Kaosuaylunla Diary: ซื้อมารีวิว
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซื้อมารีวิว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซื้อมารีวิว แสดงบทความทั้งหมด

Yugen (ยูเก็น)

เป็นชื่อของแบรนด์ขายผลิตภัณฑ์ Home Fragrances หอมๆ ที่ผสมกลิ่นออกมาได้เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองมากๆ หลายคนอาจจะเคยเดินผ่านช็อปของแบรนด์นี้มาแล้วตามห้าง กลิ่น Inspire ของแบรนด์นี้เป็นกลิ่น Signature ที่ทำให้เราเหลียวหลังทุกครั้ง คือพอได้กลิ่นหอมๆ ร่างกายมันก็เดินตามกลิ่นไปเลย แล้วพอได้ไปยืนอยู่ในร้านก็จะวนเวียน ยุกยิก หยิบนู่น ดมนี่ แต่สารภาพก่อนว่าแรกๆไม่ซื้ออะไรเลย รับแต่ตัวเทสเตอร์กลับบ้าน เอาไปโยนใส่ตู้เสื้อผ้า รถ พอกลิ่นจาง (ประมาณ 1-2 อาทิตย์) ก็วนกลับไปที่ร้านใหม่ ขอเทสเตอร์ใหม่ ทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาจนรู้สึกว่า ไม่ได้การละ ซื้อเถอะ จะได้เลิกเป็นภาระของพนักงานที่ร้าน (เค้าเริ่มจำหน้าได้แล้วอะนะ ไม่ซื้อเลยก็จะเขินๆ ฮาาา)

(Diffuser Oil ในภาพ ซ้าย: Inspire ขวด 200ml, ขวา: Inspire ขวด 100ml)

แน่นอนว่าของชิ้นแรกที่ซื้อ คือตัวชุด Reed Diffuser กลิ่น Inspire ที่เป็น Signature ของเค้านี่แหละ ซื้อแบบชุดเล็ก (Diffuser Oil, ก้าน 2 แบบ, ภาชนะใส่ ชุด 100ml ราคา 2,190 บาท) มาคู่กับชุดหินภูเขาไฟ (990 บาท) ไว้ใส่ในรถ ปัจจุบันคือวนไปซื้อมาเพิ่มเพราะที่ใช้ในบ้านหมดแล้ว ลองไม่มีกลิ่นหอมๆอยู่เดือนนึงเปรียบเทียบกันแล้วเราชอบชีวิตที่มีกลิ่นหอมติดบ้านมากกว่า เลยตัดสินใจไปสอยเพิ่ม แถมโดนเมมเบอร์ด้วยจ้า ได้อะไรมาบ้าง มาค่ะ ขอเชิญมามุง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังเพราะใช้เองครบทุกอย่างแล้ว รีวิวได้ชิลๆเลย
data-matched-content-ui-type="image_card_stacked" data-matched-content-rows-num="1" data-matched-content-columns-num="3" data-ad-format="autorelaxed"

ชุด Gift Set 3,590 บาท


ในชุดประกอบไปด้วย Reed Diffuser 200 ml (2950THB) + Room Spray (1590THB) + Aromatic Massage Candle (1250THB) จากราคาเต็ม 5,790 บาท เหลือแค่ 3,590 บาท คือลดไปเกือบๆ 40% เลย ซึ่งลดเยอะกว่าโปรโมชั่นหน้าร้านปกติแบบเลือกซื้อชิ้นเดี่ยวๆ ที่ลดสูงสุดแค่ 20% เมื่อซื้อ 3 ชิ้น


ใช่ค่ะ เราเป็นทาสการตลาด ข้อมูลเราต้องแน่น คือกว่าจะตัดสินใจซื้อเนี่ย ตามส่องโปรโมชั่นของแบรนด์ผ่านเฟสบุค ไอจี มาสักพักแล้ว เลยรู้ว่าถ้าไม่ได้โผล่ไปตาม Pop-Up Store ในงานต่างๆ โปรนี้คือคุ้มสุดแล้วของสาขาปกติเค้า นานน๊านนนนนนน ถึงจะมีโปรอื่นๆโผล่มา เจอโปรนี้ตอนสิ้นปีแบบนี้ก็รีบคว้าเลยค่ะ แล้วยังไงคะคุณกิตติ ดิชั้นโดนอัพเซลล์จากพนักงานค่ะคุณขา ปกติก็จะไม่หลงกลหรอกนะคะแต่พอดีดั๊นน เป็นช่วงเงินเดือนออก แล้วเค้าก็ร่ายสรรพคุณของการเปิดเมมเบอร์ว่า
ถ้าซื้อครบ 6,000 บาท นอกจากจะได้บัตรไว้ลด On-Top แล้วนั้น ยังสามารถมาขอเติมก้านไม้หอมได้ทุกสาขา ฟรี! ยังค่ะยัง แค่นั้นยังไม่พอ สมัครวันนี้ รับไปเลยกิฟท์เว้าเชอร์มูลค่า 1,000 บาท เอาไว้ใช้ซื้อของครั้งต่อไป ไม่จำกัดราคาขั้นต่ำ จะแลกของไปเลยฟรีๆไม่เสียสักบาทก็มีให้เลือกหลายรายการ แถมน้ำมันนวดตัวไปให้ฟรีๆด้วยอีก 1 ขวดค่ะ ซื้อเพิ่มอีกนิดเดียวเองนะคะ จะพลาดจริงๆเหรอคะคุณพี่ขา ฟังแล้วก็ เอ๊อออ...  

(ในภาพคือของแถมสำหรับการเปิดเมมเบอร์ เพียงซื้อของครบ 6,000 บาท รับไปเลย ฟรี!)

...ทาสการตลาดอย่างพี่ไม่รอดค่ะ ตายหยังเขียดค่ะ มาค่ะคุณน้อง มีไอเท็มอะไรน่าซื้อบ้าง จะได้ครบๆ 6,000 ให้มันจบๆไป (ฮาาา) สรุปกดๆเครื่องคิดเลขดูแล้ว ซื้อ Essential Oil (1650THB) กับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็น Reed Diffuser รุ่น Eco-Friendly (1490THB) ก็จะได้เปิดเมมเบอร์พอดี 

(ภาพรวมมิตรผลิตภัณฑ์ที่ซื้อเพื่อเปิดเมมเบอร์)

ตัว Essential Oil จะต้องใช้คู่กับเครื่องพ่น อันนี้ที่บ้านเรามีอยู่แล้ว (เคยซื้อมาจากเว็บจีน) เลยเอามาแค่ออยล์อย่างเดียว กลิ่นที่เลือกมาคือกลิ่น ALIVE จะออกมิ้นต์ๆเย็นๆ หยดครั้งละ 2-4 หยดแล้วเปิดก่อนนอน หลับสบายมากๆ รู้สึกโล่งจมูกตื่นมาสดชื่นแบบ หน้าร้อนก็หน้าร้อนเถอะ ชั้นจะเปิดแอร์แล้วสูดกลิ่นเย็นๆนอนอะ ใครจะทำไม?! (แล้วทำไมต้องเกี้ยวกราด 555)

Room Spray เลือกกลิ่น JOY มาใช้ฉีดบนผ้าม่าน หรือฉีดดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ในห้องน้ำ ฉีดตู้เสื้อผ้า จะให้กลิ่นหอมฟอรัลทั้งวัน อันนี้ไม่ได้ใช้บ่อย ใช้เฉพาะเวลารู้สึกว่าจุดไหนอับๆก็จะหยิบมาฉีด พอกลิ่นอับหายก็เลิกฉีด ประหยัดดีค่ะ ตอนแรกนึกว่าจะหมดเร็ว กลายเป็นใช้น้อยสุดเลยในบรรดาของทุกชิ้นที่ซื้อมา

