั้นตอนการค้นหาตัวเอง" หรือ "อ๋อ แบบนี้นะคือการเพิ่มความเป็นมนุษย์ให้งานเขียนของเรา" นี่กลายเป็นว่ามานั่งฟังบุคคลที่มีพลังมากๆ แต่ไม่สามารถ execute หน้างานตรงนั้นออกมาให้มีประโยชน์กับตัวเองได้ถ้าเกิดว่าง่วงๆ นั่งฟังแบบผ่านๆเพราะมันยาว ยาวมากๆ เกือบ 5 ชั่วโมงรวดได้ โอ๊ยขุ่นพระ...

ตอนนี้เรายังอยู่ในกระบวนการตกผลึกสิ่งที่ได้จาก Blogger's Bootcamp by CP ALL ซึ่งถ้าจะให้เรียบเรียงใหม่ในความคิดเห็นส่วนตัวของเราล้วนๆ เราจะแนะนำคนอ่านที่อยากเป็นบล็อกเกอร์ทุกคนดังนี้ค่ะ:

1. หาสิ่งที่อยากเล่าให้เจอ : 

บล็อกเกอร์คือคนที่มี "บล็อก" ซึ่งปัจจุบันมีมากมายหลาย Platform แต่สำหรับเรา facebook, instagram, pantip และเว็บบอร์ดอื่นๆ "ไม่ใช่บล็อก" เราแอบผิดหวังเล็กๆที่ Blogger's Bootcamp by CP ALL ไม่ introduction หรือให้ความรู้ตรงนี้ ใช่ค่ะ ยุคสมัยเปลี่ยนไป จะมองว่าการเป็นบล็อกเกอร์เป็นที่ไหนก็ได้ มันก็ไม่ผิด แต่ก็ควรจะให้ความรู้กันบ้างว่า blogger คืออะไร ทำไมการมี blog มันถึงสำคัญกว่าแค่การมีเพจ ฮือ เราเสียใจ จบวันแรกไปก็ยังไม่มีใครรู้ว่าการขึ้นหน้าแรกในกูเกิ้ลหรือติด adsense หา affiliate รับตังผ่านยอดวิวมันเจ๋งพอๆกับการรับจ๊อบเขียนบทความจากลูกค้าเหมือนกันนะ แบบเขียนบล็อกให้คนอ่านเยอะๆก็ได้ตังสะสมตามยอดวิวไปตลอดไม่ต้องง้อแบรนด์อะไรงี้อะ เบะ T_T

2. เติม "ทักษะ" ให้ตัวเอง :

คนเรามันไม่มีใครเก่งไปทุกอย่างหรอกค่ะ อย่าไปเขินอายที่จะแสดงออกว่า "กูรู้แค่นี้" หรือ "กูทำได้แค่นี้" ลงมือทำไปเลย แล้วค่อยๆเก็บประสบการณ์ไปเลเวลอัพ เพราะถ้าเราเอาแต่คิดว่า เราเขียนไม่รู้เรื่อง พูดไม่เก่ง ถ่ายรูปไม่สวย ทำไปใครจะดู ทำไปเดี๋ยวก็เจอคนเข้ามาด่า ก็เลยไม่ทำ แล้วเมื่อไหร่จะได้ทำ? เมื่อไหร่จะได้พัฒนาตัวเอง? บล็อกมันเป็นพื้นที่อิสระสำหรับเรามากๆ ที่จะได้ลองอะไรไปเรื่อยๆ วันนึงเราอาจจะค้นพบสิ่งที่ชอบผ่านการบล็อกไปเรื่อยๆก็ได้นะ อย่าคิดมาก ลงมือทำ แล้วเติมทักษะให้ตัวเองซะ

3. จงชอบตัวเอง :

นี่ไม่ได้ค่าโฆษณาจากเพียวริขุนะ... แต่ขอให้ทำในสิ่งที่สบายใจ อย่าไปฝืนทำอะไรที่จะมานั่งเสียใจหรือบ่น "รู้งี้" ทีหลัง อะไรก็ตามที่อยากเล่า ที่อยากเขียน ถ้าเราสตรองกับมันมากพอ เราจะไม่สั่นคลอนต่อคำพูดของคนอื่นค่ะ มันมีคำพูดมากมายที่ทำร้ายเราได้ แต่ไม่มีคำพูดไหนตัดสินเราได้นอกจาก "คำพูดของตัวเอง" ถ้าเราสบายใจที่จะปรับปรุงก็ปรับ สบายใจที่จะดื้อ ก็จงดื้อต่อไป เมื่อไหร่ที่เราชอบตัวเอง จริงใจกับตัวเอง "รักในงานที่ตัวเองสร้าง" วันนั้นจะเป็นวันที่เรามีพลังก้าวต่อไป การเขียนบล็อกก็เช่นกัน 

สุดท้าย เหลือแค่ลงมือทำเท่านั้น มาถึงบรรทัดนี้เราว่าเราก็ได้เอาความรู้จาก Blogger's Bootcamp by CP ALL มาใช้ได้ค่อนข้างครบถ้วน ก็คงจะตัดพ้อถึงงานนี้ได้ไม่เต็มปาก ไหนว่าคีย์บอร์ดจะลุกเป็นไฟ? นี่ก็ไฟไหม้ปาเข้าไปหลายพันตัวอักษรแล้ววว!!!

ขอจบรีวิวไว้เพียงเท่านี้ Day2 จะเป็นยังไง มาถามไถ่กันได้ผ่านแฟนเพจนะเธอ ขอบคุณทุกคนเช่นเคยที่หลงมาอ่าน ถ้าลงมาถึงบรรทัดนี้เราดีใจด้วย คุณได้เลยโควต้าอ่านหนังสือเฉลี่ยของคนไทยทั้งประเทศไปเรียบร้อยแล้ว ขอให้ทุกคนโชคดี พบกันใหม่ บ๊ายบายยย ^^
ฟีลลิ่งเหมือนเปิดตัวว่าอาชีพจริงๆคืออะไร (ฮาา) หลายคนมีความสงสัยว่าตกลงมีงานทำมั๊ยคะ? เห็นลงแต่เรื่องสวยๆงามๆตลอดเวลา ทำไมถึงไปโผล่ในสารพัดอีเว้นท์เหมือนไม่มีงานทำ (นี่เล่นตัวเองทำไม 5555) ตามนามบัตรขุ่นแม่เป็น Senior Online Marketing ของบริษัท "ไลฟ์สตาร์" ซึ่งเป็นธุรกิจ Health&Beauty ในเครือบริษัทอาร์เอส เพิ่งจัดงานเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมานี่เอง

ด้วยความที่ธุรกิจนี้ค่อนข้างใหม่สำหรับค่ายเพลง เอาจริงๆในตลาดยังไม่เห็นค่ายเพลงไหนมาจับธุรกิจความงามนะ เว้นแต่ดารานักร้องที่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง ซึ่งแนวโน้มส่วนมากก็เป็นหมวดสกินแคร์ และในสายงานของขุ่นแม่ต้องใช้ connection กับสื่อ Online ทุกประเภทในจำนวนมาก การทำงานเลยค่อนข้างมีอิสระในการบริหารจัดการเวลา ทำยังไงก็ได้เพื่อสร้างสายสัมพันธ์อันดีกับสื่อต่างๆ ด้วยความที่บล็อกมีคนตามอ่านในระดับนึง เวลาแบรนด์เชิญไปงานก็จะเป็นโอกาสดีในการได้ไปแลกนามบัตรกับเหล่า Online Influencers เรียกได้ว่าเป็นการบริหารทรัพยากรเวลาแบบ วิน-วิน คือได้งานหลักด้วย และได้คอนเท้นมาอัพเดทในบล็อกส่วนตัวด้วยนั่นเองค่า เย้


