Kaosuaylunla Diary: Beauty Review
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Beauty Review แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Beauty Review แสดงบทความทั้งหมด

อัพเดทสกินแคร์ใหม่ชิ้นล่าสุดแบรนด์ DER MOON


ปกติเราเป็นภูมิแพ้ แผลบนหน้าจะหายช้าทิ้งรอยดำเอาไว้ แถมพออายุมากขึ้นก็เริ่มสังเกตุสีผิวที่มีจุดด่างดำ หน้าตามีความก้ำกึ่งระหว่างแผลสิวกับกระฝ้าจางๆ ด้วยความแพนิก ไม่อยากให้มันชัดขึ้นกว่านี้ เราเลยไปหาสกินแคร์ที่ช่วยเรื่องฝ้ากระมาลองใช้ แต่ก็ยังใจไม่กล้าพอจะใช้ครีมรักษาฝ้าโดยตรงเพราะอ่านๆหาข้อมูลดูบางตัวคือแรงมาก ไม่ใช่แค่ฝ้าหาย แต่หนังหน้าก็หายไปด้วยจ้า กลายเป็นหน้าลอกไปอี๊ก กลัวมากแม่ แต่พอได้ลองใช้ในรูปแบบเซรั่มแล้วชอบมากๆ วันนี้เลยขอมาเล่าผลลัพธ์ให้อ่านกันค่ะ

DER MOON ADVANCED INTENSIVE MELASMA SERUM



เค้าไม่ได้โฆษณาว่าเป็นครีมรักษาฝ้านะ แต่คือสกินแคร์ที่ช่วยแก้ปัญหาฝ้ากระทุกชนิด เป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากประเทศอังกฤษที่จะยับยั้งการเกิดฝ้าใหม่ขึ้นด้วย มีขายอยู่สองขนาด ส่วนตัวมองว่าขวดใหญ่คุ้มกว่าจ้ะพี่จ๋า 30ml ราคา 1,390 บาท ขวดป้อมๆน่ารักจับถนัดมือ ปกติเราใช้ปั๊มเดียวทาได้ทั่วหน้ายันคอ มั่นใจได้ว่าใช้แล้วหน้าไม่ลอก ผิวบอบบางใช้ได้ กลิ่นหอมแนวผลไม้ฟรุ๊ตตี้ๆ ไม่เหมือนน้ำหอมสกินแคร์ เหมือนขนมหวานมากกว่า อันนี้ประทับใจเป็นการส่วนตัว

เนื้อผลิตภัณฑ์ 
สังเกตจากภาพจะเห็นว่ามีความเหลวเกือบๆจะฉ่ำแบบเนื้อน้ำในชีทมาสก์ แต่อันนี้มาในรูปแบบเซรั่มบำรุงผิวเนื้อลื่นๆ เกลี่ยง่ายมาก กดนิดเดียวทาได้ทั่วเลย แถมให้ความชุ่มชื้นทันที 

วิธีใช้
หลังทำความสะอาดผิวหน้าทั้งเช้า-เย็น ลงเซรั่ม DER MOON เป็นขั้นตอนนึงของการบำรุงผิวปกติได้เลย เพื่อให้เห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้นสามารถใช้แต้มตรงบริเวณที่มีปัญหาฝ้ากระหรือจุดด่างดำได้เหมือกัน

ผลลัพธ์หลังทดลองใช้เซรั่มลดเลือนฝ้ากระ DER MOON Advanced Intensive Melasma Serum

(ภาพก่อน-หลัง สังเกตุได้เลยว่าผิวเรียบเนียนขึ้น รอยดูจางลง สีผิวสม่ำเสมอกว่าเดิม)

บริเวณที่เป็นผื่นคันหรือเป็นสิวทาแล้วไม่แสบ ผิวไม่บางลง ไม่ทำให้ผิวลอก รู้สึกได้ว่ารอยฝ้า กระ แลดูจางลงเรื่อยๆ ผิวกระจ่างใสเรียบเนียนขึ้น อันนี้เป็นผลลัพธ์ระยะสั้นๆอาทิตย์เดียว ไว้ถ้ามีโอกาสเก็บผลยาวๆเกิน 14 วันขึ้นไปจะมาอัพเดทกันอีกทีค่ะ

สำหรับใครที่สนใจเราแปะรายละเอียดช่องทางสั่งซื้อไว้ให้ที่นี่
Line : @dermoon

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับผลิตภัณฑ์แบรนด์ “ Der Moon” เดอ มูน


เค้าเป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ โดยผลิตภัณฑ์ได้ผ่านการค้นคว้า และพัฒนาโดยทีมงานที่มีมีความชำนาญในการผลิตเครื่องสำอางโดยเฉพาะ ซึ่งวัตถุดิบที่นำมาใช้ล้วนคัดสรรจากแหล่งชั้นนำทั่วทุกมุมโลกแถมทุกผลิตภัณฑ์ได้รับเลขจดแจ้งเครื่องสำอาง จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในประเทศไทยอย่างถูกต้อง ใครที่เริ่มมีความกังวลเรื่องปัญหาฝ้า กระ หรือจุดด่างดำที่แก้ยากแล้วไม่อยากทำร้ายผิว ก็อยากให้ลองพิจารณาไว้เป็นอีกตัวเลือกนึงนะคะ ใครได้ลองแล้วเป็นยังไงบ้างอย่าลืมแวะมาเล่าสู่กันฟังได้น้า พบกันใหม่ในบทความหน้า บ๊ายบายค่า
วันนี้ขอมาแชร์ประสบการณ์ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตากับช่วงหน้าแก้มที่ Amarante Clinic ซึ่งเป็นการฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรกในชีวิตหลังลืมตาดูโลกมาเกือบสามสิบปี ใช่ค่ะ จริงๆโบก็ยังไม่เคย มาลองฟิลเลอร์ก่อนเพราะน้องที่รู้จักกันแนะนำมาว่าทำแล้วชีวิตดีขึ้นจริงๆนะเจ้ อยากให้มาลอง มาให้หมอเช็คหนังหน้าเฉยๆก็ยังดีเพราะปกติเค้าก็ปรึกษาฟรีไม่ได้คิดเงินกันอยู่แล้ว และที่มารีวิวให้อ่านกันวันนี้เพราะประทับใจในบริการและคำแนะนำของคุณหมอเอามากๆ อยากบอกต่อรัวๆ