Aromatic Massage Candle เป็นเทียนหอมนวดตัว เลือกกลิ่น RISE จะเป็นกลิ่นดอกไม้หวานๆผสานกลิ่นส้มอ่อนๆ (เบอร์กาม็อต) กระจายกลิ่นได้ดีในห้องเล็กๆ คือถ้าจุดไว้แล้วอยู่ใกล้ๆ จะได้กลิ่น แต่ไม่สามารถใช้เป็นเทียนหอมปรับอากาศภายในห้องได้ เน้นใช้น้ำตาเทียนมานวดตัวเผื่อผ่อนคลายมากกว่า เนื่องจากตัวเทียนทำมาจากถั่วเหลือง (Soy Wax) จะไม่ร้อน แค่อุ่นๆ แล้วก็ใช้นวดตัวแทนบอดี้ครีมได้เลย

Reed Diffuser คอลเลกชั่นใหม่คอนเซปต์ Eco-Friendly (กลิ่นเมล่อน)



น้ำหอมปรับอากาศในห้อง Reed Diffuser ตัวใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ Yugen (ยูเก็น) ที่มาในคอนเซปท์ Eco-Friendly มีให้เลือก 3 กลิ่นคือ Jasmine (มะลิ), Aquatica (กลิ่นแนวสปาๆ) และ Melon ปริมาณ 150 มล ราคา 1,490 บาท 


ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ยูเก็นเน้นส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติ natural & organic ในชุดนี้จะมาพร้อมก้านไม้หวายธรรมชาติแท้ ทางแบรนด์มั่นใจในวัตถุดิบและความปลอดภัยเพราะได้ผ่านการควบคุมมาตรฐานภายใต้องค์กรระดับโลก “IFRA” ที่มุ่งเน้นความสำคัญในการคัดสรรบรรจุภัณฑ์จากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่หลายครั้ง โดยใช้วัสดุผลิตภัณฑ์จากแก้วและกล่องกระดาษคราฟท์น้ำตาลที่ผลิตจากกระดาษรีไซเคิล 100% พิมพ์ลายบนกล่องด้วยหมึกผลิตจากธรรมชาติที่มาจากถั่วเหลือง มีคุณสมบัติในการปล่อยสารประกอบอินทรีย์ไอระเหย (Volatile Organic Compound) ในระดับที่ต่ำมาก จึงช่วยลดการปนเปื้อนและลดมลพิษทางอากาศให้น้อยลงและช่วยให้กระดาษสามารถรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น จึงทำให้บรรจุภัณฑ์ในคอลเลกชั่นนี้สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ ไม่มีสารตกค้างและไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม


วิธีใช้คือเปิดฝาแล้วถอดจุดออก เก็บไว้ได้เผื่อกรณีที่เลิกใช้ชั่วคราว ไม่อยู่บ้าน เอามาปิดไว้จะได้ไม่ระเหยหมด ส่วนก้านไม้หวายแนะนำให้หมั่นพลิกถ้าต้องการกลิ่นมากๆก็ใส่เยอะๆ กลิ่นน้อยๆก็ลดจำนวนก้านไม้ลง แนะนำให้ลองที่สองก้านก่อน ส่วนตัวเราวางไว้บนโต๊ะทำงาน ก้านเดียวเหลือเฟือ พอฝุ่นเริ่มจับก้านไม้ก็ทิ้งไป หมดก็ไปขอใหม่ กลัวอะไรเรามีเมมเบอร์แล้วหนิ (ภูมิใจเฉยเลย 555) 

แตกต่างจากชุด Reed Diffuseer ปกติที่ต้องมีภาชนะใส่แยก แล้วใช้ขวดเติม อันนี้คือทำมาให้ใช้จากขวดได้เลย หมดก็ทิ้งไปทั้งชุด เป็นขยะรีไซเคิลได้ทุกชิ้น เพิ่งใช้ได้เดือนเดียวยังไม่พร่องเท่าไหร่ แต่แลดูมีแนวโน้มจะใช้ได้หลายเดือนอยู่ (ปกติชุด 100ml เราใช้ได้ 2 เดือนค่ะ)


ก้านไม้ของ Yugen จะมี 2 แบบคือก้านหวายกับก้านแบมบู ต่างกันตรงที่แบมบูจะดูดกลิ่นขึ้นมาได้เยอะกว่าเพราะมีรูใหญ่เหมือนหลอดไม่ต้องกลับด้าน ปักลงไปจบ ไม่ต้องทำอะไรกับมัน ส่วนก้านหวายจะช้าๆ แล้วก็ต้องหมั่นกลับด้านเพื่อให้กลิ่นกระจายออกมาได้เต็มที่ เราต้องมาทดลองเองว่าชอบแบบไหน เพราะขึ้นอยู่กับขนาดห้องและความชอบของเจ้าของห้องด้วยว่าชอบความเข้มข้นของกลิ่นเท่าไหร่ อย่าลืมว่ายิ่งกระจายกลิ่นเร็วก็แปลว่าหมดเร็วเช่นกันนะจ๊ะตัวเธอ


เพิ่มเติมที่รู้มา บางครั้งก้านไม้จะมีการเปลี่ยนสี มันไม่ได้เสียนะไม่ต้องตกใจไป คือเป็นปฏิกิริยาทางธรรมชาติของก้านไม้ที่เวลาอิ่มตัวแล้วจะมีสีเข้มขึ้น ไม่ต้องทิ้ง ไม่ต้องเปลี่ยน เราจะเปลี่ยนก้านก็ต่อเมื่อฝุ่นมันจับ หรือกลิ่นหอมเริ่มไม่กระจายออกมาได้ดีเท่าที่เคย ก็ค่อยทิ้งไปแล้วใช้ก้านชุดใหม่ค่ะ

ปริมาณของ Diffuser Oil ที่เติมไปแต่ละครั้งสูงไม่เกิน 2 cm จะอยู่ได้ประมาณ 2-3 อาทิตย์ (ขึ้นอยู่กับจำนวนและประเภทของก้านไม้ที่ใช้ด้วยนะ) 


ใครที่ห้องไม่ใหญ่มากก็จะแนะนำให้เริ่มจากชุดเล็กก่อน เพราะชุดใหญ่ภาชนะใส่ของเค้าก็ใหญ่ตาม เหมาะกับห้องนั่งเล่นกว้างๆ หรือ ออฟฟิศ มากกว่าจะเอามาวางในห้องน้ำห้องนอน แถมเผื่อคนขี้เบื่อจะได้เปลี่ยนกลิ่นได้เรื่อยๆ ใครชอบกลิ่นไหนแวะมาเล่าสู่กันฟังในคอมเม้นได้เลยน้า

อนึ่ง เรื่องกลิ่นหอมนี่เป็นเรื่องเฉพาะคนมากๆ เพราะฉะนั้นแล้วแต่จริตใครจริตมัน ต้องไปลองดมๆกันเอาเองว่าชอบประมาณไหน ประโยชน์ของกลิ่นนี่มีมากกว่าที่คิดด้วยนะ เพราะนอกจากจะช่วยบำบัดอารมณ์ บางกลิ่นยังใช้ในการรักษาได้ด้วย ขึ้นอยู่กับส่วนผสมของแต่ละผลิตภัณฑ์ เช่น Essential Oil จะเป็นกลิ่นบำบัดช่วยรักษาบางอาการได้ดีกว่า Diffuser ที่เน้นปรับอากาศเฉยๆ ใครที่ยังไม่เคยลองอยากให้ลองดู บางครั้งการงานหรือชีวิตก็เครียดมากพออยู่แล้ว ได้รับกลิ่มหอมๆที่ถูกจริตกับตัวเราเข้าไปจะช่วยกระตุ้นให้รู้สึกผ่อนคลายและมีพลังได้มากกว่าที่คิด

รีวิวนี้จ่ายเอง 100% ไม่มีสปอนเซอร์ใดๆนะคะ 
ใครสนใจข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมสามารถสอบถามแบรนด์ได้ที่:
Facebook : Yugen Thailand
Instagram : yugenthailand
Website : www.yugen.world

Disclaimer: This is 100% Consumer review.
มี PS4 แต่ไม่มีทีวี ก็เหมือนมีที่ทับกระดาษแพงๆดีๆนี่เองค่ะ... 
แต่มันจะไม่เป็นแบบนั้นตลอดไป ถ้าเรามีความพยายามมากพอ(ฮาา) หลังจากที่ทำการ Search อินเตอร์เนทและยูทูปมาอย่างหนักหน่วง ในที่สุดเราก็เจอวิธีที่จะเปลี่ยนให้จอมือถือ หรือไอแพด ระบบ ios ทั้งหลายของเรา กลายเป็น "จอมอนิเตอร์" สำหรับเล่นเกมโดยไม่ง้อทีวีได้แล้วในที่สุด!!!