ปัจจุบันทีมออนไลน์ยังไม่ได้ลงบัดเจ็ทซื้อสื่อไหนเป็นพิเศษ เรียกได้ว่า "ส่วนใหญ่" มากกว่า 90% ของทุกแบรนด์ที่มีสื่อออนไลน์นำไปประชาสัมพันธ์ให้ ไม่ว่าจะบล็อกเกอร์ เว็บความงาม หรือ คอมมูนิตี้เว็บไซต์ เกิดขึ้นจาก "น้ำพักน้ำแรง" ของทีมค่ะ แอบยกเว้นแบรนด์นางเอกอย่าง "มาจีค" ไว้หน่อย เพราะเป็นตัวแรกที่ทางบริษัทได้ผลิตออกมา เลยมีงบใช้เอเจนซี่ในการซื้อมีเดียรอบทิศ แถมล่าสุดยังได้พรีเซนเตอร์อย่างพี่ช่า-มาช่า วัฒนพานิช Diva คนสำคัญของวงการเพลงเมืองไทยที่ไม่มีใครไม่รุ้จักเธอ


ปัจจุบันทางบริษัท ไลฟ์สตาร์ มีผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 8 ตัว (ณ วันนี้วางขายอยู่ 7 แบรนด์)
1. MAGIQUE - มาจีค
www.magique.co.th
ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณเอาชนะธรรมชาติด้วยสารสกัดจากสาหร่ายหิมะสีแดง
2. NOBLE WHITE - โนเบิล ไวท์
www.noblewhiteskincare.com
ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณเพื่อผิวขาวใสเด้งฉ่ำน้ำ
3. CLEAR EXPERT - เคลียร์ เอ็กซ์เปิร์ต
www.clearexpertacne.com
ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแก้ปัญหาสิวจากต้นกำเนิดแบบครบวงจร
4. GRAVITAS - กราวีธัส
www.gravitaslifting.com
ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณเพื่อเติมร่องลึกและยกกระชับด้วยคุณค่าจากปลาดาว
5. REVIVE - รีไวฟ์
www.revivehealthyhair.com
ผลิตภัณฑ์ดูแลบำรุงหนังศรีษะและเส้นผม
6. TIME CAPSULE - ไทม์ แคปซูล
www.timecapsulethailand.com
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผสาน 3 คุณค่า แอสต้าแซนทีน CoQ10 และน้ำมันรำข้าว ใน 1 เดียว
7. SLIX - สลิคซ์
www.slixslim.com
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดูแลรูปร่างกระชับสัดส่วน

ตัวที่ 8 วางขายเมื่อไหร่จะมาอัพเดทกันแน่นอน ผลิตภัณฑ์ในเครือเรา มีการทดลองเอง รีวิวเอง (ไม่มีการตรวจทานจากใครทั้งสิ้น เพราะตรวจเองได้ 5555) หากใครสนใจอ่านรีวิวผลิตภัณฑ์ในเครือไลฟ์สตาร์แบบเน้น Info ครบจบในที่เดียว จิ้มไปที่ลิงค์ Lifestar Review ได้เลย ตอนนี้ยังรีวิวไม่ครบทุกแบรนด์ (เพราะงานเยอะมากกก) แต่วันนึงมันต้องครบ เพราะของที่เราส่งให้คนอื่น เราต้องลองเองก่อนว่ามันโอเค ไม่อย่างนั้นไม่กล้าบากหน้าส่งไปให้อะ ถือคติว่าทำอะไรต้องอิน ถ้าไม่อินจะไม่ทำ เพราะมันจะออกมาแย่!! แง้ ไม่เอาาา ><

ทีนี้คงไขข้อข้องใจให้กับใครหลายๆคนได้แล้วนะคะว่าเราทำงานอะไร
งานประจำก็เป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดานี่แหละค่า

ส่วนงานบล็อก งานยูทูป และอื่นๆที่ลงในฐานะสื่อออนไลน์ ไม่ใช่งานประจำ แต่ "ทำประจำ" ส่วนมาก 90% ในบล็อกนี้เป็นงานที่เขียนขึ้นโดยไม่มีบัดเจทค่ะ งานที่มีบัดเจทจะแบ่งเป็นแบบ Sponsored Post คือจ่ายเงินขอคิวเพื่อให้ลง ฟรีสไตล์เรื่องไอเดียในการผลิตคอนเทนต์ ไม่ได้ให้แก้ไขอะไรเข้าข้างแบรนด์ ส่วน Advertorial คืองานที่ทางแบรนด์มีการตรวจทานและแก้ไขก่อนลงโพส มีไกด์มาว่าต้องการเนื้อหาแบบไหน จุดประสงค์หลักเพื่อโฆษณาให้กับทางแบรนด์ เรามีการใส่ Disclaimer แจ้งท้ายบล็อกเสมอๆ ว่าบล็อกนั้นเราได้ของมาจากไหน ใครที่แวะมาอ่านสบายใจได้ค่ะจะไม่มีโดนหลอกแน่นอน เป็นคนทำงานเคลียร์สุดๆคนนึงนะพูดเลย

อ่านมาถึงตรงนี้หลายๆคนคงสงสัย เห็นส่วนใหญ่มีแต่ไปกินฟรี ดูหนังฟรี ได้ของมาฟรีๆ มีรีวิวอะไรบ้างที่จ่ายตังเอง ใช้บริการเอง รีวิวเองแบบเพียวๆ จิ้ม tag หัวข้อ Consumer Review ไปอ่านกันได้รัวๆค่ะ กว่าจะมีคนสนับสนุน เราก็ลงทุนเองไปแปดแสนเก้าล้านรายการนะพูดเลย ความขยันนี้ไม่มีใครให้มา สร้างเองล้วนๆค่ะ เพราะฉะนั้นใครที่มองว่าโอ๊ย เป็นบล็อกเกอร์นี่สบายเนอะ บอกเลยว่าโลกนี้ไม่มีอะไรง่าย ไม่มีอะไรสบาย แต่ถ้าเราทำอะไรด้วยใจรักเราจะยอมลำบากเพราะว่าสิ่งที่ได้กลับมาคือ "ความสุข" ที่ประเมินค่าไม่ได้นะเออ (ง่อวว มีความคมคาย)

ขุ่นแม่เป็นคนทำงานด้วยใจรักมาตลอดเลยมีวันนี้ ขอขอบคุณทุกการสนับสนุนไม่ว่าจะผู้ใหญ่ในที่ทำงาน เพื่อนร่วมทีมที่น่ารัก เพื่อนๆสื่อบล็อกเกอร์ เว็บ และ Influencers ทุกคนที่มีมิตรภาพดีๆให้กันเสมอ และอีกหลากหลายแบรนด์ที่ให้โอกาสเราได้แสดงฝีมือ ขาดไม่ได้คือคนอ่านที่คอยติดตามกันมาตลอด เราจะอยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆนะ <3

