Kaosuaylunla Diary: How To
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ How To แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ How To แสดงบทความทั้งหมด
สวัสดีค่า หายหน้าหายตากับงานบิวตี้ไปยาว วันนี้แวะเอา Makeup Tutorial แบบบ้านๆทำตามกันได้ง่ายๆด้วยเครื่องสำอางไม่เกิน 5 ชิ้น งานนี้จะรอดได้ยังไงตามมาดูวิธีแต่งหน้าไปพร้อมๆกันได้เลยค่า


เครื่องสำอางที่เลือกใช้:

งานผิว -   แป้งผสมรองพื้น Sugar Pie White Rose Signature Compact Powder 690THB*
งานชิมเมอร์ไฮไลท์ - Mary&Bonnie-Dew Manizer แท่งละ 890THB*
คิ้ว - Illamasqua สี Thunder 990THB
ตา แก้ม ปาก - QUIINME สี ADELE ราคา 290THB*


ขั้นตอนการแต่งหน้าง่ายๆด้วยเครื่องสำอาง 5 ชิ้น



ขั้นแรก งานผิว งานรองพื้น ใครถนัดสายไหนจะคุชชั่นหรือแป้งก็เอาตามสะดวก แต่วันนี้เราเลือกใช้แป้งผสมรองพื้น Sugar Pie ใช้เบอร์ 02 จะบอกว่าดรอปแล้วไม่หมองแต่พอดีกับผิว ละเนื้อเนียนละเอียดเว่อ หันไปถามสามีว่าลอยมั๊ย เทารึเปล่า นางบอกว่าไม่เทา ไม่ลอย แต่ดูหน้าแน่น... เริ่ดค่ะ หน้าแน่นได้ด้วยแป้งตลับเดียว!


ขั้นที่สองจริงๆต้องเป็นงานคิ้ว แต่ลืมถ่ายรูปเก็บไว้ ผ่ามพ้าม!!! ข้ามไปขั้นที่สามเลยนะคะขุ่นผู้ชม เราใช้ Bonnie Dew Manizer เป็นลิขวิดชิมเมอร์สีบรอนซ์สวย ใช้ง่ายมาก อันนี้อยากเพิ่มมิติให้กับตา ใช้ลงเป็น Eye Primer ไปค่ะ ไม่จับเป็นก้อน เนียนไปกับหนังตาเลยเด้อ ของ the Balm คือเริ่ด!


ขั้นที่สามเติมไฮไลท์โกลว์ๆให้กับผิว ใช้ Mary Dew Manizer เนื้อลิขวิดไฮไลท์สีเดียวกับ Mary Lou-Manizer เอามาแต้มๆตามจุดตกกระทบของแสง โหนกแก้ม คาง หน้าผาก ปลายจมูก ใช้นิ้วเบลนด์ๆ ออกมาเงาสวยผู้ดีสุด เอาไปเลย 10/10/10


ขั้นต่อไป ใครที่ลองใช้ลิปมาแต่งตาแต่งแก้มแล้วพัง เพราะแนะนำให้ลองใหม่ ไม่แต้มเนื้อลิปไปบนหน้าตรงๆ แต่เอามาป้ายบนมือ แล้วใช้นิ้วแทบๆเบาๆ เอามาแต้มในจุดที่ต้องการสีสันบนในหน้าอย่างเบามือ ถือเนื้อลิปมันมีพิกเม้นต์ชัดมาก บางทีแต้มไปตรงๆมันจะแก้ไม่ได้ หนักแล้วหนักเลย เราเลยต้องค่อยๆเกลี่ยสีลงไปอย่างเบามือแล้วค่อยๆเพิ่มเลเยอร์ขึ้นไปจนพอใจค่ะ


งานตาบอกเลยว่าพอเอา Bonnie Dew-Manizer มาผสมกับ QUIINME สี ADELE แทนอายชาโดว์มันจะได้สีออก Copper หรือทองแดงมีมิติเล่นแสงนิดๆด้วย หลวยมากกก


ทาตรงแก้มก็อย่างที่บอกค่ะ เบาๆ ใจเย็นๆ ค่อยๆสร้างเลเยอร์ขึ้นไป แนะนำให้เบลนด์สีเชื่อมกับตรงตา จะดูมีความคาวาอิญี่ปุ่นนิดๆ