วิธีนี้ไม่ฟรีนะ ต้องเสียเงินซื้อแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า R-Play - Remote Play for the PS4 สนนราคาตอนนี้อยู่ที่ 419 บาท และนี่ไม่ใช่แอพ Official ของทาง Sony แต่เป็นแอพ Third Party ที่จะช่วยให้เราสามารถ Remote Play หรือเล่นเกมได้โดยไม่ต้องนั่งอยู่หน้าเครื่อง

แต่มันจะทำงานได้ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า Wifi ของเราต้องมีกำลังมากพอ โดยวิธีที่ดีที่สุดในการเชื่อมต่อ (ที่ฟังจากคนอื่นเค้ามาอีกที) คือใช้สาย LAN ต่อจากเร้าเตอร์เข้าเครื่อง Play Station 4 ของเราโดยตรง และใช้ Wifi Router ที่เป็นแบบ 5G จะได้รับอรรถรสที่ดีกว่าการเชื่อมต่ออินเตอร์เนท Wifi ธรรมดาๆนะจ๊ะ

หลายๆคนอาจจะสงสัยว่ามันทำงานยังไง วันนี้เลยทำฮาวทูพร้อมแชร์วิธีเชื่อมต่อจอย Dual Shock ของเราให้สามารถเล่นกับมันได้ด้วย โหลดแอพเสร็จแล้วก็ทำตามขั้นตอนนี้เลยค่ะ

วิธี Remote Play เกม PS4 มาเล่นบนมือถือหรือไอแพดระบบ ios


1.ครั้งแรกของการใช้งาน PS4 ต้องต่อกับจอทีวี(หรือมอนิเตอร์อื่นๆที่ใช้งานอยู่)

2.ควรมี 2 หรือ 3 แอคเค้า PSN อยู่บนเครื่อง (สำหรับคนที่อยากใช้จอย Dual Shock 1-2 คน)

3.เปิดแอพจากมือถือหรือไอแพดของเราแล้วกดปุ่ม REGISTER PS4

4.ใส่ PSN ID รอไว้ก่อน ส่วนช่องที่ขอให้กรอก 8 digit registration number ให้ไปกดที่ PS4 ของเรา
(ขั้นตอนนี้ควรเลือกแอคเค้าสำรองที่ไม่ได้ใช้งานบ่อยหากชอบเล่นผ่านจอย Dual Shock นะ)


5.เข้า PS4 ไปที่หน้า Setting แล้วเลื่อนไปที่ Remote Play Connection Setting


6.เลือก Add Device แล้วเอาโค้ดที่แสดงบนจอมาใส่ในแอพของเรา


7.พอ Sync เสร็จ ก็จะสามารถกด Play ได้เลย

ครั้งแรกที่ Sync ตัวแอปพลิเคชั่นจะมีการถามว่าให้ตั้งค่า internet play เลยมั๊ย ให้ตอบตกลงแล้วเครื่องจะกำหนดค่าในการใช้งานให้ (หรือเข้าไปตั้งเองที่เมนู Setting ของแอพทีหลังก็ได้)

พอเสร็จสิ้นแล้วครั้งหน้าเราก็จะสามารถเล่น PS4 นอกบ้านได้! แต่เครื่องต้องอยู่ใน Rest Mode ไม่ใช่ปิดสนิท และอินเตอร์เนทบ้านเราต้องเปิดอยู่ ส่วนอินเตอร์เนทข้างนอกที่เราใช้ก็ต้องแรงพอสมควรถึงจะเล่นได้ดีไม่กระตุกนะ (ฟังเค้ามา ยังไม่ได้ลองเอง 555)

วิธีเชื่อมต่อจอย Dual Shock ให้เล่น Remote Play กับมือถือหรือไอแพด


1.นั่งหน้าเครื่องก่อนเพื่อความชัวร์

2.กดปุ่มเปิดเครื่องที่ตัวเครื่อง แล้วค่อยเปิดแอปพลิเคชัน R-Play

3.พอเข้าเมนูได้แล้ว หยิบจอยที่ต้องการใช้ขึ้นมาแล้วกดปุ่ม PS ที่จอย

4.เลือก PSN ID ที่ต้องการใช้เล่นด้วยจอยนี้ (ควรใช้คนละแอคเค้ากับที่ใช้ลงทะเบียนแอพตอนแรก)

5.กดปุ่ม PS ที่จอยอีกที จะเป็นการสลับแอคเค้า แล้วเราก็จะสามารถใช้จอยบังคับได้แล้วจ้า

วิธีเล่นด้วยจอยนี้ยังไม่เคยเอาออกไปเล่นนอกบ้าน คิดว่าสัญญาณจอยไม่น่ามาถึงเครื่องรึเปล่า? ไว้จะหาเวลาไปทดลองดูแล้วจะมาอัพเดทกันนะ

วิธีเตรียมออกไปเล่นนอกบ้านโดยที่ไม่ได้นั่งอยู่หน้าเครื่อง PS4


1. อย่ากดปิดเครื่อง แต่ให้เข้า Rest Mode เอาไว้

2. เปิดแอพจากนอกบ้านครั้งแรกอาจจะเกิด Error ให้กดซ้ำอีกที ก็จะเข้าสู่หน้าเมนูเกมได้แล้ว

ปุ่มที่ใช้ Touch บนหน้าจอมีให้บครบ แต่ Display ตัวแท่งอนาล็อกตอนแรกมันล่องหน จะโผล่มาตำแหน่งที่เรากดนิ้วลงไปเอง คงออกแบบมาเพื่อให้จับถนัดขึ้นอะนะ จากประสบการณ์พบว่ากดปุ่ม L/R ลำบากไปนิดนึงกับเกมที่ต้องกด L1/L2 พร้อมกัน หาที่วางนิ้วไม่เจอเลยทีเดียว ส่วน Touch Pad อยู่บริเวณด้านบนของจอ ซึ่งปกติจะล่องหน เราต้องเอานิ้วจิ้มค้างมันถึงจะโผล่มาค่ะ

ใครอยากดูแบบคลิปวิดีโอพอตัดเสร็จแล้วจะมาอัพโหลดไว้ให้วันหลัง

หวังว่าบล็อกนี้มีประโยชน์กับคนที่มีปัญหากับทีวีแบบเรา ซึ่งอันนี้พูดเลยว่าใช้งานได้จริง แต่ไม่ใช่ว่าจะ work กับทุกเกม พวก Hack/Slash หรือเกม Action หัวร้อนแบบถ้ากระตุกแล้วจะทำให้เสียจังหวะ game over ตายได้บ่อยๆก็ไม่เหมาะอะ วิธีนี้แค่เหมาะพอแก้ขัดได้บ้างในระหว่างที่ไม่มีทีวีใช้ ส่วนตัวเป็นคนเล่นเกม RPG สาย Turn Base เลยไม่ค่อยมีปัญหาถ้าจะกระตุกบ้างอะไรบ้าง (ดีกว่าไม่มีเล่น 555) ซึ่งถ้าคนที่ลองทำตามวิธีที่เค้าแนะนำมาแล้วยังกระตุกอยู่ ก็มาเล่าสู่กันฟังได้นะ วันนี้จบไว้เท่านี้ก่อน บ๊ายบายค่า ^^

Disclaimer: This is 100% consumer review.