ไว้พบกันใหม่คอนเทนต์หน้านะจ๊ะ บ๊ายบาย ^^
ปกตินามบัตรเวลาทำงานบริษัทเค้าก็ทำให้เราเอง แต่ถ้าเราเป็นฟรีแลนซ์ หรือมีธุรกิจอื่นๆของตัวเองล่ะ? การทำนามบัตรของตัวเองขึ้นมาก็เป็นอีกทางเลือกที่ทำให้มีโอกาสได้แลกคอนแทคแบบมืออาชีพกับคนอื่นๆมากหน้าหลายตา ในยุคนี้การที่จู่ๆจะไปขอเบอร์หรือไลน์กับคนที่ไม่ได้สนิทมันคงดูประหลาดอยู่ไม่ใช่น้อย แถมจะทำให้ความน่าเชื่อถือดูลดลงอีกด้วย การทำนามบัตรครั้งนึงราคาไม่ได้แพง มีติดตัวไว้สักแบบไม่มีเสียหายค่ะ

วันนี้เราได้ลองสั่งทำนามบัตรที่ตั้งใจเอาไว้ใช้ในฐานะ "บล็อกเกอร์" กับทาง โรงพิมพ์ Gogoprint ที่สามารถสั่งทำทุกอย่างได้ด้วยปลายนิ้ว ไม่ต้องออกไปที่ร้านหรือโรงงานให้ยุ่งยาก ผลงานที่ได้ก็ออกมาดีงามตามท้องเรื่อง วิธีใช้งานเป็นยังไงลองมาชมกันดูได้เลยค่า


สั่งทำนามบัตรออนไลน์ง่ายๆด้วยตัวเอง
www.gogoprint.co.th


เข้าไปหน้าแรกจะเจอบริการหลากหลายรูปแบบ นอกจากนามบัตรยังมีสิ่งพิมพ์อื่นๆอีกเยอะแยะเลยค่ะ สามารถเช็คราคาเองได้ ขอตัวอย่างกระดาษให้ส่งมาที่บ้านก็ได้เพียงเข้าไปกรอกข้อมูลไว้ในหน้าเว็บไซต์ เรียกได้ว่าสะดวกมากๆสำหรับคนที่ไม่มีเวลาออกไปติดต่อโรงพิมพ์ ที่ปกติมีขั้นตอนเยอะแยะมากมายตั้งแต่การสอบถามขนาดของนามบัตรที่ทางเราต้องออกแบบไปให้เค้า รูปแบบไฟล์ ดีไม่ดีไปมารอบนึงแต่สกุลไฟล์ไม่ได้ก็ต้องกลับมานั่งแก้ไซส์แก้สกุลกันอีกวุ่นวาย ที่นี่มีบริการออนไลน์ที่ค่อนข้างใช้งานง่าย มีระบุไว้ชัดเจนว่าใช้ไฟล์ประเภทไหน เรียกได้ว่านั่งอยู่หน้าคอมก็จัดการทุกอย่างได้โดยไม่ต้องลุกออกไปไหนเลยค่ะ

ขั้นตอนการสั่งทำ

1. เลือกขนาดการ์ดที่ต้องการ
- 9x5.5cm ขนาดมาตรฐานนามบัตรทั่วไป
- 9x5cm
- 8.5x5.5cm
- ปรับแต่งไซส์เองได้โดยใส่ขนาด กว้างxสูง ด้วยตัวเอง (หน่วยเป็น cm.)
ตรงนี้เราเลือกไซส์ 8.5x5.5cm สำหรับทำนามบัตรเพราะเรากลัวว่าถ้าขนาดใหญ่มาตรฐานมันอาจจะใส่ในบางช่องไม่พอดี เลือกไซส์เล็กสุดไว้ก่อนจะได้สามารถใส่ลงได้กับทุกขนาดช่องในกระเป๋าค่ะ
2. เลือกว่าพิมพ์กี่หน้า
- แบบด้านเดียว คือปล่อยอีกด้านเป็นสีขาวโล่งๆตามประเภทกระดาษ
- แบบสองด้าน คือพิมพ์ทั้งหน้าหลังค่ะ
เราเลือกแบบพิมพ์สองด้านทั้งหน้าและหลังเพราะอยากให้มีโลโก้ด้านนึง ส่วนอีกด้านเอาไว้ใส่รายละเอียดในการติดต่อตามช่องทางต่างๆแยกกันชัดเจน

3. เลือกว่าสี่สีหรือขาวดำ

ตรงนี้เราเลือกแบบสี่สีหน้า-หลัง ในตอนที่เราเข้าไปเลือกนั้นมันไม่มีออพชั่นให้เลือกขาวดำ เลยไม่แน่ใจว่าถ้าเลือกขาวดำมันจะถูกลงหรือยังไง แต่ในความตั้งใจก็ต้องการทำสี่สีอยู่แล้วนะ ใครที่ต้องการขาวดำอาจจะต้องลองทักแชทในเว็บไปถามดูค่ะ

4. เลือกประเภทกระดาษ
มีความหนาให้เลือก 3 แบบ คือ 230/260/300 แกรม
ประเภทกระดาษมี2 แบบคือ กระดาษอาร์ตด้าน และกระดาษอาร์ตมัน

เราเลือกกระดาษอาร์ตด้านเพราะชอบผิวสัมผัสแบบด้านมากกว่าแบบมัน 230 แกรม เพราะถูกสุดค่ะ (ฮาาา)

5. เลือกลักษณะการเคลือบ
การเคลือบผลิตภัณฑ์ด้วยฟิล์มพลาสติกบาง ๆ จะป้องกันผลิตภัณฑ์ของคุณจาก น้ำ การขูด และ การชำรุดของขอบ ตัวเลือกในการเคลือบจะมี
- Lamination แบบมัน (สะท้อนแสง)
- Lamination แบบด้าน (ไม่สะท้อนแสง)
- เคลือบ UV ผลิตภัณฑ์ของคุณจะถูกคลุมด้วยสารเคมี และ ฉายแสงยูวีทำให้ผลิตภัณฑ์ดูเงางาม
หรือจะไม่เคลือบก็ได้ค่ะ ราคาจะถูกลงด้วยนะถ้าเลือกแบบไม่เคลือบ
ตรงนี้เราเลือกแบบเคลือบด้านเพราะเชื่อว่านามบัตรจะได้ทนทานขึ้นมาหน่อยเปียกน้ำไม่ยุ่ย ไม่เป็นรอยง่ายอะไรงี้

6. ปริมาณ
ตรงนี้เป็นอันรู้กันว่ายิ่งพิมพ์เยอะจะยิ่งถูก

แต่อันนี้เราได้โค้ดมาลองในวงเงิน 500 บาทเลยเลือกแบบขั้นต่ำ 100 แผ่นเท่านั้นค่ะ 

7. รายละเอียดพิเศษอื่นๆ
- กรอกแค่รหัสไปรษณีย์ก็จะมีรายละเอียดการจัดส่งเด้งมาให้ดูเลยค่ะ

- กำหนดการชำระสินค้าและอัพโหลดไฟล์ซึ่งตรงนี้เลือกได้ตามความด่วนมากด่วนน้อยของเราเลยค่ะ

  • แบบปกติไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มจะใช้เวลาพิมพ์ประมาณ 5 วันทำการ จัดส่งวันถัดไป
  • แบบเร่งด่วน ต้องเพิ่มเงิน +15% จะใช้เวลาพิมพ์ประมาณ 3 วันทำการ จัดส่งวันถัดไป
  • แบบภายใน 48 ชม. เพิ่มเงิน +25% 
  • ด่วนสุดคือพิมพ์ภายใน 24 ชม. แล้วจัดส่งวันถัดไป
- รูปแบบไฟล์ ถ้าจะแบบไม่มีค่าใช้จ่ายต้องเป็นสกุล .pdf ไฟล์เดียวเท่านั้น