บางคนดูรูปอาจจะดูไม่ออกว่าเอ๊ะ โดนอะไรไปบ้าง ยังไงเดี๋ยววันนี้จะมาเล่าให้ฟังกันแบบละเอียดไปเลยค่ะ



data-matched-content-ui-type="image_card_stacked" data-matched-content-rows-num="1" data-matched-content-columns-num="3" data-ad-format="autorelaxed"
คลีนิกเสริมความงามที่เราเลือกเข้าไปใช้บริการในครั้งนี้ก็คือ Amarante Clinic ของคุณหมอต้น ซึ่งคุณหมอไม่ธรรมดานะคะ หมอต้นเนี่ยมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจนถึงขั้นได้เป็นอาจารย์ในการสอนแพทย์ฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ แถมยี่ห้อของฟิลเลอร์กับโบท็อกซ์ที่ทางคลีนิกเลือกใช้ก็เป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ไม่ใช่ยี่ห้อไก่การาคาถูก เพราะของพวกนั้นนอกจากจะไม่ได้มาตรฐานแล้วยังจะส่งผลเสียระยะยาวด้วยนะ ใครที่หน้าพังเพราะไปใช้บริการหมอกระเป๋าหรือเห็นคลีนิกโนเนมมาจัดโปรราคาถูกเรียกลูกค้าเนี่ย บางทีเค้าอาจจะใช้ผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐานหรือกระทั่งเอาของหมดอายุมาฉีดก็อาจจะเป็นไปได้ ใครที่ชอบความสวยในราคาประหยัดต้องระวังกันให้ดีๆเลย ของแบบนี้อาจจะทำให้สวยได้ชั่วครู่แต่ส่งผลเสียในอนาคตต้องมานั่งขูดนั่งแก้กันอีกยาวๆ กลายเป็นว่าเสียน้อยเสียมาก พังมาต้องเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน ความสวยไม่ควรต้องอยู่บนความเสี่ยงนะคะ เลือกคลีนิกดีๆกับคุณหมอที่มีประสบการณ์ยังไงก็สบายใจได้มากกว่าอยู่แล้ว


ข้อมูลของ Amarante Clinic (อามารันเต้ คลีนิก)


ปัจจุบันมี 2 สาขา คือสาขาอารีย์ กับสาขาบางนา
เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 11.00-20.00น. 

สาขาอารีย์ (พหลโยธิน 7 อาคารบ้านยสวดี)
โทร: 080-393-6669

สาขาเซ็นทรัลบางนา (ชั้น 5 ติดร้านโทรศัพท์ OPPO)
โทร: 080-556-5294

แพทย์ที่ให้บริการทุกสาขามีใบประกอบวิชาชีพถูกต้อง และทางคลีนิกได้รับรางวัลมากมายจากหลากหลายสาขา ใครที่กำลังมองหาคลีนิกเสริมความงามดีๆเพื่อเข้าไปใช้บริการอย่าลืมเข้าไปดูสถานที่จริงด้วยนะคะ การนัดคิวประสานงานต่างๆพนักงานของทางคลีนิกมีให้บริการหลากหลายช่องทางไม่ใช่แค่โทรศัพท์ สมมติสายไม่ว่าง LINE ก็สามารถแชทไปนัดคิวเช็คคิวหรือปรึกษาปัญหาต่างๆเกี่ยวกับบริการของทางคลีนิกได้หมด สะดวกมากๆ สาขาที่เราเลือกไปใช้บริการคือสาขาอารีย์ เดินทางบีทีเอสก็สะดวก หรือวันไหนขับรถมาก็มีที่จอดรถให้บริการค่ะ


คำแนะนำที่ควรรู้สำหรับการมาฉีดฟิลเลอร์

- เข้ามาปรึกษากับคุณหมอก่อนเพื่อที่จะได้ระบุว่าควรทำตรงไหนดีบ้าง
(คุณหมอมีประสบการณ์และผ่านมาเยอะ จะประเมินได้ตรงจุด ไม่ต้องเสียเงินเสียเวลาทำไปแก้ไป)
- ไม่ควรต่อขนตา ปัดมาสคาร่า ติดขนตาปลอม เงาขนตาจะกลายเป็นอุปสรรคให้แพทย์โดยไม่จำเป็น
(ปกติจะต้องหน้าสด ทางคลีนิกจะคลีนหน้าก่อนโปะยาชาเสมอ)
- เคสของเราใช้เวลาทั้งหมดประมาณชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง
(ควรเผื่อเวลาไว้ด้วยถ้าต้องทำเยอะ และมาให้ตรงเวลานัดนะคะ จะได้ไม่กระทบเคสอื่นๆ)
- ฉีดฟิลเลอร์แล้วรอแผลปิดประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ล้างหน้าได้ปกติ โดนน้ำได้
- วันรุ่งขึ้นแต่งหน้าได้ โดนแดดได้ ใช้ชีวิตได้ปกติ
- อาการบวมสามารถประคบเย็นช่วยได้ จะหายไปเองในวันสองวัน
- ในสองวันแรกไม่ควรดื่มแอลกอฮอลล์ หรือ ออกกำลังกายหนักๆ
- สองสัปดาห์แรกของการฉีดฟิลเลอร์ให้ "งดนวดหน้า" ทรีตเม้นต์ เลเซอร์ และซาวน่าไปก่อน
- ช่วงสองสัปดาห์แรกงดทานยาหรือวิตามินที่ทำให้เลือดออกง่ายเช่นแอสไพริน วิตามินอี ใบแปะก๊วย โสม



จะมีการแปะยาชาตรงบริเวณที่ต้องฉีดฟิลเลอร์ ช่วยไม่ให้เจ็บ ซึ่งตรงนี้จะบอกว่าการสื่อสารสำคัญมากๆ คือฤทธิ์ยาชามันช่วยให้ไม่เจ็บก็จริง แต่บางจุดเราอาจจะเจ็บ ก็ต้องบอกนะ ว่าหมอคะ ตรงนี้เจ็บ เพื่อที่เค้าจะได้ระวังตรงจุดนั้นมากขึ้น ฟิลเลอร์จริงๆมันก็คือ hyaluronic acid (ซึ่งสารตัวนี้มีอยู่แล้วในผิวของเรา แต่พออายุมากขึ้นสารตัวนี้จะลดลง) ที่เราฉีดเข้าไปใต้ผิวเพื่อเติมส่วนที่มันหายไป หรือส่วนที่เราต้องการเพิ่มให้ดูมีความเต่งตึงมากยิ่งขึ้น ไม่เหมือนกับการฉีดโบท็อกซ์ที่ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว (ไม่หดตัวเป็นริ้วรอยชั่วขณะที่ออกฤทธิ์ราวๆ 4-6 เดือน) แต่ฟิลเลอร์จะเป็นการเติมผิวให้ฟูขึ้น อยู่ได้นาน 1-2 ปี และสารนี้สามารถสลายไปได้เองตามธรรมชาติถ้าใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เคสที่ฉีดแล้วพังต้องมาขูดออกมักจะเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพหรือหมดอายุแล้ว ทางคลีนิกนี้มีให้เราตรวจสอบได้นะว่าผลิตภัณฑ์มาจากล๊อตไหนใกล้หมดอายุรึยัง เพื่อความสบายใจของทางลูกค้าที่มาใช้บริการด้วยค่ะ