งานอวดก็มาาาา เนื่องจากไม่มีปัญญาไปสอยกระเป๋านินเทนโด้สวิทช์รุ่นที่มันแถมมากะ Special Edition คือได้ยินว่าแบบเซท Special ตอนนี้ราคาพุ่งไป 17k กระเป๋าเดี่ยวๆขายแยกกันอยู่ที่ใบละ 3-5 พันบาท งบไม่ถึงก็ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ แล้วก็มีรุ่นนี้นี่แหละที่เป็นลายเซลด้าดูเข้าตาเราที่สุดแล้ว ซื้อมาก็ไม่รอช้าฮะ เอามาแงะแกะกล่องให้ชมกัน เห็นว่าหลายๆร้านเริ่มเอาเข้ามาขายกันเยอะแยะแล้วด้วย สนนราคาก็ไม่แพงมาก พันต้นๆ (เราซื้อมาที่ 1490THB) ลักษณะเป็นยังไงใส่อะไรได้บ้างตามมาดูกันเล้ย

Game Traveler Deluxe Travel Case
กระเป๋า Nintendo Switch สำหรับพกพา


ออกแบบการผลิตโดย R.D.S INDUSTRIES INC. (ประเทศสหรัฐอเมริกา)
แต่ก็ Made in China ตามสไตล์การลดต้นทุนผลิตอะนะ


ด้านนอก Texture สัมผัสอารมณ์หนังเทียม มีโลโก้เซลด้ากับสัญลักษณ์ดวงตา Sheikah Eye Symbol ซึ่งจริงๆนอกจากรุ่นนี้มันมีรุ่นที่เป็นสีฟ้า แล้วก็รุ่นที่เป็นลายโลโก้เซลด้าคู่กับหน้า Link ซึ่งไม่ค่อยโดนเท่าไหร่ ชอบลายนี้มากกว่า


รุ่นนี้เหมือนเป็นไม่กี่รุ่นที่มีหูกระเป๋า ให้ถือได้ไม่ต้องหนีบเป็นคลัทช์แบบเคสรุ่นทั่วๆไป 


ใส่รายละเอียดตรงซิปมาด้วย ด้านนอกงานดูแข็งแรงแล้วก็สวยงามตามท้องเรื่องเลยฮะ 


มาดูด้านในกันบ้าง หลายๆคนสงสัยว่ามันใส่อะไรได้บ้าง อันนี้ออกแบบมาให้ใส่ Nintendo Switch แบบติด Joy-Con มาแล้วอะนะ มีร่องออกแบบมารับกับตัวเครื่องชัดเจน มีพื้นที่สำหรับกล่องใส่ตลับเกมกับเมมโมรี่การ์ดได้อีก 8 ชิ้น (กล่องละ 4x2) บุโฟมเซฟตี้มาหนาใช้ได้

ส่วนที่มันเป็นตาข่ายปิดหน้าจอด้านในเค้าบุมาเป็นแผ่นแข็งๆเพื่อป้องกันไม่ให้ของในซองตาข่ายไปขูดขีดจอด้วยนะ ทำมาหนาพอสมควรเลย ปิดส่วนที่เป็นจอแทบเลทได้มิดชิด อยากใส่อะไรในช่องนี้ก็ไม่ต้องกลัวหน้าจอเป็นรอย เสริมตีนตุ๊กแกยึดเครื่องไว้แน่นหนาไม่ต้องกลัวกลิ้งไปมา


ปัจจุบันยังไม่ได้พกไปไหนมากมาย แต่รวมๆคือชอบดีไซน์มากก พอใจสุดๆ เหลือที่คิดว่ามันว่างเกินไปแค่กล่องใส่ตลับเกมนี่แหละดันทำมาให้ใส่เยอะไปหน่อย(ฮาา)



ปัจจุบันเค้ายังไม่มีเกมเล่นเยอะขนาดนั้นง่ะ นี่เล่นแค่เซลด้ากับ 1-2 Switch กระเป๋าใบนี้น่าจะพอมีพื้นที่เหลือให้เลือกใส่พาวเวอร์แบงค์เล็กๆ สาย USB หรือ Joy-Con ได้อีกสักคู่นึง ไม่ถึงกับสามารถใส่ Dock กับเต้าปลั๊กอะนะ เหมาะกับคนที่ชอบเล่นแบบ Handheld มากกว่าคนที่ตั้งใจจะพกไปต่อขึ้นจอนอกบ้าน



หวังว่ารีวิวแกะกล่องอันนี้จะพอมีประโยชน์กับคนที่กำลังหารีวิวเพื่อตัดสินใจเลือกซื้อกระเป๋าสำหรับใส่เครื่อง Nintendo Switch ได้บ้างไม่มากก็น้อยนะคะ โอกาสหน้าไว้พบกันใหม่ วันนี้ไปละ บ๊ายบาย ^^


Disclaimer: This is 100% consumer review.
ตั้งแต่มีข่าวเปิดตัวเครื่อง Game Console ค่าย Nintendo ที่มีชื่อว่า "Nintendo Switch" (มีโค้ดเนมด้วยนะว่า NX)ทุกคนต่างตื่นตัวกับนวัตกรรมที่ทางนินเทนโด้นำเสนอเอามากๆ เพราะมันคือการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนที่ชื่นชอบเกมในค่ายปู่นินเป็นทุนเดิม เพิ่มเติมคือพกพาก็ได้ หรือจะเอามาต่อจอใหญ่ที่บ้านเพื่อเพิ่มอรรถรสก็ยังได้ กระแส Day One (วันแรกที่วางจำหน่าย) ทำเอาร้านหลายๆที่มีภาวะ "ของขาด" ไปตามๆกันทั้งๆที่ สนน ราคามัน "ไม่ถูก" เมื่อเทียบกับสเปกเครื่องที่ไม่ได้พรีเมียมมาก (ในไทยเครื่องเปล่าเริ่มต้นแถวๆ 14.5k แผ่นเกมอยู่ที่พันถึงสองพันต้นๆแล้วแต่ Title กับร้านจัดจำหน่าย) สำหรับใครที่กำลังเสพข่าวไม่ว่าจะในทางลบหรือทางบวกก็ดี วันนี้เราจะขอมาแชร์มุมมองของ User คนนึงที่มีต่อเจ้าเครื่อง Nintendo Switch หลังลองเล่นในฐานะลูกค้า Day One ค่ะ

รีวิว Nintendo Switch
ซื้อมา Day One มันดียังไง?

แน่นอนว่าเราไม่ได้ปลื้มปู่นินไปซะทุกเรื่อง รีวิวนี้จะพูดถึงประสบการณ์จริงและมิติที่เรามีต่อเครื่องนินเทนโด้ สวิทช์ แบบคนเล่นเกมที่ไม่ได้เป็นสายเกมเมอร์ฮาร์ดคอร์ แต่เป็น Game Lover คนนึงเล่าสู่กันฟัง เราลองมาดูราคา + ของแถม ที่ทางผู้จัดจำหน่ายไทยวางไว้ ราคา Day One ที่เราซื้อมา สี Grey ราคา 17,490 บาท ประกอบไปด้วยเครื่อง Nintendo Switch + Amiibo* 5 ตัว + เกม 2 แผ่น (แอบบังคับเซลด้า + เกมอะไรก็ได้อีก 1 เกม ตรงนี้แล้วแต่ร้านจะมีให้เลือก)

*Amiibo เป็นฟิกเกอร์จากเกมค่ายนินเทนโด้ที่มีชิพฝังอยู่สามารถเอามาลงทะเบียนเพื่อรับไอเท็มเพิ่มเติมในเกมได้ ปกติจะต้องมีเครื่องสแกนแยก แต่ NX สามารถใช้ Joy-Con สแกนได้เลย ง่ายดายอีซี่ม๊วกๆ
บ่นนิดนึง Animal Crossing มันยังไม่มาลง NX จะแถมมาให้ช้ำใจทำม๊ายยย ถ้าแถมเซลด้า มาริโอ้ เออเข้าใจนะ พอเมคเซนส์ แต่ก็ช่างเถอะ "ของแถม" อะมันคือของแถมมม (เคส RE7 ไม่เกี่ยวกับ Day One นะฮะ เผลอวางด้วยกันเดี๋ยวเข้าใจผิด แฮ่ <3) 