  • ไฟล์ JPEG, PNG, PSD, EPS, TIFF, AI เพิ่มเงิน 200 บาท
  • ใช้บริการออกแบบจาก Gogoprint โดยสามารถแก้ไขได้ 3 ครั้งในราคา 3,000 บาท
- ตรวจสอบไฟล์ ถ้าให้พิมพ์มาให้ปรูฟงานก่อนลงมือพิมพ์จริงจะมีค่าใช้จ่าย 800 บาท
ตรงนี้เราเลือกแบบด่วนสุดเพิ่มเงินไป 35% เราทำรายการเมื่อวันที่ 23 ต้องอัพไฟล์ภายในเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ชิ้นงานของเราจะถูกพิมพ์ในวันถัดไป ส่งไฟล์ .pdf กับการตรวจสอบธรรมดา (คือเราตรวจสอบเองก่อนอัพโหลดไฟล์นั่นแหละ) เพื่อให้อยู่ในวงเงินที่ได้มา แล้วก็กดดำเนินการใส่ในรถเข็นเพื่อทำการ check-out ต่อไปค่ะ

8. Check-Out Cart

ใครมีโค้ดส่วนลดสามารถกรอกได้ที่นี่ กด "นำไปใช้" ก่อนกด "ชำระค่าสินค้า" ค่ะ

9. การชำระค่าบริการ
สามารถเลือกได้ทั้งแบบเก็บปลายทาง / โอนเงิน / ตัดผ่านบัตรเครดิต จากนั้นพออัพโหลดไฟล์แล้วก็จะเช็คสถานะชิ้นงานของเราได้ใน Dashboard ค่ะ


10. เมื่อชิ้นงานเรียบร้อย จะมีอีเมล์แจ้งยืนยันการจัดส่ง เราจะได้รับสินค้าภายในวันที่ระบุเอาไว้เป๊ะๆ แต่อย่าลืมว่าต้องอัพไฟล์งาน+ชำระเงินตามวันที่ระบุเอาไว้นะคะ ในอีเมล์เขียนว่า 1pm แต่หน้าเว็บบอกว่าภายในเที่ยงวัน แนะนำให้ยึดเที่ยงวันเป็นหลักค่ะ

เมื่อสินค้ามาถึงโดย Kerry Express ก็จะมาในกล่องพัสดุ ห่อหุ้มด้วยกระดาษน้ำตาลชั้นนึง มีกล่องขาวอีกชั้นนึงไว้บรรจุนามบัตรของเราค่ะ เรียบร้อย

รายละเอียดในนามบัตรสำหรับบล็อกเกอร์ของเรามีดังนี้ค่ะ
แฟนเพจ / อินสตาแกรม / ชื่อเว็บ / เบอร์โทร / อีเมล์ / ที่อยู่จัดส่งสินค้า


ข้อดี:
1. สะดวก ไม่ต้องเดินทางไปสั่งงาน-รับงานหน้าร้าน
2. ระบบใช้งานง่ายไม่ยุ่งยาก
3. มีเก็บเงินปลายทางและตัวเลือกอื่นๆครอบคลุม
4. สามารถแชทโต้ตอบกับพนักงานผ่านหน้าเว็บได้เลย
5. มีเซิฟเวอร์ที่ปลอดภัย ใช้แพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้ verified by Google
6. ตรงต่อเวลา สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าชิ้นงานจะมาถึงวันไหน
7. มีคอลเซ็นเตอร์สามารถโทรติดต่อได้จริง
8. มีภาษารองรับ ไทย-อังกฤษ

ข้อเสีย
1. ไม่สามารถต่อรองราคาได้ ทุกอย่างเป็น fixed price ส่วนลดแล้วแต่ทางระบบกำหนดมา
2. ต้องกรอกข้อมูลรอตัวอย่างกระดาษถึงจะได้เห็นกระดาษจริงก่อนตัดสินใจพิมพ์
3. ตัวเลือกรูปแบบของชิ้นงานยังน้อยอยู่เมื่อเทียบกับความหลากหลายที่โรงพิมพ์อื่นๆมี
4. ถ้าเป็นชิ้นงานจำนวนน้อย ถือว่ารอนาน เมื่อเทียบกับร้านอัดรูปทั่วไปที่สั่งวันนี้ได้พรุ่งนี้ (แต่ต้องไปสั่งเองที่ร้าน)


สรุปโดยรวมข้อดี-ข้อเสีย ของการใช้บริการโรงพิมพ์แบบออนไลน์ กับ Gogoprint
เราว่าเหมาะสำหรับคนที่ไม่สะดวกไปโรงพิมพ์ และไม่ได้ต้องการงานที่มีดีเทลเว่อร์วังมาก ถ้าต้องการแบบ ฉลุลาย เคลือบฟอยล์ทอง-เงิน พิมพ์นูน เคลือบเฉพาะจุด ตรงนี้อาจจะยังไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่ อนาคตอาจจะมีการปรับปรุงขึ้นมาเรื่อยๆ ยังไงลองโทรสอบถามไปตามรายละเอียดในเว็บเอาเลยค่ะว่าเค้าสามารถทำตามความต้องการของเราได้มั๊ย ส่วนตัวเราเองกับการทำนามบัตรไว้ใช้ เราว่าอันนี้ทำได้ค่อนข้างดี ตรงกับภาพในหัว แล้วกำหนดการต่างๆทำออกมาได้เป๊ะ ถ้าใครไม่อยู่ใกล้ๆโรงพิมพ์ การสั่งออนไลน์แบบนี้ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะอยู่ค่ะ

หวังว่าบล็อกนี้จะมีประโยชน์กับคนที่กำลังมองหาบริการสิ่งพิมพ์ออนไลน์ delivery อยู่บ้างไม่มากก็น้อยนะคะ ใครลองแล้วเป็นยังไงอย่าลืมมาคอมเม้นเล่าสู่กันฟังนะ ^^

Disclaimer: I did not paid for the service but all opinion here is my own, no budget involves.
ชิปปิ้งมันคือบริการจัดส่งสินค้าจากเมืองนอก ในที่นี้ไม่น่ามีจำกัดประเทศนะคะ ใครๆก็ให้บริการชิปปิ้งได้ แต่หลักๆคือช่วยเคลียร์ภาษีขาเข้า นำของเข้าประเทศมาให้เรา โดยที่เราไม่ต้องบินไปซื้อเอง ต่างจากหิ้วตรงที่คนหิ้วเนี่ยรับค่าหิ้วตามใจฉัน ส่วนชิปปิ้งคิดเป็น "น้ำหนัก" ต่อ กิโลกรัม ซึ่งในที่นี้ขุ่นแม่เจอเรท 700-900 แล้วแต่เจ้า ซึ่งเจ้าที่เราพอรับได้จะอยู่ที่ กก ละ 7XX (ขั้นต่ำก็แล้วแต่เจ้าอีก) และมีค่าส่งภายในประเทศอีกต่อนึง ซึ่งใบเรียกเก็บเงินตรงนี้จะมาตอนที่ของถึงไทยแล้วค่ะ ใครส่งเมสเซนเจอร์ก็แพงหน่อย คิดตามระยะทาง (แต่ไว ได้ภายในวันเดียวกับที่ชำระเงินเลย) EMS / Kerry / Alpha ก็รอหลังจากชำระเงินแล้วประมาณ 1-3 วัน ส่วนตัวเคยฝากเพื่อนสั่ง คือกดเอง แต่ใส่ที่อยู่เป็นชิปปิ้งเพื่อน ตามเอากับเพื่อนอยู่ 2-3 รอบ จนรอบล่าสุดโดนทำร้ายไประบายลงทู้พันทิป
[CR]รีวิวแกะกล่องลิปไคลี่ เวอร์ชั่นชิปปิ้งทำร้ายฉัน!!!!!!
จริงๆก็เคยสั่งชิปนี้มาก่อน แต่ของเป็นกระเป๋าตังดิสนีย์ไม่ได้บอบบางแบบไคลี่
รีวิวกระเป๋าตังค์ Aurora & Maleficent Wallet by Harveys
(ควรจะเลิกใช้ชิปนี้ได้แล้ว แต่คือไม่เคยสมัครชิปเอง เลยมักง่าย ใช้ที่อยู่จากเพื่อนเสมอมา)
ปัจจุบันเลยมีการเปลี่ยนชิปปิ้งเกิดขึ้น ได้รับคำแนะนำจากน้องแก้ม Yveskaem ให้ลองใช้ Gooship ดู รอบนี้เลยลงทุนเปิดแอคเค้าเอง จัดการเอง แล้วก็อยากเอาประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังค่ะ
ได้ของสภาพดีๆ ถึงรอนานหน่อย ชั้นว่ามันก็คุ้มนะพี่ชาย ฮืออออ