ปิดท้ายด้วยทาลิปบนริมฝีปากก็จะได้ครบกลายเป็นอีก 1 ลุค ด้วยเครื่องสำอางเพียง 5 ชิ้นเบาๆ พกใส่กระเป๋าไปเที่ยวได้ไม่หนัก ใครอยากครบกว่านี้ก็พกมาสคาร่าอายไลน์เนร์ไปฟาดเพิ่ม แค่นี้ก็ได้ลุคจัดเต็มกันง่ายๆ แถมบอกเลยว่าแน่นเว่อร์ ไม่ดรอปให้หงุดหงิดใจ ไม่ต้องคอยเติมระหว่างวันด้วยนะ


วันนี้ลาไปก่อน ไว้โอกาสหน้าพบกันใหม่นะค้า <3

Disclaimer: All product mark with (*) were sponsored but I did not get paid for making this content.
All opinion here is 100% my own.

Podcast หรือ พ็อดแคสต์ มันคืออะไร?



อธิบายง่ายๆก็เหมือนเราฟังรายการวิทยุบนมือถือนี่แหละ โดยคำว่า Podcast จริงๆเป็นชื่อของแอปพลิเคชันบนระบบ IOS หรือ Apple Device ต่างๆ ที่เมืองนอกมีความนิยมสูงจนเกิดเป็นผู้ให้บริการคล้ายๆกันบนหลากหลายระบบปฏิบัติการ (ไม่ต้องใช้แอปเปิ้ลหรือไอโฟนก็สร้าง Podcast ได้) สำหรับใครที่ใช้ระบบแอนดรอย ลองโหลด PlayerFM มาใช้ดูก็สามารถฟังได้เหมือนกันค่ะ ส่วนใครที่อยากลองทำ Podcast ดูบ้าง แต่ไม่อยากเสียตัง เพราะผู้ใหบริการฝากไฟล์เสียงพวกนี้ส่วนใหญ่ถ้าโพสเยอะๆหรือมีคนฟังมากๆ เค้าจะเก็บค่าบริการรายเดือน ซึ่งก็มีตั้งแต่หลักหลายร้อยไปจนถึงหลักพันกันเลยทีเดียว วันนี้เราลองเอาวิธีทำ Podcast บนยูทูปมาฝากกันค่ะ แถมเอาขึ้นบน iTunes ได้ด้วยนะ โดยวิธีที่เราใช้ เราทำตามคลิปนี้:

How to Submit a YouTube Channel to iTunes Podcast Directory Tutorial โดย Flyin' Brian J



อธิบายง่ายๆคือเราต้องมี URL ช่องของเราก่อน แล้วเอาไปแปะที่ Podsync.net เพื่อเอาลิงค์ที่แปลงแล้ว ไปแปะบน feedburner.com ติ๊กว่า I'm a Podcster แล้วตั้งค่าต่างๆให้เรียบร้อย รวมไปถึงอัพภาพหน้าปกด้วยขนาดที่ถูกต้อง อย่างน้อย 1400x1400 แต่ไม่เกิน 3000x3000 pixel แล้วเราก็จะได้ลิงค์ RSS เอาไปใส่ไว้ใน Podcastconnect.apple.com (ต้องมีบัญชีผู้ใช้ apple ถึงจะเข้าใช้งานได้) กด Submit ให้ทาง iTunes ตรวจสอบข้อมูลประมาณ 12-72ชม. ก็จะได้รับลิงค์ช่อง Podcast บน iTunes ของตัวเองส่งมาทางอีเมลเดียวกับที่สมัครบัญชี Apple ของเราค่ะ

ตัวเราเอง Submit เป็น Playlist ลงไป (ไม่ได้ใช้ลิงค์ช่องโดยตรง) คนที่ไม่มีแอปก็จะสามารถฟังเนื้อหาของเราได้บน Youtube