ต่อมาก็ตัวสเปกเครื่อง ลองมาดูทีละจุดกันก่อนเลย 

เครื่องเกม Nintendo Switch 


วางขาย World Wide วันที่ 3 มีนาคม 2017 ราคาเปิดตัว 299 เหรียญ หรือประมาณหมื่นนิดๆ
ขนาดตัวเครื่อง (รวม Joy-con) : 102mm x 239mm x 13.9mm
น้ำหนัก: ประมาณ 297g (เมื่อรวมกับ Joy-Con จะหนัก 398g ก็คือเกือบๆ 4 ขีด)
หน้าจอสัมผัส capacitive จอ LCD ขนาด 6.2 นิ้วความละเอียด 1280×720 px
CPU และ GPU: Tegra ของ NVIDIA
Wireless LAN (IEEE 802.11 a/b/g/n/ac compliant) ต่อ Wi-Fi ง่าย
มีระบบเชื่อมต่อ Social Media (Facebook/Twitter) แต่ยังไม่สามารถตั้งค่าโพสได้เยอะนัก
(ยังไม่ซัพพอร์ตภาษาไทย/ตั้งค่า Privacy ในโพส/ตั้งค่าโพสไปหน้าแฟนเพจ)

การ Capture Screenshot (ภาพนิ่ง) ทำได้ง่ายในปุ่มเดียว
แต่ยังไม่สามารถอัดวิดีโอเกมเพลย์จากเครื่องได้โดยตรง
Bluetooth 4.1 (แต่ยังไม่เปิดใช้งาน เอ้า งง เด้ งง)
หน่วยความจำของเครื่อง: 32 GB แต่ยังคงมีตลับเกมไว้ใส่แยกเหมือนเดิม
มีช่องเสียบ microSD: รองรับ microSD, microSDHC และ microSDXC
ออกแบบที่ปิดช่องเสียบการ์ดให้เป็นขาตั้งได้ด้วย (แต่ก็ดูไม่แข็งแรงเท่าไหร่นะ)

ความละเอียดภาพสูงสุดเมื่อต่อทีวี: 1920×1080 px , 60 ftp/s
แต่เล่นบนในโหมด Hand Held จะอยู่ที่ 1280×720 px
ลำโพง: สเตอริโอ มีช่องเสียหูฟังมาตรฐาน แต่ไม่ซัพพอร์ตหูฟังบลูทูธ (แบบ งงๆ)
Port ชาร์จที่ Tablet เป็น USB Type C
ตัว Dock แท่นวางจะมี Port สำหรับชาร์จไฟเป็น USB Type C และช่อง HDMI มาตรฐาน
การชาร์จเครื่องสามารถเสียบสายชาร์จตรงๆก็ได้
การชาร์จ Joy-Con ต้องต่อกับตัว Tablet แล้ววางชาร์จบน Dock เท่านั้น
...ใช่ค่ะ ที่ Joy-Con ไม่มีรูให้เสียบชาร์จใดๆ... นางเลยมีการขายจอยแยก!!! (WTF?!!)
เวลาเล่นแต่ละเกมมันจะมี Instruction บอกว่าเกมนั้นๆซัพพอร์ต Toch Screen มั๊ย?  สามารถเล่นกับการต่อจอยแบบไหนได้บ้าง ซึ่งจอยจะมีสไตล์การเล่นทั้งหมด 3 แบบคือ:

  1. แบบต่อกับ Tablet, 
  2. แบบถอดมาเล่นเดี่ยวๆแยก 2 จอย, 
  3. แบบต่อ Grip Controller จอยเดียวให้หน้าตาเหมือนจอยเกมธรรมดา

ความจุของแบตเตอรี่ 4310 mAh (ถอดเปลี่ยนเองไม่ได้) หากแบตเสื่อมก็ต้องส่งให้นินเทนโดเปลี่ยนให้ (ซึ่งที่กล่องระบุว่าผู้จัดจำหน่ายโซน SEA อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์... พังทีก็สนุกละทีนี้) แบตเล่นเกมได้สูงสุดประมาณ 6 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเกม หากเป็นเกม เซลด้า จะเล่นได้ 2-3 ชั่วโมง เวลาในการชาร์จจากแบตหมดเกลี้ยงให้เต็มอยูที่ประมาณ 3 ชั่วโมง ถ้าไม่ใช้เครื่องเป็นระยะเวลานานๆ ต้องคอยเอามาชาร์จหรือเปิดเล่นทุกๆ 6 เดือน ไม่อย่างนั้นมีสิทธิ์แบตเสื่อมนาจา

บอดี้ด้านหลังเป็นรอยนิ้วมือง่ายและทำความสะอาดยากมาก ยังนึกไม่ออกว่าจะเอาอะไรเช็ดดี แต่หน้าจอดูแลปกติเหมือน Tablet ทั่วๆไป ถ้ามีไม่กระเป๋าแยกก็ควรติดฟิล์มกันรอยนิดนึง เราเองยังไม่ได้ติด พอดีมีกระเป๋าคลัทช์ที่ด้านในบุกำมะหยี่เลยใช้พกได้สบายๆไม่มีปัญหาอะไร

เวลาจอ Tablet เป็นรอยนิ้วมือก็ใช้ผ้าเช็ดเลนส์เช็ดๆถูๆ ดูแลไม่ยากๆ

ความเห็นส่วนตัวกับเครื่อง NX แบบไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรมาก: 

มันเหมือนจะดี แต่มันก็ไม่ได้ดีอะ (งงเด้งง 555) เริ่มตั้งแต่ประสบการณ์แกะกล่องเลยละกัน คือทำมาดีนะ นึกถึงค่ายแอปเปิ้ลเบาๆเลยตอนแกะกล่องมาครั้งแรก ทุกอย่างดูลงล็อกมีเรื่องมีราว มีอุปกรณ์เยอะแยะครบครัน ขาดอย่างเดียวคือ "คู่มือ" มันไม่มีเล่ม Manual มาสอนการประกอบเครื่องค่ะ แต่!! ครั้งแรกที่เรากดเปิดเครื่อง หน้าจอมันจะมี Tutorial ให้เราทำตามทีละขั้นไปจนถึงการต่อเข้ากับจอทีวีเลย ซึ่งมันง่ายนะ ไม่ยุ่งยาก ง่ายเกินไป ง่ายจนระแวง บางทีก็ไม่แน่ใจว่าที่ทำๆไปเครื่องมันจะพังคามือมั๊ย ยิ่งรุนแรงอยู่ด้วย 55555

วัสดุเน้นความ "เบา" และพกพาง่ายไม่ว่าจะเป็นตัว Dock ที่เอาไว้แทนแท่นชาร์จหรืออุปกรณ์อื่นๆ สัมผัสนินเทนโด้สวิตช์ครั้งแรกแต่ละชิ้นมันเป็นฟีลพลาสติกหลายๆเกรด (แต่ละชิ้นดูมีความทนทานกันคนละระดับ) ซึ่งพอบางชิ้นมันเบาเราเลยรู้สึกว่ามัน "ก๊องแก๊ง" ดูมีความเป็นของเล่นมากอะ ไม่ใช่สัมผัสแบบเวลาเราจับ PSVITA หรือ 3NDS มันเหมือนเป็น Tablet ที่มีจอยงอกมา โอเคแรกๆจะรู้สึกแปลกๆเพราะความยาวมัน "ใหม่" เรายังไม่เคยได้สัมผัสเครื่องอะไรที่มันยาวขนาดนี้กว้างประมาณนี้ แต่หลังจากเล่นๆไปสัก 2-3 วันมันจะเริ่มชิน ก็ไม่มีปัญหาในการเล่นนะ บางคนอาจจะถนัดคนละแบบ ก็ลองหาแบบที่ตัวเองชอบดู เราไม่มีปัญหานะ เล่นได้สมูทเรื่อยๆ