ลอทนี้กดจากเว็บ kyliecosmetics.com เองเมื่อวันที่ 12 เมษาบ้านเรา (11 เมษา บ้านเค้า) ไปตกปิดรอบส่งออกไทยจาก gooship.com รอบ 21 เมษาค่ะ และของมาถึงมือ ในวันที่ 17 พค. (นานเหมือนกันนะ 555) โดยเราเลือกส่งแบบใช้บริการ Alpha Fast รู้สึกเวิคกว่าตอนที่โดนค่าเมสเซนเจอร์ไป 2XX แบบรอบที่แล้วมากๆ

ขั้นตอนการใช้ชิปปิ้งพื้นฐาน
1. ส่งอีเมล์ไปขอเปิดบัญชีกับทางชิปปิ้ง แจ้งให้ละเอียดว่าจะเอาแบบไหน
2. ชิปปิ้งจะส่ง ชื่อ-ที่อยู่ สำหรับจัดส่งสินค้ามาให้
3. เราจดชื่อ-ที่อยู่นี้ ไปใช้ช้อปแบบ world wide web ได้เลย ใส่ที่อยู่ชิปปิ้งลงไปเป็นพอ
4. พอช้อปเสร็จแล้ว รออีเมล์แจ้งเลขแทรกกิ้งจัดส่งสินค้าจากเว็บที่ช้อป
5. ส่งเลขแทรกกิ้งนี้ไปแจ้งชิปปิ้งทางเมล์ว่าของกำลังจะเข้าโกดังนะจ๊ะ
6. ชิปปิ้งจะอัพเดทภาพสินค้าที่ถึงโกดังมาให้ดู ว่าของมีกี่รายการงี้

ขอแอบเปรียบเทียบแปป ชิปเก่าส่งมางี้ค่ะ

ชิปใหม่เรียงรายเรียบร้อยสวยงามมาก

7. หลังจากนั้นรอวันปิดรอบที่เค้าจะรวบรวมของส่งมา เช่น ปิดรอบ 21 เมษา ก็นับไปอีก 14-21 วัน ของถึงจะมาไทยพร้อมอีเมล์แจ้งเก็บเงินตามน้ำหนัก และให้เราเลือกรูปแบบการจัดส่งค่ะ

8. พอเลือกรูปแบบไป ทางชิปปิ้งจะคำนวนมาให้ว่าต้องชำระเท่าไหร่ เมื่อไหร่
(ในภาพ 4 ขีด โนรีแพค 414 บาท + 92 บาทขนส่งโดย Alpha Fast รวม 506 บาทสำหรับออเดอร์นี้)

9. ชำระเงินปุ๊บ ก็จะมีแทรกกิ้งมาให้เราเช็คว่าสถานะของถึงไหนแล้ว



10. ฝั่งขนส่งโทรมานัดรับเรียบร้อย ของถึงมือก็เป็นอันจบกระบวนการค่ะ

เกร็ดความรู้: เวลาชิปปิ้งเค้ารีแพค-โนรีแพค มันคืออะไรอ้ะ?

การ Re-Pack แบบในภาพนี้ 

เป็นการทำเพื่อประหยัดพื้นที่ และช่วยลดน้ำหนักกล่อง ทำให้เรทถูกลงเมื่อคิดตามน้ำหนัก (นิดนึง) และประหยัดค่ากล่อง (นิดนึง) บางที่คิดค่ารีแพค บางที่ก็ฟรี เจ้าในภาพนี้รีแพคฟรี (โดยที่ชั้นไม่ได้ขอ 5555) และสภาพของที่มาคือโดนทำร้ายทารุณมาก เจ็บปวดจริงๆจัง


ความเยินของกล่องนี้ทำเอาใจสลายอะพูดเลย


แต่ถ้าเราสั่งโนรีแพค N/R หรือ No-Repack มันจะมาทั้งกล่องพัสดุแบบนี้ค่ะ


รู้สึกมิชชั่นคอมพลีทมากๆ ฮือออ รู้งี้เปิดแอคเค้าสั่งชิปเองตั้งนานแล้ว(โว้ยยย) เกร็ดอีกอย่างที่อยากให้สังเกตุคือการโดนภาษีรัฐค่ะ ถ้าชิปปิ้งใครอยู่แคลิฟอร์เนีย CA จะโดนราวๆ 7.5% ตั้งแต่ตอนกดสั่งซื้อใน CART หน้าเว็บ ชิปปิ้งไม่สามารถเคลียร์อะไรให้ได้ หลายๆครั้งที่เราเสียเงินตรงนี้ไปโดยไม่รู้ตัว ปัจจุบันประหยัดไปได้เยอะเลยค่ะ สั่งหลัก 100$ โดนภาษี 7.5% นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะบอกเลย กินชาบูได้มื้อนึงอะเอาจริง

ปัจจุบันคุณสามีสั่ง "หมวกกันน็อก" น้ำหนักรวมๆ 4-5 กิโล มาค่ะ อันนี้ไว้ของมาถึงจะมาอัพเดทกันอีกทีว่าของชิ้นใหญ่ๆ ถ้าสั่งชิปปิ้งมาจะเป็นยังไงบ้าง ทั้งหมดนี้เป็นการขนส่งทางอากาศ (เครื่องบิน) นะคะ

หวังว่าบล็อกนี้จะพอเป็นความรู้ให้สาวๆที่ต้องการสั่งเครื่องสำอางจากเมืองนอกได้บ้างไม่มากก็น้อย ประสบการณ์ที่แชร์ในนี้เป็นความประทับใจจริงๆ และพังจริงๆ ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับชิปปิ้งเลยค่ะ อะไรดีก็ขอชื่นชม ชอบที่ตอบเมลไว (ไม่เคยเกิน 24 ชม.) มี dropbox เป็นแอคเค้าของตัวเองให้เข้าไปอัพเดทได้ว่าสินค้าที่สั่งเข้ามารอบไหน ใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติมลองคลิกไปที่ http://www.gooship.com/ ได้เลยค่ะ