เคสของเราใช้ฟิลเลอร์ทั้งหมด 2cc เป็นของแบรนด์ Juvederm มีรุ่น Volite กับ Volift อย่างละซีซีเพื่อช่วยแก้ปัญหาใต้ตาคล้ำ ดูลึก โหลเหมือนคนอดนอน มีความห้อยหย่อนคล้อยทำให้หน้ามีอายุและดูเหนื่อย 

ความรู้สึกของการฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรก

วินาทีที่เข็มจิ้มหน้าคือ งง เพราะมันไม่เจ็บ แต่มันรู้จึกแบบ กึ้ดๆ เหมือนมีคนเอาอะไรมาเจาะหน้า แต่เราไม่รู้สึกอะไร ซึ่งขอมอบความดีความชอบให้ยาชา ซึ่งนอกจากยาชาที่โปะมาเห็นว่าในแต่ละเข็มเค้าก็มียาชาผสมอยู่ด้วย ดับเบิ้ลชากันไปเลยจ้า 


หน้าตาคือกลัวเข็มน่ะแหละ แต่เพื่อความสวยหนูทนได้ มันจะมีเจ็บบ้างบางจุดที่ยาชาโปะไปไม่ถึง (แถวๆข้างขมับหรือใกล้ๆใต้ตา) คุณหมอก็จะพยายามเบามือตรงจุดนั้นเป็นพิเศษ ซึ่งฟิลเลอร์มันไม่ใช่ฉีดแล้วจบนะจ๊ะ มันต้องมีการปั้นกันด้วย เพื่อให้ผิวหน้าเรียบเนียนเท่าๆกัน คุณหมอแต่ละท่านก็จะมีความชำนาญกันคนละทาง ซึ่งเราโชคดีมากๆที่ได้คิวหมอต้นมาปั้นฟิลเลอร์ให้ แม้จะมีขนตาเป็นกันสาดของเรามาบังแต่หมอก็ยังสามารถปั้นออกมาจนรอด


ทำไปก็จะให้ลองยิ้มไปเพื่อดูว่ามันออกมาโอเครึยัง ตอนนี้รอยยิ้มก็จะดูตึงๆหน่อย ไม่ใช่ตึงเพราะฟิลเลอร์นะ เพราะยาชามันดีมาก คือหน้าชาไปเลย ไม่แน่ใจว่ายิ้มรึยัง มันชาไปหมดเลยอ้ะ 555555



ภาพรีวิวนี้ถ่ายจากกล้องเราเอง ถึงแสงต่างกันเพราะอยู่คนละสภาพแวดล้อม แต่จะเห็นได้ชัดเลยว่าช่วงใต้ตาเราคล้ำมาก แล้วพอมาดูจริงๆคือมันมีความห้อยลงมาเล็กน้อย เป็นร่องพาดจาดใต้ตาเฉียงลงมาตรงแก้มด้วย เลยทำให้หน้าดูเหนื่อยดูโทรม หลังจากฉีดฟิลเลอร์หน้าก็ดูฟูขึ้นมาทันที แบบเข้าใจไอ้คำว่า "สวยได้เลยชาตินี้ ไม่ต้องรอชาติหน้า" มันเป็นยังไง คือนี่แค่ฟิลเลอร์นะ ยังไม่ได้ทำอย่างอื่นยังช่วยได้ขนาดนี้เลย

เอาจริงๆตอนมาปรึกษาคุณหมอต้นเราประทับใจมากๆตรงที่คุณหมอไม่ได้ยัดเยียดอะไรให้เราเลย คือเราถามไปเยอะมากว่าแบบ ร่องหน้าผาก ร่องแก้ม จมูก ฯลฯ ฉีดได้มั๊ย ทำได้มั๊ย ปั้นให้เราได้รึเปล่า คือหมอบอกว่าจริงๆเราแทบไม่ต้องทำอะไรเลย จะทำก็ได้แต่มันจะดูเยอะเกินไป ทำเฉพาะปัญหาที่จำเป็นจริงๆ บางอย่างปล่อยเอาไว้บ้างก็ได้คือทำให้เรารู้สึกดีไม่เหมือนเวลาเจอพนักงานหน้าคลีนิกที่ชอบยัดเยียดละบอกเราว่าต้องทำนู่น ทำนั่น ทำนี่ "ถึงจะสวย" แต่กับคุณหมอคือทำยังไงก็ได้ให้ "สวยแบบเป็นธรรมชาติ" มากที่สุด คือคุณหมอเน้นแนะนำให้ดูเป็นธรรมชาติยังไงก็ดีกว่าหน้าเป๊ะแบบแข็งๆ ซึ่งอันนี้เราเห็นด้วยแบบสุดๆ

การดูแลหลังฉีดฟิลเลอร์เสร็จก็จะมีการให้ยากลับบ้านไปทานเพื่อลดการปวดกับฆ่าเชื้อ ในถุงที่ทางพนักงานคลีนิกจัดมามีไอซ์แพคไว้ประคบเย็นด้วย คือเอากลับบ้านไปแช่ฟรีซแล้วใช้ต่อได้เลยจนกว่าจะหายปวด แอดมินมีการส่งลิงค์ให้ความรู้ต่างๆมาเพิ่มเติมในไลน์แล้วก็มีการนัดมาเช็คผลงานอีกครั้งเพื่อดูความเรียบร้อยก็ถือว่าการฉีดฟิลเลอร์ครั้งนี้จบลงด้วยดีมีแต่ความประทับใจค่ะ 

สำหรับราคายังไงลองเช็คที่แต่ละสาขาอีกทีนะคะ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในภายภาคหน้า แต่การเข้ารับขอคำปรึกษาสามารถทำนัดได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆค่ะ

(ภาพโปรโมชั่นฟิลเลอร์จากเว็บไซต์ Amarante Clinic ซึ่งราคาและโปรโมชั่นอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปจากนี้ได้)

ใครที่อยากมาใช้บริการอย่าลืมจองคิวเข้าไปก่อนนะคะ เคสไหนที่ดูแล้วจะเป็นประโยชน์กับลูกค้าท่านอื่นๆทาง Amarante Clinic จะมีการขออนุญาติถ่ายทำรีวิวของทางคลีนิกเองเป็นปกติ คืออุปกรณ์ครบมากๆ มีไฟ มีช่างกล้อง มีทุกอย่างพร้อม เรียกได้ว่าผลงานของคลีนิกนี้ของจริงทั้งหมดไม่ได้แต่งรูปหรือสร้างสถานการณ์ใดๆ ทุกเคสคือเกิดขึ้นจริงเรียลๆ หลังจากฟิลเลอร์ไปแล้วเราพบว่าการแต่งหน้าดูเนียนขึ้น หน้าเด็กลงจริงๆ 

หวังว่าประสบการณ์ฉีดฟิลเลอร์ที่มาเล่าให้ฟังครั้งนี้จะมีประโยชน์กับทุกคนบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ ใครมีอะไรเพิ่มเติมแวะมาคอมเม้นพูดคุยกันได้เลย แล้วไว้พบกันใหม่ในรีวิวหน้า วันนี้บ๊ายบายค่า