การแสดงผลบนจอทีวีเทียบได้กะเกมดีๆบน PS3 เลยนะ ถือว่าทำมาดีมากสำหรับเครื่องที่ออกแบบมาให้เป็น Game Console "Hand Held" ที่คุณสามารถต่อขึ้นจอทีวีได้ด้วย ตีมมันมาทางการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นะคะจำวรั๊ยย ไม่ได้ทำมาตอบโจทย์ Hard Core เกมเมอร์(โว้ย) ถึงกระนั้นก็มีจุดที่สอบตกหลายๆอย่าง ยิ่งมาวางขายในประเทศไทยเรามองว่ามันราคาค่อนข้างสูงเทียบกับเซอร์วิสที่คนไทยจะได้ มันไม่มีศูนย์บริการลูกค้า ไม่มีข้อมูลภาษาไทย ไม่มีเว็บสำหรับไทย เข้า e shop ในนินเทนโด้ถ้าสร้างแอคเค้าไทยจะไม่สามารถโหลดคอนเท้นเพิ่มเติมได้ ต้องซื้อแผ่นอย่างเดียว และฉลาก+กล่อง+คู่มือทุกอย่างอังกฤษหมดเพราะผู้จัดจำหน่ายคือบริษัทในสิงคโปร์ ไม่คุ้มกับคนที่ "คาดหวัง" บริการหลังการขาย จะเอามาเล่นเกมมาราธอนยาวๆก็ไม่เหมาะ แบตจอยกับตัวเครื่องมีมาน้อยมันขาดความต่อเนื่อง ต่อให้เราเสียบสายชาร์จทิ้งไว้ก็ต้องถือเล่นใกล้ๆปลั๊ก ไม่สามารถวาง Dock แล้วนั่งเล่นยาวๆสบายๆได้ (เพราะแบตจอยมันแยกกะจอละ Joy-Con ชาร์จโดยตรงไม่ได้... หึ) ความพีคอีกอย่างคือรูเสียบหูฟังอยู่ด้านบน เวลาเล่นมันก็จะรู้สึกเกะกะตาแปลกๆ มีระบบบลูทูธแต่ยังไม่มีการซัพอร์ตหูฟังบลูทูธ(โคตรไม่เมคเซ้นนนนส์) เพราะงั้นพอต่อทีวีจะไม่สามารถใส่หูฟังได้ค่ะ เฟลเบาๆ ฮือ

ความดีงามของ Nintendo Switch นอกจากระบบที่ทำมาตอบสนองว่องไว ใช้งานง่าย คือ "เกม" ที่ Exclusive เล่นได้เฉพาะค่ายปู่นินนี่แหละ เซลด้าก็เป็น 1 ในนั้น
(ภาพ Screen Capture จากเกม Zelda Breath of the Wild จริงๆ ละมุนมากก)

เกมบ้าอะไรกวาดคะแนนเต็มจากสำนักใหญ่ๆทั่วโลกได้เยอะขนาดนั้น ขายดีจนของขาดตลาดหุ้นนินเทนโด้ดีดขึ้นรัวๆ ถามว่ามันคุ้มกับ Hype ที่บิ้วมามั๊ย บอกเลยว่าถ้าไม่ได้เซลด้า นางทำได้แค่ปริ่มๆผ่านแบบเกือบจะตกมาตรฐาน ตัวเรายังไม่เจออะไรที่ Malfunction เลยยังให้ผ่านอยู่ในแง่ของการใช้เล่นเกมก่อนนอน(ห้องนอนไม่มีทีวี) การเอาไปเล่นนอกบ้านเวลาเดินทาง ฆ่าเวลาเพลินๆจากการไถ Social Media Feed สิ่งที่รู้สึกว่าทำให้เรา "คาดหวัง" มากกว่านี้ คือ "ราคา" ที่ตั้งไว้สูงเกินไปเมื่อเทียบกับสิ่งที่เราได้ สอยมาใน Day One การได้ Amiibo 5 ตัวไม่มีความหมายเลยเพราะไม่มีเกมนั้นๆให้เล่น (บ้าเอ๊ยยย) 1-2 Switch เป็นเกมที่เอาไว้อวดศักยภาพเซ็นเซอร์และการสั่นของ Joy-Con ที่จิ๋วแต่แจ๋วนี่แหละ ไม่ได้สนุกทุกเกม และมันเหมาะเล่นเป็นวงใหญ่ๆ เล่นสองคนแปปๆก็เบื่อ เล่นได้ไม่นาน แนะนำให้คล้องสาย Joy-Con เอาไว้เวลาเล่นเกมนี้ น้ำหนักจอยมันเบามาก หลุดมือง่ายจริงๆ

อนาคตคาดว่าปู่นินจะออกอัพเดทอะไรต่างๆออกมาเรื่อยๆ ตอนนี้อะไรหลายๆอย่างดูไม่พร้อม (แต่ออกอุปกรณ์เสริมมาพร้อมมากนะปู่ จอยเสริม กระเป๋าเสริม ฯลฯ ดูดทรัพย์กันรัวๆ บ้าจริง) แต่ Zelda Breath of the Wild เป็นเกมที่โคตรดีมันก็เลยค่อนข้างโอเคระดับนึง เกมมีความยาวใช้ได้ และเป็นเกมที่เล่นได้เรื่อยๆไม่ต้องหักโหม ส่วนตัวที่สอยมาเพราะอยากเล่น Story of Seasons ที่มีการคอนเฟิร์มมาแล้วว่าจะพอร์ทมาลง Nintendo Switch ด้วยแน่นอน เกมคลาสสิกๆอย่างมาริโอ้, Bomberman จะมาช่วยเสริมทัพให้เครื่อง NX กลายเป็นเครื่องที่น่ามีติดบ้านเหมือนสมัย Game Boy Advanced อย่างแน่นอนค่ะ

คุ้มไม่คุ้ม ชอบไม่ชอบ มันเป็นรสนิยมของแต่ละคน บางทีเราถูกจริตกับเกมค่ายนี้ก็ซื้อเครื่องนี้ อยากเล่นเกมค่ายไหนก็ไปซื้อคอนโซลเครื่องนั้น บ้านนึงไม่ได้จำเป็นจะต้องเล่นเกมค่ายเดียวเสมอไป ลองชั่งใจแล้วก็ปรึกษาเงินในกระเป๋าก่อนลุยนะ ถามความเห็นส่วนตัวไม่ได้เชียร์ให้ซื้อเดี๋ยวนี้ รอซื้อตอนระบบในไทยและเวอร์ชั่นซอฟท์แวร์เข้าที่เข้าทาง+มีเกมให้เล่นหลากหลายกว่านี้อาจจะดีกว่า แต่ถ้าเป็นคอเกมค่ายปู่นินอยู่แล้ว ชอบเกมสไตล์ Zelda, Mario, Bomberman, Harvest Moon มีนินเทนโด้ไว้ยังไงก็คุ้มค่ะ

ใครสงสัยอะไรแวะมาคอมเม้นถามไว้ได้นะ จะได้เป็นแนวทางผลิตงานชิ้นต่อๆไปให้อ่านกัน ขอขอบคุณทุกคนที่หลงมาอ่าน ไว้คราวหน้าจะแวะมารีวิวเกมบ้างละ บ๊ายบายยย ^^