อนึ่ง ปัจจุบันขุ่นแม่ใช้บริการของ Thai Express Shipping นะคะ เพราะถ้ารอบไหนโชคดี ของจะถึงมือไวมว๊ากก เคยไวสุดจากของเข้าคลัง 9 วันของถึงมือ แต่ที่นี่มีแค่บริการแบบ EMS เท่านั้น สนนราคาอยู่ที่ กก ละ 790 บาท ค่าส่ง EMS 160 บาท และข้อเสียคือพี่ที่ดูแลชิปปิ้งติดต่อยาก ไลน์ได้อย่างเดียว ไม่มีเบอร์โทร และบางทีตอบช้า ช้าแบบกลัวของหาย แต่สุดท้ายก็ได้รับของทุกครั้งนะคะ พีคตรงที่เค้าไม่แกะกล่องเราเช็คด้วยค่ะ จะว่าดีก็ดีตรงเหมือนไคลี่ส่งตรงถึงบ้าน ได้ครบหมดทั้งเอกสารและการ์ด แต่จะว่าไม่ดีก็ไม่ดีนะเพราะเราไม่รู้เลยว่าส่งมาเนี่ยครบมั๊ย เผื่อเจอแจ๊คพอตของไม่ครบล่ะยุ่งเลย (Colourpop เคยเป็นนะส่งของมาไม่ครบ มีเงิบ)

ชิปปิ้งจะดีหรือไม่ดีเอาจริงๆอยู่ที่ประสบการณ์ของแต่ละคนค่ะ คนไทยส่วนมากชอบโพสด่ามากกว่าจะโพสชม เราเลยเห็นบางทีตามเพจของชิปปิ้งมีแต่คำด่า ส่วนคนที่ได้ของไว ได้ของเรียบร้อย ไม่ค่อยมานั่งโพสฟีดแบคให้หรอกค่ะ จะมาโพสก็ต่อเมื่อเกิดปัญหา งานนี้ต้องอาศัยดวงด้วยเหมือนกันน้า

หวังว่าจะพออธิบายให้ทุกคนเข้าใจระบบชิปปิ้งได้บ้างไม่มากก็น้อยนะคะ
ไว้พบกันใหม่โอกาสหน้า บ๊ายบาย

Disclaimer: This is 100% consumer review.

ลาออกแล้วไปไหน? ถ้ายังไม่มีงานใหม่ สิ่งแรกที่ควรทำ นับตั้งแต่วินาทีที่การลาออกมีผล คือการไปแจ้งว่างงานเพื่อขอรับเงินทดแทน ซึ่งเป็นสิทธิของผู้ที่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมต่อเนื่อง 6 เดือนขึ้นไป (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.doe.go.th/office9/) เหตุผลที่แนะนำให้ไปรายงานตัวทันทีเพราะกว่าจะได้เงินงวดแรกมันช่างยาวนานยิ่งนัก แถมถ้าใครเจอสถานการ์ณที่นายจ้างไม่ไปแจ้งออกจากงานให้เรา อาจจะเพราะรายชื่อตกหล่น หรือหลงลืม หรืออะไรก็แล้วแต่ มันยิ่งทำให้กว่าจะได้เงินทดแทนนั้นยืดยาวออกไปอีก (อิชั้นเจอมากะตัวแล้ว TT^TT)

เรามาเริ่มกันที่ขั้นตอนการเตรียมเอกสาร ที่ไม่ได้วุ่นวายอย่างที่คิด
1. บัตรประชาชนตัวจริง
2. สำเนาบัตรประชาชน 1 ชุด
3. สำเนาสมุดบัญชี (Book Bank) 1 ชุด
4. หนังสือรับรองการออกจากงาน (มีหรือไม่มีก็ได้)
5. กรณีถูกไล่ออก จะต้องมี หนังสือหรือคำสั่งของนายจ้างให้ออกจากงาน(ถ้ามี)

สรุปที่สำคัญคือ บัตรประชาชน > สำเนาบัตรประชาชน > สำเนา Book Bank
ตอนเราไปแจ้งออกจากงานก็พกไปแค่ 3 อย่างนี้ค่ะ ของเราเป็นกรณีลาออกเองนะ :)

และหากต้องการให้ทางสำนักงานจัดหางาน ช่วยติดต่อหางานให้ จะต้องมีรูปถ่าย 1 นิ้ว จำนวน 1 รูปติดไปใช้เพื่อแปะใบประวัติด้วย แต่ถ้าตั้งใจจะหางานเองก็ไม่จำเป็นต้องพกไปค่ะ

ทีนี้ขั้นต่อไปคือการเข้าไปรายงานตัวที่ "สำนักงานจัดหางานกรุงเทพ" เขตพื้นที่ไหนก็ได้ที่สะดวก ไม่จำเป็นจะต้องเข้าไปที่สำนักงานประกันสังคมแต่อย่างใด กรณีของเราเป็นสำนักงานจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 9 เวลาเปิดทำการ 8.30 -16.30 ด้วยประสบการ์ณส่วนตัว ช่วงสายๆของวันจันทร์จะเป็นอะไรที่คิวยาวและคนเยอะตลอดๆ แต่การดำเนินการทั้งหมดใช้เวลาไม่เกิน 1 ชม. ค่ะ บางวันไม่มีคิวเลย กรอกเอกสารเสร็จเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ไม่ถึง 10 นาทีก็เรียบร้อยแล้ว เค้าจะให้ใบนัดรายงานตัวมา ให้ติดตัวมาทุกครั้งจะมีการประทับวันที่กับลายเซ็นเจ้าหน้าที่เป็นหลักฐาน สามารถมาก่อนได้สูงสุด 7 วัน มากกว่านั้นไม่ได้นะจ๊ะ แถมห้ามมาเลยวันนัดด้วย ถ้ารู้ว่าวันนัดไม่สามารถมาได้ ให้มาก่อนเลยค่ะ เซฟๆ

ทีนี้การรายงานตัวว่างงานของเรา เข้าไปวันที่ 22 เพราะฉะนั้นวันรายงานตัวของเราเลยไปตกเป็นทุกวันที่ 22 ของเดือน (จริงๆลาออกตั้งแต่วันที่ 6 แล้ว มัวแต่เอ้อระเหยอยู่ ยังเจ็บใจมาจนถึงทุกวันนี้) ตามระบบคือเงินจะเข้าบัญชีภายใน 5-7 วัน ถ้าเกินอาทิตย์สามารถโทรไปสอบถามได้ มีเบอร์ติดต่ออยู่ที่ใบนัดรายงานตัว ประสบการ์ณส่วนตัวของเราคือ... เงินไม่เข้าค่ะ... //เศร้าแปป

เมื่อเงินไม่เข้า ให้โทรไปแจ้งเลขบัตรประชาชนกับเจ้าหน้าที่ เค้าจะบอกสถานะในระบบให้ว่าทำไมเงินถึงยังไม่ได้ ซึ่งของเราเป็นที่นายจ้างยังไม่แจ้งออก... ตรงนี้แอบโกรธ ทำไมในระบบไม่บอกตั้งแต่วันที่ไปรายงานตัวครั้งแรก?? จะได้รีบตามจากพี่ HR ของที่ทำงานเก่า เอาเถอะ เรื่องมันเกิดไปแล้ว เราเลยไปตามจากที่ทำงานเก่า สรุปคือเนื่องจากการแจ้งออนไลน์ ระบบมันทำรายชื่อตกหล่น พี่เค้าก็ทำการส่งเอกสารให้เราใหม่ หลังจากนั้น 3 วันโทรไปเช็คกับทางสำนักงานจัดหางานอีกที สถานะถึงขึ้นว่าทำจ่าย เงินจะเข้าบัญชีภายใน 5 วันหลังจากนั้น...