Disclaimer: I did not pay or get paid to create this content.
All experiences and review is 100% from me.
สกินแคร์น้องใหม่ ฮันนา - HAN:AH เปิดตัวด้วยผลิตภัณฑ์ First Care Serum ใช้เป็นขั้นตอนแรกหลังทำความสะอาดผิวเพื่อให้ผลิตภัณฑ์อื่นๆมีประสิทธิภาพในการบำรุงซึมลึกลงสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น ภาพลักษณ์แบรนด์ดูดีมีความน่าเชื่อถือ ลองแล้วรู้เลยว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ตั้งใจทำจริงๆ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้นมาเพื่อส่งต่อผลลัพธ์ดีๆให้กับผู้บริโภค



พูดถึงสกินแคร์พรีเมียมเกาหลีเค้าเตอร์แบรนด์ต่างๆ สิ่งนึงที่เห็นตรงกันคือ ราคาจะค่อนข้างสูง คือหลักพันไปจนถึงหลักหมื่น แถมการจะใช้ครบทั้งไลน์การบำรุงแต่ละทีอาจจะต้องหมดหลายหมื่น (บางคนหมดเป็นแสน ...แสนสาหัส) แน่นอนว่าผิวหน้าที่ดีมันคือการลงทุนที่หลายๆคนยอมจ่าย แต่ก็มีอีกหลายคนที่จ่ายหมดไม่ไหว ต้อง "เลือก" เพื่อให้ได้ความคุ้มค่าสูงสุด หลังจากได้ทดลองสกินแคร์ตัวนี้มาสักระยะ วันนี้เราเลยอยากจะมารีวิวสกินแคร์ที่คุ้มค่ากับการลงทุนอีกตัวนึงให้อ่าน ไว้เก็บเป็นข้อมูลไปพิจารณากันดูนะคะ

รีวิวฮันนา HAN:AH First Care Serum 




ปริมาณสุทธิ 80ml
ผลิตที่เกาหลี Made in Korea (ผลิตโดย NowCos ซึ่งเป็นโรงงานเดียวกับ History of Whoo และแบรนด์ดังอีกมากมาย)
ราคาปกติ 2190 บาท พิเศษช่วงโปรโมชั่นเปิดตัวเหลือเพียงราคาขวดละ 1290 บาท
ผิวบอบบางแพ้ง่ายหรือตั้งครรภ์อยู่ก็ใช้ได้ ไม่มีพาราเบน สเตียรอยด์ สารอันตรายต้องห้ามต่างๆ

แพคเกจเป็นขวดหัวปั๊ม ไม่ใช่ขวดพลาสติก มีน้ำหนัก และไม่ควรทำตก หรือเอาไปฟาดหัวใคร คือเรายังไม่ได้ลองทำตกเอง แต่อย่าลองเลย เดี๋ยวแตก ลักษณะก้นขวดเป็นวงรีที่ทางแบรนด์สั่งผลิตพิเศษเพื่อให้สามารถเก็บเนื้อเซรั่มได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด


ฮันนา สกินแคร์เป็นเฟิร์สเซรั่มไทยร่วมทุนกับชาวเกาหลีผู้คิดสูตรให้แบรนด์ดังมากมาย มาร่วมกันคิดค้นสูตรนี้ขึ้นมาให้ชาวไทยได้ใช้กันในราคาคุ้มค่ากับปริมาณที่เยอะจุใจ ปกติเซรั่มและครีมตามท้องตลาดปริมาณจะอยู่ที่ 30-50ml แต่เซรั่มขวดนี้มีปริมาณมากถึง 80ml ใช้งานเพียงครั้งละ 1-2 ปั๊ม เท่ากับว่าขวดนึงใช้งานได้ยาวๆ เกิน 1-2 เดือนแน่นอน ได้รับเลขที่ใบจดแจ้งเพื่อจัดจำหน่ายในไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 


ส่วนผสมที่น่าสนใจคือ กว่า 70% ของขวด ประกอบไปด้วยน้ำสมุนไพรเข้มข้น แมคมุนดง (Ophiopogon Japonica Root Extract) ที่ช่วยแก้ปัญหาผิวเสียสมดุล ผิวไม่แข็งแรง สูญเสียปราการตามธรรมชาติของผิว ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิว กระตุ้นให้กลับมาฟื้นฟูซ่อมแซมตนเองอีกครั้ง ให้ผลลัพธ์ผิวอ่อนเยาว์กว่าวัยในระยะยาว เซรั่มเฟิร์สแคร์จากแบรนด์ฮันนาใช้ส่วนผสมจากโสมถึง3ชนิด ผ่านกรรมวิธีการหมักบ่มพิถีพิถันถึง 24 เดือน ตามตำราแพทย์แผนตะวันออก "ดงอึยโบกัม" อันโด่งดังตั้งแต่สมัยคุณหมอฮอจุนในแดจังกึม ด้วยส่วนผสมสมุนไพร "ชองจีจองวอลดัน" สมุนไพรล้ำค่าของเกาหลี 12 ชนิด

วิธีใช้งานฮันนา สกินแคร์ First Care Serum:


ลงฮันนาเป็นขั้นตอนแรกของการบำรุงหลังทำความสะอาดผิวหน้า
คือก่อนลงอิมัลชั่น ครีมเซรั่มต่างๆ จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์อื่นๆทำงานลงสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น หรือใช้ทาจุดที่เกิดการแพ้อักเสบ ไม่ว่าจะผิวหน้าหรือผิวกายก็ช่วยบรรเทาอาการได้เช่นเดียวกัน


เนื้อสกินแคร์:

Texture ของสกินแคร์ฮันนาเฟิร์สเซรั่มไม่เหนียวเลย มีความเหลวคล้ายน้ำแต่เข้มข้นกว่า และมีกลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ ไม่ฉุน ซึมไว ไม่ทิ้งความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะเอาไว้บนผิวแต่ยังคงให้ความชุ่มชื้น

( HAN:AH First Care Serum Texture)

ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้สกินแคร์:

ทางแบรนด์ให้ข้อมูลว่า สามารถช่วยฟื้นฟูผิวแพ้ง่าย บรรเทาอาการผดผื่น สิวผด สิวอักเสบ ช่วยให้ผิวแข็งแรงกระจ่างใสขึ้น สีผิวไม่ดรอปหลังทาสกินแคร์สามารถแต่งหน้าต่อได้ไม่เป็นคราบ ไม่ทำให้หน้าหมองคล้ำ ช่วยผลัดเซลล์ผิวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ บอบบางอ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง


หลังทดลองใช้เองไปประมาณ 2 สัปดาห์ เทียบกับสภาพผิวเมื่อเดือนก่อน เห็นชัดว่าจุดรอยด่างดำจางลง สีผิวสม่ำเสมอขึ้น ริ้วรอยช้ำใต้ตาดีขึ้นแบบเห็นได้ชัด ความมันลดลง สภาพผิวเราคือเป็นภูมิแพ้ผิวหนังรอบดวงตา ริมฝีปาก และคอ จะระคายเคืองง่ายเป็นพิเศษ สกินแคร์ตัวนี้ไม่ได้ทำให้ผิวเราแพ้ แต่การแพ้สกินแคร์เป็นเรื่องส่วนบุคคล เพื่อนๆควรทดสอบการแพ้ด้วยตัวเองโดยป้ายที่หลังใบหูหรือท่อนแขนดูอาการให้ครบ 24 ชม ก่อนทดลองใช้งานลงบนผิวหน้านะคะ




โพสต์ที่แชร์โดย Kaosuaylunla Diary (@kaosuaylunla) เมื่อ

แน่นอนว่าเราไม่ได้ใช้สกินแคร์ตัวนี้ตัวเดียว การดูแลผิวของเราช่วงนี้ใช้สกินแคร์เกาหลีล้วนๆตามที่เคยโพสอัพเดทไปในไอจี เนื่องจากช่วงนี้เข้าหน้าร้อน การทาครีมหนักๆมันทำให้รู้สึกเหนียวหน้า เราเลยเลือกใช้สกินแคร์เนื้อน้ำเป็นหลัก ส่วนครีมใช้เป็นเซรั่มเนื้อเข้มข้นทดทนก็เพียงพอแล้วสำหรับสภาพผิวของเรา 

ขณะนี้สามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ตามร้านออนไลน์ดังๆ หรือเพจหลัก HnnahOfficial หาข้อมูลประกอบการตัดสินใจเพิ่มเติมโดยการเสิช HAN:AH First Care Serum ได้เลยจ้า

หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังหาข้อมูลรีวิวผลิตภัณฑอยู่บ้างไม่มากก็น้อยนะคะ แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้า บ๊ายบายค่า
ปี 2018 นี้แทบไม่ได้ทำวิดีโอฮาวทูเลย ขอปล่อยสักตัวเป็นลุคเมคอัพที่แต่งบ่อยๆ เพราะชอบโทนสีแดงเบอร์กันดี้ แต่งแล้วรอด ไปได้ทุกงาน ใช้เวลาไม่นานด้วย ใครอยากลองทำตามแวะมาส่องวิดีโอฮาวทูกันดูได้เลยน้า
data-matched-content-ui-type="image_card_stacked" data-matched-content-rows-num="1" data-matched-content-columns-num="3" data-ad-format="autorelaxed"

จริงๆแล้วเมคอัพเป็นเพียงส่วนนึงของ Total Look ในแต่ละวัน จะแต่งโทนไหนต้องดูชุดที่จะใส่ด้วย อย่างวันนี้แต่งชุดโทนดำแดง เป็นสีแดงเบอร์กันดี้ (Burgundy Red) จะออกแดงไวน์ก่ำๆนิดนึง ไม่ใช่แดงสดจิงเกอเบลอะไรขนาดนั้น มาดูชุดกันก่อนดีกว่า ว่าตรงไหนที่ถูกใจผู้อ่าน เผื่ออยากจะแต่งตามบ้างก็ตามไปสอยไอเท็มต่างๆตามที่ชี้เป้ากันได้เลย


  1. หมวกเบเร่ต์ (Beret Hat) : เป็นทรงที่ใส่แล้วจะดูชิค ดูอาร์ต ดูคุณหนู ได้หมดแค่เปลี่ยนสีให้เข้ากับลุคนั้นๆ พิกัดร้านหมวกเบเรต์สวยๆแนะนำไอจี A-List Nista หรือแฟนเพจ Faux Fur BKK มีหลายสีหลายแบบ ลองเข้าไปเลือกส่องกันได้ตามสะดวกเลย ราคาอยู่ที่ 220-350 บาท ต่อใบจ้า
  2. สร้อยคอ Choker : อันที่ใสอยู่เป็นของ Stylenanda แต่ถ้าอยากหาถูกๆราคาดีๆ ลองเสิชด้วยคีย์เวิร์ด "โช้คเกอร์กำมะหยี่" ตาม Lazada, Shopee เลือกดูกันได้ค่ะ ราคามีตั้งแต่หลักสิบถึงหลักร้อยเลย
  3. ต่างหู : อันที่ใส่อยู่เป็นรูปเชอร์รี่ ได้มาจากร้าน Good Vibes Only สาขาสยาม SQ1 ราคาร้อยกว่าบาท
  4. เสื้อคลุมกิโมโนสีดำลายเชอร์รี่ : ที่ใส่อยู่มาจากร้าน BGWStudioWear ราคา 4-5 ร้อยไม่เกินนี้
  5. รองเท้าสีแดงสด : ไม่ได้อยู่ในรูป แต่ถ้าใส่ลุคนี้ก็จะชอบรองเท้า Coat Over คอลเลกชั่นคริสต์มาส เซลมาเหลือ 840 บาท เบา ใส่ทนดีมาก และสีสดมาก เข้ากับเทศกาลสุดๆ


วิดีโอสอนแต่งหน้าสไตล์เกาหลีง่ายๆ Step by Step




ดูจากคลิปอาจจะทำตามกันไม่ทัน เราเลยเอาลิสต์ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ใช้มาแปะไว้ให้ตรงนี้พร้อมคำอธิบายนิดๆหน่อยๆ หวังว่าจะมีประโยชน์กับคนที่กำลังอยากลองแต่งหน้าโทนนี้อยู่บ้างไม่มากก็น้อยนะคะ 