เนื้อหาที่เราเอามาลง Podcast เป็นเนื้อหาสำหรับ Digital Marketeer ทั้งหลาย โดยจะเน้นความรู้ในวงการดิจิตอลที่เกี่ยวข้องกับการใช้ Influencers เป็นหลักค่ะ ความรู้จากสัมนา เวิคชอป หรือคอร์สต่างๆที่เราได้ไปเรียนมาก็จะเอามาสรุปให้ฟังกันในนี้ อยากส่งต่อความรู้ที่พอเก็บมาได้ให้กับทุกคน หวังว่าจะมีประโยชน์นะคะ


เพิ่มเติมคือเรามีกรุ๊ป blogger101 ที่แตกยอดมาจากซีรีส์บทความให้ความรู้เกี่ยวกับบล็อกเกอร์ โดยกรุ๊ปนี้เป็น community บนเฟสบุคที่จะโพสเนื้อหา ข่าวสาร งานจ้าง งานฟรี กิจกรรมทุกอย่างที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับ Influencers หากใครสนใจเข้าร่วมสามารถส่ง Request เข้าร่วมกลุ่มได้เลยค่ะ ตอนนี้ยังเปิดให้เข้าร่วมฟรีอยู่ อนาคตต้องใช้โค้ดที่ได้รับจาก Patreon มาขอเข้ากรุ๊ป เพื่อเป็นการสกรีนสมาชิกอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นใครอยากเข้าร่วมฟรี รีบกดส่งคำขอกันเข้ามาเนิ่นๆน้า ลิงค์นี้เลย: >> Blogger101 by Kaosuaylunla.com <<

data-matched-content-ui-type="image_card_stacked" data-matched-content-rows-num="1" data-matched-content-columns-num="3" data-ad-format="autorelaxed"

ขอบคุณทุกการสนับสนุนนะคะ แล้วพบกันใหม่ในบล็อกหน้า บ๊ายบายค่า ^^
นานมากแล้วที่ไม่ได้ทำฮาวทู มาค่ะ วันนี้มาแกะกล่องรีวิวคุชชั่น FIIT ให้ดูไปพร้อมๆกับทำเมคอัพฮาวทูลุคแซ่บๆกันตาย ไปออกงานก็ได้ ไปเที่ยวก็ดีมาฝากกัน ตามมาส่องได้เล้ย



สูตรที่หยิบมาลองวันนี้คือสูตร Perfect Matte เน้นการปกปิด แต่ไม่หนาเตอะ เบอร์ที่ใช้กับผิวเราคือ PM03-Cool Caramel มีเข้มกว่านี้แต่อันนั้นต้องผิวแบบน้องโดโรธี เพทโซล์ดซึ่งอิชั้นยังไปไม่ถึง คือเป็นสีผิวที่เกือบๆจะแทนแล้วอะ แต่ก็ยังไม่แทน มันเลยหาสีรองพื้นแบรนด์เมืองนอกที่พอดีกับผิวได้ค่อนข้างยากกก พอรู้ว่าแบรนด์ FIIT เค้าตั้งใจทำคุชชั่นสำหรับคนเอเชียโดยคัดสีมาให้สาวไทยใช้โดยเฉพาะก็เอาน่ะ ลองดูสักตั้งจะเป็นไรไป แถมเค้ามีสารบำรุงกับสารกันแดดมาให้ในตัวด้วย เรียกว่าเป็นทั้งครีม รองพื้น และกันแดดได้ในตัวเดียว

ขั้นแรกจากหน้าสดหลังทำความสะอาดใบหน้าเสร็จ ไม่ต้องลงครีม ไม่ต้องใช้เบสปรับสภาพผิว ข้ามกันแดดไปได้เลยเพราะตลับนี้มีกันแดดมาให้สูงถึง SPF50+ สะดวกสุดๆ ตลับเดียวจบเนี่ยช้อบชอบ วันนี้ลองลงแค่คุชชั่นฟิตต์โบกป้าบๆๆ ตรงไหนมีรอยดำเห็นชัดก็ตบๆกดๆเติมทับซ้ำเฉพาะจุดเอา ผลลัพธ์ออกมามีกรี๊ดเบาๆสีมันไม่เทาค่ะคู้นนน ปลาบปลื้มที่สีนางกลืนกับผิวดี๊ดี รอยคล้ำใต้ตาหายไปแบบเนียนๆไม่หลอกไม่ลอยด้วยนะเออ