เราออกจากงานวันที่ 6 พฤษภา...
ลงทะเบียนเป็นบุคคลว่างงาน 22 พฤษภา...
รายงานตัวครั้งแรก 16 มิถุนา (ก่อนวันนัด 6 วัน)
ได้เงินเช้าของวันที่ 7 กรกฎาค่ะ จำนวน 5,100 บาท
(ปกติจะได้เดือนละ 4,500 ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดในกรณีลาออกเอง)

//อย่าถามนะว่าระหว่างนี้เอ็งเอาเงินที่ไหนแดก =_=;;;;;

วิธีคำนวนว่าเราจะได้เท่าไหร่ถ้าเงินเดือนน้อยกว่า 15,000 ก็ต้องคำนวนกันเอาเองนะ เราตกเลข ไม่มานั่งคำนวนให้หรอก(ฮา) แต่ตัวเราเองเงินเดือนล่าสุดก่อนลาออกอยู่ที่ 2X,000 แต่ฐานเงินสมทบจะคิดสูงสุดที่ 15,000 เท่านั้นไม่ว่าจะลาออก หรือโดนไล่ออก ต่างกันที่เปอร์เซนต์คือลาออกจะได้แค่ 30% เป็นเวลา 3 เดือน ส่วนโดนไล่ออกจะได้ 50% เป็นระยะเวลา 6 เดือน

*คำเตือน*
การหาเรื่องให้โดนไล่ออกถึงจะได้เงินเยอะกว่าก็จริง แต่ไม่เป็นผลดีต่อการสมัครงานที่ใหม่นะจ๊ะ คิดกันให้ดีๆล่ะ ไม่ใช่ว่าหน้ามืดไปหาเรื่องให้โดนไล่ออกกันนะตัวเธอ =_=^

ปัจจุบันเราได้เริ่มงานใหม่ในวันที่ 15 กรกฎา ดีนะนางเพิ่งจ่ายเงินทดแทนมา เลยมีตังมาทำงานแล้ว ไม่งั้นชีวิตพังแน่ๆ ได้งานใหม่แต่ไม่มีตังมาทำงาน(ฮา)

เมื่อมีงานทำ เราเลยไม่สามารถไปรายงานตัวตามวันนัดได้ ก่อนเริ่มงานเลยเข้าไปปรึกษากับเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่9 ทางเจ้าหน้าที่ให้เอกสารมาเป็น "แบบฟอร์มแจ้งการได้งานทางไปรษณีย์" เนื่องจากเรามาก่อนวันนัดเกินอาทิตย์นึงเลยไม่สามารถทำรายการในระบบให้ได้ เค้าแนะนำให้ส่งเอกสารนี้มาทางอีเมล์ doeoffice.9@gmail.com ภายในวันที่ 15-22 ห้ามเกินนี้ เพื่อรักษาสิทธิ์ตัวเอง

สุดท้ายเราส่งเอกสารไปตั้งแต่วันที่ 16 ลองโทรไปเช็ค ณ วันที่ 22 ทางเจ้าหน้าที่ได้บันทึกรายการให้ในระบบแล้ว แต่ที่ยังไม่มีใครติดต่อกลับมาเพราะทางนายจ้างที่ใหม่ ยังไม่ได้แจ้งบรรจุเข้าเป็นพนักงาน ซึ่งคาดว่าในระบบประกันสังคมจะขึ้นสถานะตอนเงินเดือนออกเดือนแรก เพราะจะมีการส่งสมทบกองทุนประกันสังคมให้จากทางบริษัท

การจ่ายเงินหลังจากแจ้งได้งานแล้วนั้นจะจ่ายให้หลังนายจ้างบรรจุเข้าระบบแล้ว และการทำจ่ายจะอยู่ในระยะเวลา 5-7 วันเช่นเดิม นี่เงินเดือนออกวันที่ 24 เงินทดแทนจะเข้าวันที่ 29 จำนวน 4,200 บาท ถือเป็นอันปิดจ๊อบ หมดเวรหมดกรรมกับการติดตามเงินทดแทนของขุ่นแม่ค่ะ
//ปาดเหงื่อ


ใครที่ต้องการติดต่อสอบถามรายละเอียดกับเจ้าหน้าที่ ลองอินบ็อกไปแฟนเพจ "สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน" กันดูนะคะ บล็อกนี้เป็นการบอกเล่าประสบการณ์ส่วนตัวเฉยๆ ไม่ได้มีความสามารถในการช่วยติดตามเงินทดแทนให้ทุกคนได้แต่อย่างใด หวังว่าประสบการ์ณนี้จะมีประโยชน์กับทุกคนไม่มากก็น้อยนะคะ ^^


Disclaimer: บทความนี้เป็นประสบการ์ณตรงจากผู้เขียน
สำหรับคนอื่นๆอาจมีประสบการ์ณแตกต่างกัน
โปรดใช้วิจารณญาณหาข้อมูลเพิ่มเติมตามความเหมาะสมค่ะ


รีวิวชิ้นนี้เกิดจากการได้มีโอกาสไปชิมชาบูที่เพิ่งเปิดใหม่สดๆร้อนๆเมื่อปลายเดือนมิถุนา  (แต่ตอนนี้ทุกคนคงรู้จักหมดแล้ว 555) วันที่ไปพาคุณสามีกับเบบี๋ไปด้วย เลยเป็นการรีวิวที่ค่อนข้างลำบากระดับสิบกะโหลก เบบี๋ซนมาก ฝากขอโทษเจ้าของร้านโอชา ชาบู มา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ฮือ TT^TT

OCHA SHABU - โอชา ชาบู
เป็นร้านชาบู หรือสุกี้สไตล์ญี่ปุ่น พิกัดตั้งอยู่ข้างโลตัสพระราม 4 วิธีการเดินทางมายังร้านโอชา ชาบูนี้หากใครเคยมาหมูทอดเจ๊จงจะหาไม่ยาก มองซ้ายหาป้ายร้านขายยา เลี้ยวซ้ายจะเจอป้อมยาม ร้านอยู่ทางซ้ายมือ สามารถนำรถเข้ามาจอดหน้าร้านได้เลย ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 11.30 จนถึง 22.00


จุดเด่นของชาบูร้านนี้คือการมิกซ์+แมทช์ น้ำซุปสองสไตล์ไว้ในหม้อเดียว ซึ่งสูตรน้ำซุปของที่นี่มี 3 แบบ 3 สไตล์ แบบออริจินอลปลาแห้งสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ ซุปน้ำดำโอชาที่แสนเข้มข้น และน้ำซุปต้มยำ ซึ่งทางร้านไม่แนะนำให้มิกซ์น้ำดำเข้ากับต้มยำสักเท่าไหร่ เนื่องจากความเข้มข้นของทั้งคู่สูสีกัน รสชาติอาจจะไปตีกันได้ วันที่ไปได้ไปลองแบบน้ำซุปดาชิ(ซุปปลาแห้ง) กับซุปน้ำดำโอชาค่ะ

เมนูมีให้เลือกหลากหลาย ลูกชิ้นมีให้เลือกตั้ง 3 แบบ มีลูกชิ้นไส้ชีสด้วยนะ สำหรับบุฟเฟต์จะแบ่งเป็นสองราคา แบบพรีเมียมจะเพิ่มเมนูไฮโซขึ้นมาตามภาพ ไม่ว่าเราจะเลือกแบบไหน ทางร้านจะจัดเซ็ท Starter ออกมาให้ก่อน เป็นการรวมเกือบทุกเมนูมาอย่างละนิดอย่างละหน่อย


เราโคตรชอบไอเดียนี้เพราะบางทีก็นึกไม่ออกว่าจะเริ่มที่ตรงไหน สั่งอะไรดี แถมถ้าเราคิดนานก็ไม่ต้องกลัวจะหิว พอเรายื่นใบสั่งอาหารให้ปุ๊บ เซ็ท Starter ก็ออกมาพร้อมเสริฟเลยจ้า ดีงามมม