Disclaimer: This is 100% Consumer Review
สารภาพว่าตกเป็นทาสการตลาด (อีกแล้ว อีบ้า 555) ตั้งแต่ทาง YSL เปลี่ยนครีเอทีฟไดเรกเตอร์เนี่ย วิธีพรีเซ้นในคอลเลกชั่นใหม่ๆมันช่างน่าเสียตังยังไงก็ไม่รู้ แลดูไม่เข็ดกับ Duo Blush รอบที่แล้ว เราพุ่งตัวไปเค้าเตอร์ตั้งแต่วันแรกที่วางขาย แล้วก็ฝันสลาย 2 เด้งเลยจ้า นอกจากของขาดแล้วนั้น โปรโมชั่นที่เค้าโปรโมทบนเฟสบุคก็โคตรล่อลวง ไงล่ะ อกหักดังเป๊าะ แต่ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น เราได้เข้าไปจองสินค้ากับเว็บ Central Online กด Notify Me เพื่อให้มันส่งเมลมาแจ้งเตือนเวลาของเข้าสต๊อก ได้ราคาเดียวกับเค้าเตอร์ ไม่ต้องเสียเวลาออกไปรับ ส่งถึงมือแบบชิวๆแต่แอบนานไปหน่อย นานจนเลิกเห่อ แถมพอได้มาก็ไม่ค่อยอินเท่าไหร่ มันเป็นยังไงขอให้ตามมาชมกันค่ะ


YVES SAINT LAURENT
ลิปบาล์ม Volupte Tint-in-Balm


ปริมาณ 3.5 กรัม ราคา 1,500 บาท (ลด 10% เหลือ 1,350 บาท)
สีที่ซื้อมาคือเบอร์ 5 Dare Me Plum
สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ Central.co.th

YVES SAINT LAURENT Volupte Tint-in-Balm

ลิปบาล์มรูปแบบใหม่ ด้วยเนื้อลิปสติกสองแบบ พร้อมมอบสีสันสวยงามด้วยเนื้อ Tint สีชั้นใน รวมถึงบำรุงริมฝีปากด้วยบาล์มชั้นนอก ให้เรียวปากของคุณดูเปล่งประกาย สุขภาพดี อย่างเป็นธรรมชาติ


YVES SAINT LAURENT Volupte Tint-in-Balm 
ให้เนื้อสีบางใสเปล่งประกาย มาพร้อมกับสารบำรุง ทาเพียงชั้นเดียวเพื่อริมฝีปากระเรื่อ หรือจะทาทับอีกชั้นเพื่อเพิ่มความสดเข้ม ตัวบาล์มชั้นนอกมอบเนื้อสีบางใสเปล่งประกายในทันที มีความโปร่งใสแต่สีสดชัด มีกิมมิกเป็นรูปริมฝีปากตรงกึ่งกลางแท่งลิปสติก คือทินต์บาล์มที่มอบสีติดทน สินค้ามีอายุ 2 ปีหลังเปิดใช้

ลองปาดหลังมือ รอบแรก กับปาดทับหลายๆรอบ เข้มสุดได้เท่านี้ ซึ่งต้องทำใจ ความลิปบาล์มอะนะ มันก็จะมันๆหนืดๆ ไม่ค่อยทนหรอกค่ะ กินน้ำกินข้าวก็หลุดหมด ต้องเติมบ่อยๆ ถ้าใช้เดี่ยวๆเรามองว่ามันช่วยให้หน้าสดไม่ป่วยนะ คือดูมีสีสันขึ้นมา "นิดนึง" กับช่วยบำรุงริมฝีปากได้ดี คือใช้ไปนานๆรู้สึกริมฝีปากมันชมพูขึ้น เทคนิกส่วนตัวที่จะทาให้สวยคือหาลิปสีพิกเม้นชัดๆเอามาลองบางๆก่อนทาอันนี้ทับ จะได้สีที่สดใสขึ้นชัดขึ้น แต่ความเฟลของเราคือ... มันแพงไปนะเว้ยเฮ้ย (ร้องไห้)


พยายามท่องไว้ว่ามันคือความสุขทางใจ คือความมีคลาส เวลาหยิบมาเติมละดูสวย ดูแพง เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ แต่ก็อดเจ็บใจไม่ได้อะ สีเบาไปไหน ชั้นจะไม่ตกเป็นทาสการตลาดของเธออีกต่อไปแล้วนะนัง YSL พอค่ะ หลังเสียรอบนี้พอ คงไม่ซื้ออะไรเพิ่มแล้ว (เพราะแพง 555) การเสียเงินครั้งนี้ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันด้านเครื่องสำอางให้เราได้ดีมากกกก ของที่มันขายหมดไว Sold Out ไม่ได้หมายความว่ามันจะดีเสมอไป แต่ถ้ามีตัง อยากจะซื้อ ก็ไม่ผิดไง ใครสบายใจแบบไหนก็จัดไปตามกำลังทรัพย์เลยค่ะ นี่คงพอที่ตรงนี้ ไว้ใช้หมดแล้วอาจจะมองหาเพิ่มแต่ตอนนี้คงขอบาย (ฮาา)


ถึงชิ้นนี้จะเฟลแต่ชิ้นอื่นๆเราก็โอเคนะ อ่านรีวิวอื่นๆ YSL คลิกเลย

ขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามาอ่าน ไว้คราวหน้าเราจะเสียสติช้อปอะไรอีกไว้เจอกันใหม่ ขอไปทำใจและหักดิบการช้อปปิ้งที่ถ้ำกระบอกแปปค่ะ บ๊ายบายยย

Disclaimer: This is 100% Consumer Review.
หูฟังไร้สายรูปทรงหูแมวเดิมทีเป็นของ Axent Wear Cat Ear Headphones ซึ่งทาง Brookstone ได้นำมาผลิตภายใต้ยี่ห้อของตัวเองและส่งเข้าห้างดังอย่าง Macy's ทำให้ทุกคนในอเมริกาสามารถเป็นเจ้าของหูฟังชิ้นนี้ได้ง่ายขึ้น และเมื่อมีการปรับปรุง ย่อมมีการปรับราคา โชคดีมากๆที่ได้ซื้อช่วงปลายปีซึ่งเป็นช่วงเซลล์ของฝั่งนู้นอยู่แล้ว เราเลยได้หูฟัง Wireless Cat Ear Headphones ซึ่งเป็นรุ่น v1.2 ปรับปรุงมาจากรุ่นดั้งเดิมที่มีสาย พอมาเป็นไร้สายแล้วมีฟังชั่นอะไรยังไงบ้าง ใช้งานยังไง ที่สำคัญคือ "ซื้อยังไง" ลองตามมาอ่านรีวิวกันได้เลยจ้า

Wireless Bluetooth Cat Ear Headphones 

ราคาสติ๊กเกอร์อยู่ที่ 139.99$ (ประมาณ 4,9XX บาทไทย)
สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่เว็บ Brookstone 
เราสามารถกดรูปลูกโลกแล้วลอง Check Out เล่นๆดูได้ค่ะว่ารวมค่าขนส่ง+ภาษี ทั้งหมดจะต้องจ่ายเท่าไหร่ อันนี้ลองกดดู... ราคาสะพรึงใช้ได้ แต่เราใช้บริการชิปปิ้งค่ะ ค่าใช้จ่ายจริงอยู่ที่ประมาณเกือบๆ 6 พัน ประหยัดไปเยอะ แต่จะรอของนานกว่า DHL นิดนึง (ถ้าส่งมาไทยจะเป็นบริการของ DHL ค่ะ)
(นี่รุ่นธรรมดานะ ถ้ารุ่น Ariana ที่เป็นลิมิเตทขึ้นหลักหมื่นบาทแน่ะ เอื้ออ)

กล่องนึงน้ำหนักไม่ใช่เล่นๆเลยค่ะ ลำพังหูฟังเฉยๆ 1.5กก. (กิโลครึ่ง!!) รวมกล่องและแพคเกจจิ้งก็ตกสองกิโลได้ เราโดนค่าชิปปิ้งไป 1,800 รวม EMS มาส่งถึงบ้านแล้ว ส่วนตอนรูดบัตรไปก็ประมาณสี่พันนิดๆ รวมๆแล้วประหยัดกว่า DHL หน่อยนึง แต่กินเวลานานกว่าเยอะค่ะ 