(ทาให้ดูครึ่งหน้า เห็นเลยว่าต่างกันมากกก ปิดเนียนแต่ไม่หนา ฟินิชแบบแมตต์แต่ไม่แห้งแตกนะจ๊ะ)

จากนั้นมาคอนทัวร์กรอบหน้ากันค่ะ แต้มๆบริเวณกรอบหน้า ข้างจมูก เพื่อสร้างมิติพิศวงแห่งแสงและเงาแอ๊บแบ๊วให้หน้าดูเล็กลงโดยไม่ต้องพึ่งโบท๊อก


เสร็จแล้วลงอายชาโดว์ พาเลทกันตายของอิชั้นคือไคลี่ Burgundy Palette สีแดงเบอร์กันดีนางเริ่ดแบบหายี่ห้ออื่นแทนไม่ได้จริงๆ ลงเบอร์ 1 เป็นเบสเบาๆก่อนลงเบอร์ 2 ให้ทั่วเปลือกตา เบอร์ 3 ใช้เบลนด์สีให้นัวๆ ฟุ้งๆ ส่วนเบอร์ 4 ลงเพิ่มมิติบริเวณหางตา เบอร์ 5 ลงที่หัวตาเพื่อเพิ่มประกายวิ้งละเอียดๆ


ใต้ตาจะมีการลงแป้งเอาไว้เพื่อที่เวลาฝุ่นอายชาโดว์หล่นลงมาจะได้ปัดออกง่ายๆไม่เลอะเทอะค่ะ


เพิ่มมิติให้เปลือกตาด้วยการ Top อายชาโดว์เนื้อชิมเมอร์สีทองลงไป พาเลทอันนี้ของซุปเปอร์มัม วิ้งกระจายมากๆ กระพริบตาแล้วดูมีการเล่นกับแสงวิบวับๆ


ใช้ดินสอเขียนคิ้ว Merrezka สีน้ำตาลเข้มวาดกรอบคิ้ว แล้วเบลนด์ด้วยตัวแปรงที่ปลายด้าม ก่อนจะ top คิ้วด้วยเนื้อฝุ่น เลือกใช้พาเลท Lid Lingerie จาก Nyx ใช้แค่สีเดียวคือหลุมซ้ายล่างสุดค่ะ


เก็บงานคิ้วให้เนี้ยบ เอาแปรงหัวตัดจุ่มเนื้อคุชชั่นมาวาดตามขอบคิ้วให้คมกริบ เบลนด์แทนการใช้คอนซีลเลอร์ได้เลย


บลัชออนกับไฮไลท์เลือกใช้จากพาเลท Champaign Pop ของ Becca เลือกใช้แค่ไฮไลท์สีทองบริเวณจุดกระทบแสงทั่วใบหน้า ส่วนบลัชออนก็ผสมๆสามแถวบนเอาค่ะ นัวๆสวยกำลังดี


กรีดตาใช้อายไลน์เนอร์พู่กันสีดำของแบรนด์ WynnMe ดัดขนตาแล้วปัดมาสคาร่ามาจอร์ลิก้าสีดำ ตบท้ายด้วยทาปากสี 'เทราปตี' เป็นลิปแมตจิ้มจุ่มสีชมพูอมน้ำตาลตุ่นๆจากแบรนด์เจ้านางค่ะ


ทำผมหน่อย เปลี่ยนชุด ก็แปลงร่างงง!! ออกไปลั้นลาได้แล้วฮะ อ้อ ที่เห็นขนตาฟูๆคือติดขนตาปลอม NessyChoice รุ่นขนม้า เบอร์ M07 นะเออ ขนตาจริงๆปัดแล้วก็ยังดูงัดไม่ค่อยขึ้นเลยต้องพึ่งกันสาดค่ะ (ฮาา)


หลังจากออกไปแรด เอ๊ย ไปทำธุระปะปัง ก็พบว่าคุชชั่นตัวนี้เอาอยู่ในสภาพอากาศร้อนของเมืองไทย ทาแล้วไม่มัน ผ่านไประหว่างวันพอผิวผลิตน้ำมันออกมาผิวดูสวยเป็นธรรมชาติพอดีๆไม่เมือก ไม่เยิ้ม ใครที่ผิวต้องการปกปิด แต่ไม่อยากโบกหน้าหลายชั้นให้ดูหนา ใช้แค่คุชชั่นฟิตต์ก็ออกมาให้ผิวเนียนขั้นเทพได้อยู่ สรุปว่าผ่าน!!