ในบุฟเฟต์จะมีเครื่องดื่มรีฟิล 3 อย่างคือโค้ก น้ำพั๊นช์ และชาเขียวหวาน น้ำแข็งเติมได้ตลอด

สำหรับเนื้อหมู เนื้อวัว ที่นี่แล่มาดีมากกก มันบางได้ที่เหมาะกับการกินชาบูเวรี่มัช
แถมยังสามารถสั่งมาในจานใหญ่ไซส์สะใจ ไม่ต้องมามุ้งมิ้งเป็นถาดหอคอยอันเล็กๆแบบสุกี้เดิมๆ ตอนน้ำเดือดๆลวกปุ๊บ สุกปั๊บไม่ต้องรอนาน เนื้อนุ่ม ไม่เหนียว นี่ฟินเป็นการส่วนตัว สั่งเนื้อ สั่งหมูรัวๆเลยข่ะ


น้ำจิ้มที่นี่มี 3 สูตร เป็นแบบน้ำจิ้มสุกี้ไทย น้ำจิ้มชาบู(พอนสึ) และน้ำจิ้มงาที่โคตรเริ่ดที่สุดในสามโลก
คือเปรี้ยว หวาน มัน ทุกอย่างกลมกล่อม ลงตัวกำลังดี ทานกับหมูก็อร่อย กับเนื้อก็เวิร์ค ส่วนซีฟู้ดคุณสามีแนะนำให้ปรุงน้ำจิ้มเอง หรือจิ้มน้ำจิ้มสุกี้จะฟินกว่า ส่วนขุ่นแม่ไม่ขอ ออกความเห็น(ไม่เชี่ยวเรื่องซีฟู้ด ปกติแพ้ 555)

เครื่องปรุงน้ำจิ้มก็แบบเบสิกไทยสไตล์ มะนาว กระเทียม พริก ต้นหอม ใครชอบอะไรก็จัดไป 
แต่เราว่าไม่ปรุงเลยจะเวิร์คกว่า ตัวพอนสึจะออกเปรี้ยวๆหน่อยๆอยู่แล้ว ช่วยตัดเลี่ยนได้ค่อนข้างโอเค แต่ถ้าใครสั่งน้ำดำมาแบบเรา แทบไม่ต้องจิ้มอะไรเลยค่ะ เนื้อมันดูดน้ำขึ้นมาจนมีรสชาติในตัวมันเอง หวานหอม กลมกล่อม แต่ถ้าจิ้มกับน้ำจิ้มงาจะยิ่งได้รสที่เข้มข้นเข้าไปอีก

เส้นแทนที่จะเป็นบะหมี่หรือวุ้นเส้น ที่นี่เป็นเมนูเส้นบุกค่ะ เหนียวหนึบหนับ 
เพิ่งเคยได้ลองที่นี่เหมือนกัน รสชาติแปลกใหม่น่าสนใจดี


ถ้าให้เราโหวต 3 สิ่งที่ชอบที่สุดในร้านโอชา ชาบู เราจัดอันดับให้น้ำจิ้มงามาวิน เนื้อเป็นอันดับสอง ส่วนอันดับสามคาดว่าหลายๆคนคงจะแปลกใจกัน... เราโหวตให้ข้าวโพดที่นี่ติดอันดับค่ะ!

เรื่องความอร่อยคือข้าวโพดถ้าคนชอบยังไงมันก็อร่อยนึกออกปะ แต่ที่เราโหวตให้ข้าวโพดของที่นี่ติดอันดับในดวงใจเพราะมันหั่นมาเป็นแว่นไซส์บางกำลังดี ประมาณนิ้วนิดๆ แบบ มันสามารถลวกแล้วกัดได้เลยโดยใช้ตะเกียบคีบ ไม่ต้องวุ่นวายเหมือนข้าวโพดร้านสุกี้ทั่วไป ที่ไม่รู้จะหั่นมาใหญ่ไปไหน ปากก็มีแค่นี้ จะนั่งแทะก็ไม่งาม เลยต้องขอผ่านเมนูข้าวโพดไปบ่อยๆ แต่พอมาที่นี่ ขอรีฟิลรัวๆเลยค่า ลูกชายก็ชอบ กินง่าย กินสะดวก ขอบคุณทางร้านที่อุตส่าห์ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆน้อยๆตรงนี้นะคะ

เรื่องบริการพนักงานที่ร้านโดนเทรนมาดีมาก วันที่เราไปลูกค้าค่อนข้างเยอะช่วงค่ำๆ แต่ทุกคนก็ยิ้มแย้มแจ่มใส มีการแนะนำรายการอาหารอย่างครบถ้วน สามารถตอบได้ทุกคำถาม แต่ที่ร้านมีโต๊ะค่อนข้างจำกัด (น้อยกว่า 10 โต๊ะ) บางคนอาจจะรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย

ถ้าบ้านไหนมีเด็กเล็กอย่างเราด้วยนี่ยิ่งหนักเลยค่ะ จะขยับไปไหนก็ดูจะรบกวนโต๊ะรอบๆไปหมด จนต้องพาลูกออกไปเดินเล่นนอกร้านบ้างเกรงใจเดี๋ยวแขกที่มาทานเค้าจะรำคาญกัน แต่เจ้าของร้านกับน้องๆพนักงานเป็นมิตรมากๆค่ะ มีเล่นกับน้องอยู่ตลอดเลย

ตอนไปได้ข่าวว่าเพิ่งเปิดร้านมาแค่อาทิตย์เดียว แต่การบริหารจัดการสำหรับเราถือว่าดีงาม ทุกอย่างเป็นขั้น เป็นตอนไหลลื่น ไม่สับสนวุ่นวาย ช่วงเที่ยงใครรีบๆหน่อย ทางร้านมีชุดแบบ A la Cart ขายด้วย

เหมาะสำหรับชาวออฟฟิศแถวนี้ที่อยากออกมาทานชาบูอร่อยๆเป็นมื้อกลางวันเหมือนกัน

ถ้ามีโอกาสจะกลับไปอุดหนุนอย่างแน่นอน รอบนี้จะขอทิ้งลูกไว้บ้านแล้วไปชิมน้ำต้มยำดูบ้าง
ให้คะแนนความประทับใจสำหรับร้านนี้เต็ม 5 ดาว เรื่องราคาแอบสูงไปนิดนึง อยากให้ทางร้านเพิ่มเมนูของหวานเข้าไปหน่อยจะได้รู้สึกคุ้มกว่านี้ สถานที่กับบริการจัดว่าดี แต่ร้านค่อนข้างเล็กอาจจะเจอร้านเต็มได้ถ้าช่วงไหนฮิตๆ ราคามี 299 กับ 379 ก่อนสิ้นเดือน กค นี้ มีโปรมา 4 จ่าย 3 ด้วยนะเผื่อใครอยากพาแก๊งเพื่อนๆไปลองกัน จัดว่าคุ้มเลยทีเดียวค่ะ


ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ
ฝากเนื้อฝากตัวด้วยค่า ^^


Disclaimer: ทางผู้เขียนได้รับการสนับสนุนบทความรีวิว ไม่ได้เสียเงินเข้าไปรับประทานเองค่ะ 
แต่ไม่ได้รับค่าจ้างเพื่อผลิตผลงานชิ้นนี้ขึ้นเช่นกัน หากมีใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติม
สามารถสอบถามทางร้านได้ที่แฟนเพจ Ocha Shabu - โอชา ชาบู