กดสั่งไปวันที่ 6 ของถึงมือ 27 คือถ้าไม่รีบ อยากประหยัด ก็ใช้ชิปปิ้งดีกว่า แต่ถ้าอยากได้ไวๆ และเน้นสะดวกเข้าว่า เลือก DHL จากเว็บเลยก็สะดวกดี 

อีกสาเหตุนึงที่ช้า เพราะว่าบัตรเครดิตเราเป็นบัตรไทย แต่เราเลือกให้ไปส่งคลังที่อยู่เมกา ระบบรักษาความปลอดภัยของเว็บเลย pause การสั่งซื้อของเรา แล้วให้เราคุยกับทาง Customer Care ว่าเราซื้อจากไทยส่งไปอเมริกาจริงๆใช่มั๊ย ส่งไปให้ใคร เพื่ออะไร เราก็บอกไปแบบมโนๆว่าเราอยู่ไทยแต่จะซื้อของขวัญให้น้องสาว (แหลได้โล่ 555) รบกวนทำรายการให้เราด้วยนะ เราคอนเฟิร์มว่าที่อยู่นี้ถูกต้อง เราเคยสั่งของให้น้องด้วยบัตรนี้ที่อยู่นี้มาก่อน (นี่ก็มโน) แล้วทาง Customer Care ก็ปล่อยออเดอร์เราให้จัดส่งวันที่ 10 ของถึงบ้านเมกา 12 และมาถึงมือเรา 27 ค่ะ
แอบตกใจกกะการแพคของ Macy's อยู่เหมือนกัน คือนางยัดหูฟังใส่ซองบับเบิ้ลละส่งเลย (พีคค) แต่ก็เข้่าใจได้ว่าด้านในมันมีกล่องเคสอีกชั้น กระแทกยังไงก็ไม่(น่าจะ)พัง แต่พอเป็น ปณ ไทย เรารประทับใจชิปปิ้งมากที่ยัดใส่กล่องไปรษณีย์ไทยมาอีกชั้น ของที่ถึงมือเราเลยมาแบบเนี้ยบๆเหมือนไปหยิบจากชั้นในห้าง Macy's ด้วยตัวเองเลย ปลื้มม


ในกล่องจะมีคู่มือกับบัตรรับประกันมาให้ (1ปี) ถ้าใช้แล้ว defect จากโรงงานไม่ใช่จากการตกกระแทกเปียกน้ำหรืออุบัติเหตุ ส่งไปเปลี่ยนอันใหม่ ฟรี!! (แต่ถ้าส่ง ไป-กลับ จากไทย ราคาก็โหดอะ ฮืออ)

ตำแหน่งและการควบคุมหูฟังแมวไร้สาย (อ้างอิงเบอร์ตามภาพ)

1. ลำโพงและไฟสองข้าง (ซ้าย/ขวา)
2. ที่ครอบหูข้างขวา
3. ไฟ LED บริเวณที่ครอบหู (ซ้าย/ขวา)
4. ที่ครอบหูข้างซ้าย
5. สายแจ็ค 3.5มม พร้อมไมโครโฟน
6. ปุ่มควบคุม Play/Pause/Track Forward/Track Back
7. สายชาร์จแบบ Micro USB (เวลาชาร์จมีไฟสีแดง ไฟดับคือเต็มแล้ว)

ปุ่มควบคุมต่างๆและตำแหน่งของมัน (อยู่ที่ครอบหูฟังข้างขวา ล่าง/บน)

8. ปุ่มรูปหลอดไฟ ใช้เปิดปิดไฟและเปลี่ยนสี
9. ปุ่มรูป (...) ใช้เปลี่ยนโหมดของไฟ (แบบนิ่ง/เฟด/เปลี่ยนสีเอง หรือกระพริบ)
10. เปิดปิดลำโพง
11. รูสำหรับเสียบสายแจ๊ค (เวลาไม่ใช้บลุทูธ)
12. ปุ่มเพิ่มเสียง (สุดแล้วจะมีเสียงบี๊บ)
13. ปุ่ม Play/Pause/Track Forward/Track Back หรือใช้รับสายเข้า/วางสาย
14. ปุ่มปรับเสียงลง
15. ไฟ LED แสดงสถานะเวลาชาร์จไฟหรือจับคู่บลูทูธ (สีแดงกับสีฟ้า)
16. ช่องเสียบสาย Micro USB (แบตเตอรี่เป็น ลิเธียมไอออน: Lithium-ion)
17. ปุ่มเชื่อมต่อ Bluetooth


ตัวครอบหูฟังบริเวณก้านออกแบบมาให้หมุนได้ 90 องศา สามารถปรับยืดหดให้กระชับเข้ากับขนาดหัวของแต่ละคนได้ระดับนึง (เราใส่ได้ สามีใส่ได้ 555) มีฟองน้ำนุ่มๆครอบหูกับวางอยู่บนหัว แต่ก็ยังหนักอยู่ดียังคงเมื่อยคอแม้จะใส่สบายหูก็ตาม...

ข้อดีที่สัมผัสได้จากการใช้งาน

- เป็นหูฟังที่สนุกที่สุดที่เคยใช้มา แค่ใส่ก็สนุกละอะ
- ฟังชั่นการใช้งานอนเกประสงค์มากกก (รับสายโทรเข้า/ฟังเพลง/เล่นเกมส์ ฯลฯ)
- ฟองน้ำครอบหูนิ่มมาก ใส่สบายหู เจาะหูใส่ต่างหูไม่บีบ ไม่เจ็บ แล้วก็ไม่คับหรือหลวมเกินไป
- มีสีไฟให้เลือกหลากหลายเปลี่ยนได้ตามอารมณ์หรือจะไม่เปิดก็ได้
- ของแถมครบมากมาเป็นกระเป๋าเคส สายชาร์จ และสายแจ๊คเชื่อมต่อกับเครื่องที่ไม่มีบลูทูธ
- ปุ่มใช้งานง่าย จำแปปเดียวก็กดได้ไม่ต้องถอดออกมาดูแล้ว
- คุณภาพเสียงไม่ได้แย่ (แต่ก็ไม่ได้ดีเทพ) เดี๋ยวลองเบิร์นแล้วจะรีวิวอีกที
- สามารถใช้งานได้จริงคุยโทรศัพท์กับเพื่อนและใช้เป็นลำโพงได้รู้เรื่องไม่เงิบ

ข้อเสีย

- ใหญ่มาก พกลำบาก พาดคอคือหนักมาก โอ้โห คอเคล็ดด
- แบตหมดไวมาก 5 ชม.ก็ไปละอะ
- แพงนะ แต่อเนกประสงค์มากเลยอะ เอาไงดี ถือว่าสมราคาได้มั๊ย?
- หาซื้อยาก เคลมยาก ถ้าพังนี่อาจจะเงิบได้ไม่รู้ว่าต้องไปส่งซ่อมที่ไหน
รวมๆเราไม่เชียร์ให้ซื้อเลยนะถ้ากำลังทรัพย์ไม่ถึง เพราะราคามันสูง แต่ตัวเราเองลองพิจารณาดูแล้วมันมีความเป็นเอกลักษณ์สูงมาก แบบเดินไปไหนก็ไม่โหล ดูมีเป็นคนมีรสนิยม(แปลกๆ) ขึ้นมาทันที (ฮาาา) และการใช้งานหูฟังไรัสายอันนี้ตอบโจทย์เราที่ใช้ iPhone7+ เล่นเกม PS4Pro (แบบเสียบสายหูฟัง) แค่แรกๆจะต้องใส่แว่นดำไปด้วยไม่งั้นทุกคนรอบตัวจะพยายามสบตาเราเพื่อคุยเรื่องหูฟังค่ะ (ฮาา)
หวังว่าบล็อกนี้จะมีประโยชน์กับคนที่ส่องอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
ใครอยากรู้อะไรเพิ่มเติมตามมาเม้ามอยกันบนโซเชียลได้นะคะ
วันนี้ลาไปก่อน บ๊ายบาย

Disclaimer: This is 100% Consumer Review.