1. SULWHASOO Essential Balancing Water EX
ก่อนแต่งหน้าใช้น้ำตบเป็นการเตรียมผิวให้มีความชื้นนิดๆ บางคนอาจจะเาไปผสมน้ำแร่แล้พรมฉีดทั่วหน้าก่อนแต่งหน้าแบบนั้นก็ได้เหมือนกัน ผิวจะได้มีความชุ่มชื้น รองพื้นติดดี ไม่เป็นคราบ ไม่ตกร่อง
2. NARS Radiant Creamy Concealer | Medium1.5 "MACADAMIA"
ใช้คอนซีลเลอร์แบบลิขวิด (แบบเนื้อเหลว) เพื่อกลบพวกสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะรอยสิว รอยคล้ำรอบดวงตา จุดด่างดำต่างๆ แล้วเบลนด์ให้เข้ากับผิว
3. GIORGIO ARMANI Luminous Silk Foundation | 4.25
รองพื้นผิวสวยตอนนี้ยกให้ Armani Beauty เพราะรุ่นนี้คือให้ผิวที่ดูฉ่ำ ไม่เป็นคราบ ไม่หนาแบบคุชชั่น แล้วก็ไม่ได้บางจนเกินไปยังคงสามารถปรับสีผิวและให้การปกปิดกลางๆได้ดีอยู่ มีความทนมากๆด้วย อยู่ได้ทั้งวันไม่เยิ้มไม่เมือก แต่ผิวจะยิ่งดูโกลว์สวย ตอนนี้ยกให้เป็นรองพื้นลูกรักแทนลอร่าไปเลยค่ะ
4. PASSION VILLE Cream Blush On The Road | 08Uluru (Rock) Road
ครีมบลัชยกให้ Passion Ville มาวิน ตลับนึงใช้ได้ยาวนานมากๆ พิกเม้นสีสวย ใครก็มาแทนไม่ได้ เนื้อลื่น ใช้ง่าย สีนี้คือแดงแบบผิวบ่มแดดไม่ดูหลอกตา ทาเบาทาหนาก็สวยหมด ราคาไม่แรงด้วย
5. KYLIE Burgundy Palette | Burgundy, Dubai
เป็นพาเลทคู่ใจที่ใช้มาหลายปีละก็ยังจะใช้ต่อไปถ้ามันยังไม่หมดอายุ (ฮาา) สีแดงเค้ามาวินจริงๆ เป็นแดงเบอร์ดันดี้ที่บิ้วพิกเม้นได้ดี สีแน่น ไม่หลุดไม่ทรยศกันระหว่างวัน เบลนด์ง่าย ใช้ง่าย แม้จะซื้อยากไปหน่อยก็ตาม
ที่เขียนคิ้วของพี่สายป่าน ได้มาลองใช้เซอร์ไพร์สกับความเนื้อนุ่มมากๆ เขียนง่าย พิกเม้นต์แน่น แถมติดทน ไม่ลบเลือนระหว่างวัน กันน้ำกันเหงื่อได้ดีเลย
7.WYNN ME Cosmic EyeLiner | Black
ตอนนี้เป็นอายไลน์เนอร์แบรนด์ที่ใช้ประจำ คือเขียนง่าย ใช้ได้นาน ติดทนดี 
8. Ver.88 Glam Rock Non stop Long & Curl Waterproof Mascara | Black
ก่อนติดขนตาปลอมก็ต้องปัดมาสคาร่านิดนึงให้พอเป็นพิธี 
9. NESSYCHOICE Horse Hair False Eyelashes | M07
ขนตาปลอมคุณภาพดีต้องยกให้แบรนด์นี้เลย
10. D.UP Eyelahes Fixer EX
กาวติดขนตาที่ขึ้นหิ้งของดีไม่มีอะไรมาแทนที่ได้

11. LANCOME Matte Shake | 379 Yummy Pink
ลิปสีชมปูแปร๋นได้ใจ ถ้าทาเต็มๆจะออกมาเป็นนิกกี้มินาจ แต่ถ้าลงเบาๆจะได้ลุคใสๆสไตล์เกาหลีอยู่

หวังว่าบล็อกเมคอัพส่งท้ายปี 2018 นี้จะมีข้อมูลเป็นประโยชน์กับผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ แวะมาคอมเม้นหรือติดตามกันในช่องทางอื่นๆได้เลย แล้วพบกันใหม่ปีหน้า บ๊ายบายค่า

Disclaimer: The Video in this entry Made to enter #ellexsulwhasoo #sulwhasoobloggerchallenge other than that no sponsored content, all detail description base from myself 100%
เปลี่ยนลุคแล้วจ้าาา ลาก่อนแม่หัวเขียว ปีหน้าฟ้าใหม่จะขอเป็นมนุษย์ปกติธรรมดาดูบ้าง ปกติช่วงสิ้นปีหาคิวร้านทำผมยากเว่อ แถมราคาก็ไม่เป็นมิตรกับกระเป๋าเราสักเท่าไหร่เลย ยิ่งถ้าอยากทำแบบฟูลคอร์สครบทุกอย่างตั้งแต่ ตัด ทำสี ดัด ทรีตเม้นต์ ใครๆก็คิดว่าต้องแพงหูฉี่แน่ๆ อะอย่างน้อยก็ต้องกำตังไปครึ่งหมื่นถ้าอยากได้ร้านซาลอนทำผมดีๆ (เผลอๆทะลุหมื่นบาทไปเลยจ้าาา) วันนี้ขุ่นแม่ขอมาชี้เป้าโปรเด็ดจากร้าน Spa & Hair LiLAC by 106hair ทำผมครบทุกอย่างได้ในราคา 3,525 บาท!!!! หน้าร้านไม่มีขายนะราคานี้ ต้องซื้อที่ Gowabi เท่านั้นจ้า


ร้าน Spa & Hair LiLAC by 106hair 

ที่ตั้งร้านอยู่ทองหล่อ ซอย 5 บริเวณอาคารรัชมอร์ (Rushmore Soi Thonglor 5)
เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00น - 19.30น. ยกเว้นวันพุธ 
เราประทับใจร้านนี้กับการใช้ของนำเข้าเกรดพรีเมี่ยมจากญี่ปุ่นมาใช้ในร้าน เคยมาทำสีผมกับเค้าไปแล้วเมื่อครึ่งปีที่แล้วนู้น ทางร้านมีบริการเฮดสปาที่มีการรับรองจากสมาคม jHSA ญี่ปุ่น แถมเวลาไปสระผมที่ร้านจะใช้น้ำโซดาที่มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณหนังศรีษะทำให้รู้สึกผ่อนคลายสบายหัวหลังมาใช้บริการที่ซาลอนนี้ แนะนำเพื่อนๆให้ไปโดนตามกันหลายคน ทุกคนคอนเฟิร์มว่าคุ้มค่าคุ้มราคามากๆ
แถมตอนนี้มีโปโมชั่นลด 50% เมื่อซื้อผ่าน Gowabi ยิ่งคุ้มกันไปใหญ่ ใครที่กำลังวางแผน Makeover เปลี่ยนทรงผมต้อนรับปีใหม่ห้ามพลาดเลยนะ มีทุกบริการให้เลือกใช้ในราคาเบาๆขั้นตอนการจองและซื้อคูปองโปรโมชั่นส่วนลดต้องทำยังไงบ้าง ตามมาอ่านกันต่อได้เลย เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

วิธีซื้อคูปองส่วนลดจาก Gowabi



1. เข้าไปที่ www.gowabi.com กดเลือกค้นหาร้าน แล้วใส่ชื่อ "Lilac by 106 Hair" ลงไป

2. กดตรง "แสดงบริการมากขึ้น" เพื่อดูคูปองส่วนลดทั้งหมดที่วางขายอยู่ในตอนนี้

3. เลือก "ซื้อ" บริการที่อยากได้ โดยราคาเริ่มต้นเบาๆที่ 625 บาท ได้เป็นบริการตัด ทำทรีตเม้นต์ และสระผมด้วยน้ำโซดา ส่วนเราขอจัดชุดใหญ่ไฟกระพริบ ตัด+ทำสี+ดัด+ทรีตเม้นต์+OLAPLEX+สระผมด้วยน้ำโซดา จากราคาปกติ 7,050 บาท ซื้อคูปองกับทาง Gowabi จะเหลือแค่ 3,525 บาทเท่านั้น!!