หวังว่าฮาวทูนี้จะมีประโยชน์กับสาวๆที่เล็งๆมองหาคุชชั่นตลับใหม่กันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย นานๆขุ่นแม่จะทำฮาวทูสักที หวังว่าโอกาสหน้าจะได้เจอกันอีกน้า วันนี้ไปละ บ๊ายบาย

Disclaimer: This how to contain sponsored product.
data-matched-content-ui-type="image_card_stacked" data-matched-content-rows-num="1" data-matched-content-columns-num="3" data-ad-format="autorelaxed"
มี PS4 แต่ไม่มีทีวี ก็เหมือนมีที่ทับกระดาษแพงๆดีๆนี่เองค่ะ... 
แต่มันจะไม่เป็นแบบนั้นตลอดไป ถ้าเรามีความพยายามมากพอ(ฮาา) หลังจากที่ทำการ Search อินเตอร์เนทและยูทูปมาอย่างหนักหน่วง ในที่สุดเราก็เจอวิธีที่จะเปลี่ยนให้จอมือถือ หรือไอแพด ระบบ ios ทั้งหลายของเรา กลายเป็น "จอมอนิเตอร์" สำหรับเล่นเกมโดยไม่ง้อทีวีได้แล้วในที่สุด!!!


วิธีนี้ไม่ฟรีนะ ต้องเสียเงินซื้อแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า R-Play - Remote Play for the PS4 สนนราคาตอนนี้อยู่ที่ 419 บาท และนี่ไม่ใช่แอพ Official ของทาง Sony แต่เป็นแอพ Third Party ที่จะช่วยให้เราสามารถ Remote Play หรือเล่นเกมได้โดยไม่ต้องนั่งอยู่หน้าเครื่อง

แต่มันจะทำงานได้ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า Wifi ของเราต้องมีกำลังมากพอ โดยวิธีที่ดีที่สุดในการเชื่อมต่อ (ที่ฟังจากคนอื่นเค้ามาอีกที) คือใช้สาย LAN ต่อจากเร้าเตอร์เข้าเครื่อง Play Station 4 ของเราโดยตรง และใช้ Wifi Router ที่เป็นแบบ 5G จะได้รับอรรถรสที่ดีกว่าการเชื่อมต่ออินเตอร์เนท Wifi ธรรมดาๆนะจ๊ะ

หลายๆคนอาจจะสงสัยว่ามันทำงานยังไง วันนี้เลยทำฮาวทูพร้อมแชร์วิธีเชื่อมต่อจอย Dual Shock ของเราให้สามารถเล่นกับมันได้ด้วย โหลดแอพเสร็จแล้วก็ทำตามขั้นตอนนี้เลยค่ะ

วิธี Remote Play เกม PS4 มาเล่นบนมือถือหรือไอแพดระบบ ios


1.ครั้งแรกของการใช้งาน PS4 ต้องต่อกับจอทีวี(หรือมอนิเตอร์อื่นๆที่ใช้งานอยู่)

2.ควรมี 2 หรือ 3 แอคเค้า PSN อยู่บนเครื่อง (สำหรับคนที่อยากใช้จอย Dual Shock 1-2 คน)

3.เปิดแอพจากมือถือหรือไอแพดของเราแล้วกดปุ่ม REGISTER PS4

4.ใส่ PSN ID รอไว้ก่อน ส่วนช่องที่ขอให้กรอก 8 digit registration number ให้ไปกดที่ PS4 ของเรา
(ขั้นตอนนี้ควรเลือกแอคเค้าสำรองที่ไม่ได้ใช้งานบ่อยหากชอบเล่นผ่านจอย Dual Shock นะ)