4. ใส่รายละเอียดข้อมูลส่วนตัวให้เรียบร้อย แล้วเลือกชำระเงินออนไลน์ได้เลยไม่มีชาร์จเพิ่ม ระบบจะแจ้งว่าได้รับบุ๊คกิ้งเรียบร้อยแล้ว โดยวันเวลาใช้บริการทางเราจะต้องโทรไปนัดกับทางร้านเองนะคะ

*หมายเหตุ คูปองส่วนลดนี้สามารถนำมาใช้ได้เฉพาะวันธรรมดา ไม่สามารถใช้ในวันเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์



5. โดยเวลาใช้บริการให้แจ้ง "ชื่อจริง" ตามที่ลงทะเบียนไว้กับทางร้าน แล้วจะสามารถจองใช้บริการผ่านทางโทรศัพท์ได้เลยค่ะ (ซื้อคูปองแล้วต้องโทรจองล่วงหน้าก่อนมาใช้บริการด้วยนะ)

สามารถติดต่อร้านได้ที่เบอร์ 02-042-8385 แจ้งพนักงานได้เลยว่าซื้อคูปองมาจากทาง Gowabi แล้วต้องการนัดวันเข้ารับบริการ



ไปถึงร้านแล้วพนักงานจะขอเลขบุคกิ้ง กับเลขรหัสลับ พอเราใช้บริการเสร็จแล้ว ทาง Gowabi จะมีเครดิตเงินคืนไว้ให้ใช้จองบริการครั้งต่อไปด้วยนะ เราได้มา 176 บาท ส่วนใครอยากได้ส่วนลดเพิ่มอีก 100 บาทในการจอง Gowabi ครั้งแรกใส่โค้ดของเราไปได้เลย ลดได้ 100 บาททุกรายการ!


zuaxbpnf-5814716


รีวิวร้าน Spa & Hair LiLAC by 106hair  


ระหว่างทำผมที่ร้านจะมีน้ำเย็นๆกับลูกอมให้ทานเพลินๆ เติมเรื่อยๆไม่อั้นด้วยนะ ช่วงที่เราไปใช้บริการเค้ามีโปรตัดผมราคาเดียว 500 บาท เลยได้พาสามีไปใช้บริการด้วย ทำผมกับพี่ก้อย งานละเอียดมากๆ ก่อนทำเค้าจะมี Look มาให้เลือก (ควรไปก่อนเวลานัด 10-15 นาทีนะคะ) ซึ่งแบบผมที่มีจะเป็นลุคแบบญี่ปุ่นทั้งหมด เราเลือกผมบ๊อบดัดโวลลุ่มมีหน้าม้านิดนึง กะว่าจะกระชากวัยเต็มที่


แล้วก็มี Chart สีผมมาให้เลือก 


เลือกเป็นสีน้ำตาลสว่างๆ แบบไม่กัดหรือฟอกสีผม

ใช้เวลาไปทั้งหมดประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ถือว่าปกติ(ค่อนข้างไว)สำหรับการดัดแบบธรรมดาแถมทำสีด้วย ใครจะดัดดิจิตอลต้องเตรียมใจมาเช้าๆแล้วกลับออกไปตอนค่ำๆกันเลยนะคะ หาของกินไปรองท้องด้วยนะเออ หิวแน่นอน (ฮาา)

ผลลัพธ์รอบนี้ถือว่าตอบโจทย์กระชากวัยสมใจอยาก คาดว่าอีกครึ่งปีได้วนกลับไปทำที่ร้านนี้อีกแน่นอน ชีวิตแม่บ้านที่หาเวลาปลีกตัวยาก ร้านนี้รับทำผมให้คุณผู้ชายด้วยนะคะ แถมฝั่งตรงข้ามร้านมี Teddy Castle เผื่อบ้านไหนมีลูกเล็กเด็กน้อยให้พี่เลี้ยงพาไปเล่นกับหมีๆรอคุณแม่ทำสวยก็ยังได้ ที่จอดรถหน้าร้านทำผมก็มีให้บริการพร้อม สะดวกมากๆเลย

ใครต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถทักไปทางเพจ
https://www.facebook.com/LilacHokkaido.by106/
หรือติดต่อเบอร์ 02 042 8385


ช่วงปีใหม่ทางร้านหยุดน้า ส่วนลูกค้าเก่าเค้ามีโปรสระผมด้วยน้ำโซดาให้ฟรีแค่แวะไปรีวิวในกูเกิ้ล แล้วมาแจ้งกับทางร้าน ยังไงเปิดปีใหม่มาแล้วขอให้ทุกคนได้ผมสวยปังๆต้อนรับปี 2019 กันถ้วนหน้าเลยนะคะ แวะมาอวดกันได้นะ วันนี้ข้าวสวยลาไปก่อน บ๊ายบายค่า ^^

Disclaimer: This is paid sponsored post but all experience and content here is 100% my own.


data-matched-content-ui-type="image_card_stacked" data-matched-content-rows-num="1" data-matched-content-columns-num="3" data-ad-format="autorelaxed"
ล้างหน้าแล้วนอนเลยได้มั๊ย? ล้างหน้าเสร็จแล้วแต่งหน้าเลยได้รึเปล่า?
หลายคนเจอความยุ่งยากกับการมีสกินแคร์หลายขั้นตอนกว่าจะได้นอนหรือกว่าจะได้ออกจากบ้านก็โบกหลายชั้น ใช้เวลานานจนบางทีก็ท้อใจ วันนี้ได้ลองผลิตภัณฑ์ใหม่จากแบรนด์ Claire เป็นสกินแคร์ที่มีครบทั้งไลน์ปกติแหละ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้า บำรุงผิว กันแดด ฯลฯ แต่วันนี้ที่ได้มาลองเป็นผลิตภัณฑ์โฟมล้างหน้า ซึ่งพอซื้อมาแล้วเนี่ย เค้าจะแถมสำลีบำรุงผิวหน้ามาให้ด้วย คือมีคอนเซปท์เก๋ๆ แค่ล้างแล้วเช็ด ใน 7 วันรอเห็นผลลัพธ์ผิวสวยไกลสิวกันได้เลย นี่ยังลองไม่ครบ 7 วันแต่ตื่นเต้นอยากมาเล่าให้ฟังกันก่อน อะถือว่าบล็อกนี้เป็น First Impression แนะนำของดีให้อ่านกัน ผลลัพธ์ไว้มาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมกันหลังใช้ครบตามแบรนด์แนะนำนะจ๊ะ