5.เข้า PS4 ไปที่หน้า Setting แล้วเลื่อนไปที่ Remote Play Connection Setting


6.เลือก Add Device แล้วเอาโค้ดที่แสดงบนจอมาใส่ในแอพของเรา


7.พอ Sync เสร็จ ก็จะสามารถกด Play ได้เลย

ครั้งแรกที่ Sync ตัวแอปพลิเคชั่นจะมีการถามว่าให้ตั้งค่า internet play เลยมั๊ย ให้ตอบตกลงแล้วเครื่องจะกำหนดค่าในการใช้งานให้ (หรือเข้าไปตั้งเองที่เมนู Setting ของแอพทีหลังก็ได้)

พอเสร็จสิ้นแล้วครั้งหน้าเราก็จะสามารถเล่น PS4 นอกบ้านได้! แต่เครื่องต้องอยู่ใน Rest Mode ไม่ใช่ปิดสนิท และอินเตอร์เนทบ้านเราต้องเปิดอยู่ ส่วนอินเตอร์เนทข้างนอกที่เราใช้ก็ต้องแรงพอสมควรถึงจะเล่นได้ดีไม่กระตุกนะ (ฟังเค้ามา ยังไม่ได้ลองเอง 555)

วิธีเชื่อมต่อจอย Dual Shock ให้เล่น Remote Play กับมือถือหรือไอแพด


1.นั่งหน้าเครื่องก่อนเพื่อความชัวร์

2.กดปุ่มเปิดเครื่องที่ตัวเครื่อง แล้วค่อยเปิดแอปพลิเคชัน R-Play

3.พอเข้าเมนูได้แล้ว หยิบจอยที่ต้องการใช้ขึ้นมาแล้วกดปุ่ม PS ที่จอย

4.เลือก PSN ID ที่ต้องการใช้เล่นด้วยจอยนี้ (ควรใช้คนละแอคเค้ากับที่ใช้ลงทะเบียนแอพตอนแรก)

5.กดปุ่ม PS ที่จอยอีกที จะเป็นการสลับแอคเค้า แล้วเราก็จะสามารถใช้จอยบังคับได้แล้วจ้า

วิธีเล่นด้วยจอยนี้ยังไม่เคยเอาออกไปเล่นนอกบ้าน คิดว่าสัญญาณจอยไม่น่ามาถึงเครื่องรึเปล่า? ไว้จะหาเวลาไปทดลองดูแล้วจะมาอัพเดทกันนะ

วิธีเตรียมออกไปเล่นนอกบ้านโดยที่ไม่ได้นั่งอยู่หน้าเครื่อง PS4


1. อย่ากดปิดเครื่อง แต่ให้เข้า Rest Mode เอาไว้

2. เปิดแอพจากนอกบ้านครั้งแรกอาจจะเกิด Error ให้กดซ้ำอีกที ก็จะเข้าสู่หน้าเมนูเกมได้แล้ว

ปุ่มที่ใช้ Touch บนหน้าจอมีให้บครบ แต่ Display ตัวแท่งอนาล็อกตอนแรกมันล่องหน จะโผล่มาตำแหน่งที่เรากดนิ้วลงไปเอง คงออกแบบมาเพื่อให้จับถนัดขึ้นอะนะ จากประสบการณ์พบว่ากดปุ่ม L/R ลำบากไปนิดนึงกับเกมที่ต้องกด L1/L2 พร้อมกัน หาที่วางนิ้วไม่เจอเลยทีเดียว ส่วน Touch Pad อยู่บริเวณด้านบนของจอ ซึ่งปกติจะล่องหน เราต้องเอานิ้วจิ้มค้างมันถึงจะโผล่มาค่ะ

ใครอยากดูแบบคลิปวิดีโอพอตัดเสร็จแล้วจะมาอัพโหลดไว้ให้วันหลัง

หวังว่าบล็อกนี้มีประโยชน์กับคนที่มีปัญหากับทีวีแบบเรา ซึ่งอันนี้พูดเลยว่าใช้งานได้จริง แต่ไม่ใช่ว่าจะ work กับทุกเกม พวก Hack/Slash หรือเกม Action หัวร้อนแบบถ้ากระตุกแล้วจะทำให้เสียจังหวะ game over ตายได้บ่อยๆก็ไม่เหมาะอะ วิธีนี้แค่เหมาะพอแก้ขัดได้บ้างในระหว่างที่ไม่มีทีวีใช้ ส่วนตัวเป็นคนเล่นเกม RPG สาย Turn Base เลยไม่ค่อยมีปัญหาถ้าจะกระตุกบ้างอะไรบ้าง (ดีกว่าไม่มีเล่น 555) ซึ่งถ้าคนที่ลองทำตามวิธีที่เค้าแนะนำมาแล้วยังกระตุกอยู่ ก็มาเล่าสู่กันฟังได้นะ วันนี้จบไว้เท่านี้ก่อน บ๊ายบายค่า ^^

Disclaimer: This is 100% consumer review.
สำหรับคนที่เก็บ amiibo จะเข้าใจความเจ็บปวดของราคาค่างวดตุ๊กตาแต่ละตัวที่เราได้มา เกิดเป็นประชากรไทย มีโอกาสน้อยมากที่จะได้เป็นเจ้าของอะมีโบ้ในราคาถูก หรือจะเป็นอุปกรณ์เหรียญ N2elite  ที่สามารถเก็บข้อมูลอะมีโบ้ได้ 200 ตัว ราคาก็เข้าหลักพัน ยิ่งถ้าต้องการแท่นเขียนโค้ดอะมีโบ้ด้วย ราคายิ่งดีดไปสองพันปลายๆเกือบสามพันบาทกันเลยทีเดียว
เมื่อไม่นานมานี้มีโอกาสได้ลองการ์ด NSF แบบแฮนเมดที่ขายในราคาโคตรมิตรภาพ แผ่นละยี่สิบบาท!!! มีขนาดประมาณรูปถ่ายติดบัตร 1 นิ้ว เคลือบพลาสติกด้วย ได้มาลองสองใบ เลยจะเอาวิธีใช้สแกนรับไอเท็มมาฝากกันค่ะ


เกมที่ใช้: Zelda Breath of the Wild
เครื่อง: Nintendo Switch

NFC การ์ดเป็นข้อมูลของ Amiibo Link SSB และ Shiekh ซึ่งราคาตุ๊กตาอะมีโบ้ของสองตัวนี้มีคนปั่นกันอย่างสนุกสนานจนจะแตะตัวละสองพันกันแล้ว...

วิธีสแกนอะมีโบ้เพื่อรับไอเท็มในเกม


ขั้นตอนแรก เปิดเกมมาแล้วเลือก "amiibo"

ขั้นต่อมา เข้าเกม แล้วเปิดเมนู Sheikah Slate กดปุ่ม L ไปที่ Runes

กดเลือก Rune ของ amiibo ที่เป็นไอค่อนเพิ่มมาทางขวามือ

ในเกมจะเห็นว่าปุ่ม L กลายเป็นฟังชั่นเรียกใช้ amiibo

กดใช้ครั้งแรกจะมี pop up ระบุว่า NFC Touch Point อยู่ตรงไหน

ให้เอาการ์ด(หรือตุ๊กตา) ไปแตะบริเวณนั้น

ถ้าเซ็นเซอร์จับโค้ดได้ ก็จะมีแสงวาบขึ้นมา แล้วไอเท็มในเกมก็จะถูกส่งลงมาให้เราค่ะ

Amiibo หนึ่งตัว สามารถสแกนได้ "วันละหนึ่งครั้ง"

ถ้าวันนี้สแกนไปแล้วก็รอวันพรุ่งนี้ถึงจะใช้สแกนได้อีก การได้ไอเท็มแต่ละอย่างก็จะแตกต่างกันไปแล้วแต่ตัวละครที่เรามี เกมที่เราเล่น ความสนุกคือการได้ลุ้นในแต่ละครั้งที่สแกนเนี่ยแหละว่าอะไรจะโผล่ออกมา

ราคาของการ์ด NFC ก็แล้วแต่พ่อค้าร้านไหนจะคิดเท่าไหร่ แนะนำให้ซื้อมาลองก่อนตัดสินใจซื้อเยอะไปนะ ถ้าไปลองของหน้าร้านได้ก่อนจ่ายตังก็จะยิ่งดี การซื้อของออนไลน์ที่ไม่ใช่ Official ยังไงก็มีความเสี่ยง ใครมีประสบการณ์ยังไงหรืออยากชี้เป้าร้านขายดีๆแวะมาแบ่งปันให้กับเพื่อนๆโดยคอมเม้นไว้ใต้โพสนี้ได้เลยค่ะ