รีวิว Claire Skin Energy Micro-Mousse
โฟมล้างหน้าเนื้อมูสเนื้อนุ่มเนียนละเอียด


data-matched-content-ui-type="image_card_stacked" data-matched-content-rows-num="1" data-matched-content-columns-num="3" data-ad-format="autorelaxed"
ผลิตภัณฑ์โฟมล้างหน้าเนื้อมูสเนื้อนุ่มเนียนละเอียดเป็นพิเศษจากการผสมผสานระหว่างสารทําความสะอาดที่มาจากธรรมชาติ และ SKIN ENERGY ช่วยปลอบประโลมผิวจากความเหนื่อยล้า คืนผิวสดใส ให้ผิวดูสุขภาพดี มี PREBIOTIC น้ำตาลโมเลกุลเฉพาะ ที่สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย P.acnes ตัวการที่ทําให้เกิดสิวได้และช่วยให้ผิวสร้างสมดุลของแบคทีเรียให้เหมาะสม พร้อมวิตามินซีอีก 3 ชนิด (TRIPLE C) ที่ถูกคัดสรรมาให้มีความสามารถโดดเด่นในเรื่องการช่วยขจัดสิ่งสกปรกบนใบหน้าอย่างอ่อนโยน พร้อมผลัดเซลล์ผิวที่เกิดใหม่ให้เนียนนุ่มด้วย Caviar Lime เผยผิวใสสะอาดกระจ่างใส ผิวดูเนียน นุ่ม และโทนผิวดูมีความสม่ำเสมอขึ้น สามารถล้างสิ่งสกปรกและสาเหตุของการเกิดสิวที่เราไม่อาจเลี่ยงได้


  • เหมาะสําหรับทุกสภาพผิว
  • ปราศจาก Sulfate SLS/SLES, Paraben, Formaldehyde, Alcohol และสีสังเคราะห์


วิธีใช้ : กดหัวปั๊มให้เกิดโฟมมูส นวดเบาๆ ให้ทั่วผิวหน้าที่เปียก ล้างออกด้วยน้ำสะอาด

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้าของ Claire ชิ้นนี้เค้าวางตัวเป็น Soft Cloud Cleansing ซึ่งแปลเป็นไทยก็คือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่นุ่มดุจปุยเมฆ ใช้ครั้งนึงใช้แค่ 1-2 ปั๊มเท่านั้น ใครชอบฟองฟูๆจะปั๊มเยอะๆก็ไม่ติด แต่มันจะหมดไว (ฮาา) ปริมาณสำหรับเรา 2 ปั๊มกำลังดี เนื้อมูสนุ่มๆพอลงผิวหน้าจะมีความแน่นและช่วยป้องกันไม่ให้นิ้วมือเราเสียดสีกับผิวโดยตรง มีชั้นโฟมมูสนุ่มๆกั้นอยู่ ตรงนี้จะช่วยลดการเสียดสีทำให้ลดการเกิดริ้วรอยแก่ก่อนวัยไปได้ส่วนนึงจากการใช้ผลิตภัณฑ์ ที่สำคัญคือรู้สึกได้ตั้งแต่ใช้ครั้งแรกว่าผิวหน้าไม่แห้งตึง แล้วก็ไม่ได้เหนอะหนะ มีกลิ่นหอมออกแนวเฟรชๆ สะอาดๆ ใช้แล้วให้ความรู้สึกได้ผิวเนียนนุ่มสมดุลขึ้นจริงๆ 
ปริมาณ 150ml ราคา  280 บาท วางขาย exclusive ที่ Watsons เท่านั้น
ข้อมูลเพิ่มเติมหรือสั่งซื้อออนไลน์ไปที่ www.claireeveryskin.com
แถม Claire Triple C Booster Treatment Pad ขนาด 8 ml ภายในกล่อง จำนวน 7 แผ่น

ผลิตภัณฑ์ Claire Triple C Booster Treatment Pad 

ไซส์ทดลองจะแถมมากับตัวไมโครมูส ส่วนไซส์จริงขนาด 80ml มี 70 แผ่น ราคา 740 บาท 

แผ่นสําลีพิเศษช่วยบํารุงผิวหน้าและขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก ชุบสารบํารุงที่อุดมไปด้วยวิตามินซี 3 ชนิด บํารุงและผลัดเซลล์ผิวหน้าพร้อมกัน เห็นผลการเปลี่ยนแปลงสีผิวสว่างขึ้น และจุดด่างดําจางลงได้ภายใน 7 วัน ทําให้ผิวเรียบเนียน นุ่ม ชุ่มชื่น และกระจ่างใส สัมผัสความแตกต่างของผิวได้ทันที ใช้แค่วันละ 1 แผ่นเท่านั้น
  • ปราศจาก Paraben, Silicone, Mineral Oil และ สีสังเคราะห์

วิธีใช้: ล้างหน้าให้สะอาด จากนั้นหยิบแผ่นสําลีที่ซุ่มด้วยเซรั่มมาเช็ดให้ทั่วใบหน้า หลีกเลี่ยงบริเวณ รอบดวงตา
คอนเซปท์ของตัวสำลีนี้เก๋มากๆ เหมาะสำหรับใช้ตอนกลางวันที่ชีวิตเรารีบๆ ไม่ค่อยมีเวลามานั่งบำรุงผิวหลายขั้นตอน ความรู้สึกหลังใช้จะเปียกๆเหมือนเวลาเอาสำลีชุบโทนเนอร์เช็ด แค่อันนี้มาในรูปแบบพร้อมใช้ คือหยิบมาเช็ดได้เลยไม่ต้องไปหาขวด เปิดฝา เทใส่สำลี แล้วเอามาเช็ด พอซึมลงผิวแล้วแทบไม่รู้สึกเลยว่ามีอะไรอยู่บนผิว หรือไม่เหนียวแล้วก็ไม่จำเป็นต้องรอให้ซึมด้วยซ้ำ คือเช็ดเสร็จแล้วก็ลงกันแดดแล้วแต่งหน้าต่อได้เลย สะดวกเว่อ!

ความประทับใจที่มีให้แบรนด์นี้คือราคาไม่ได้แพง เอื้อมถึงได้ แต่ผลิตภัณฑ์ให้ความรู้สึกพรีเมียมมากๆ ตรงฝากล่องแต่ละโปรดักต์จะมี Quote เก๋ๆให้แรงบันดาลใจด้วยนะ 


BE A WOMAN THAT GLOW - จงเป็นสุภาพสตรีที่ส่องประกาย (แปลไทยก็น่าจะประมาณนี้)

FEEL THE TOUCH OF SOFT CLOUDS EVERYDAY - สัมผัสความอ่อนนุ่มของก้อนเมฆได้ในทุกๆวัน

โดยรวมคือปลื้มกับผลิตภัณฑ์ของ Claire อยู่นะ เขียนบทความนี้เสร็จก็จะใช้ต่อเนื่องอย่างแน่นอน แล้วถ้าได้เห็นผลลัพธ์แบบสังเกตุได้ยังไงจะมาอัพเดทให้ทุกคนได้อ่านกัน ฝากติดตามกันด้วยน้า 


ใครลองใช้แล้วเป็นยังไงบ้างแวะมาแบ่งปันประสบการณ์กันผ่านคอมเม้นได้นะคะ วันนี้ลาไปก่อน บ๊ายบาย ^^

Disclaimer: This post got paid and sponsored but all the personal experiences came 100% from myself.