หวังว่าบล็อกนี้จะมีประโยชน์กับคนที่กำลังสงสัยว่า NFC มันทำงานยังไง ลองทำตามกันได้ ไว้โอกาสหน้าจะเอารูปแบบอื่นๆมาแชร์ให้ชมกันอีกแน่นอน วันนี้ลาไปก่อน บ๊วยบาน
นับเป็นความเด๋อส่วนบุคคล ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีใครเป็นแบบเรามั๊ย คือถ้าซื้อยาย้อมผมแบบ "สำเร็จรูป" มันก็ไม่ค่อยเจอปัญหาอะไรเท่าไหร่เพราะว่าในกล่องจะมีอุปกรณ์อย่างถุงมือพลาสติกมาให้ด้วย แต่ เวลาซื้อสีแบบขายแยกเป็นหลอดๆ หรือแบบกระปุก ที่ให้มาผสมเอง ทำเอง ก็จะชอบอ่านแต่ฉลากแล้วทำตามโดยลืมพิจารณาสภาพแวดล้อมต่างๆ ผลคือ... แท่นแท๊นนน


ไว้อาลัยให้ตัวเองแปป...

อันนี้คือ่านฉลาก มันไม่มีขั้นตอน "ใส่ถุงมือ" บอกไว้ นี่ก็พาซื่อ(ซื่อบื้อ) บีบใส่มือ แล้วลูบลงบนเส้นผมตรงๆดื้อๆ ผลเลยเป็นแบบในภาพค่ะ ผ่าง ผ่าง ผ่างง!!!

แชร์ประสบการณ์ย้อมผมลืมใส่ถุงมือ ใช้อะไรล้างถึงจะออก?

คำเตือนในการย้อมสีผม:

โดยปกติแล้วควรพอก "โลชั่น" หรือ "ครีม" ไว้ในบริเวณผิวหนังที่อาจเสี่ยงเปื้อนสี เช่น บริเวณกรอบหน้า ใบหู ฯลฯ เพื่อเวลาหมัก ย้อม สีที่ติดบริเวณดังกล่าวจะล้างออกได้โดยง่าย แต่ถ้าเผลอโดนผิวหนังตรงๆแล้วเนี่ย จะเป็นภาระให้กับชีวิตนิดนึงค่ะ


วิธีล้างสีออกจากมือ เราใช้อุปกรณ์ดังนี้:

  1. Garnier Micellar ขวดชมพู
  2. น้ำมันมะพร้าว
  3. น้ำยาล้างจาน Pipper Standard
  4. ฟองน้ำล้างจาน 3M

ขั้นตอน (ขออภัยที่ไม่ได้ถ่ายภาพปประกอบ)

  1. ชโลมน้ำมันมะพร้าวให้ทั่วบริเวณที่เปื้อน นวดๆ ถูๆ จนสีเริ่มหลุดออกเล็กน้อย
  2. เทเคลนซิ่งวอเตอร์ลงไปตรงๆ อย่างกค่ะ เทแบบใช้แทนน้ำเปล่าล้างมือเลย แล้วเอาฟองน้ำบีบๆถูๆ (จะรู้สึกว่าสีโดนฟองน้ำดูดเข้าไปส่วนนึง) เช็ดให้ความมันจากมะพร้าวออกไปให้ได้มากที่สุด สีบนมือจะจางลงระดับนึง
  3. กดน้ำยาล้างจานใส่ฟองน้ำแล้วเอาด้านนุ่ม ขัดมือให้ทั่วทั้งหน้าและหลัง ล้างน้ำแล้วทำซ้ำ 1-3 ไปเรื่อยๆจนสีออกหมด เป็นอันจบพิธี


แต๊นนน หายแล้ววววว แต่!! บริเวณเล็บที่ทาสีไว้ มันจะไม่ค่อยออกนะคะ ต่อให้ลบสีออกด้วยน้ำยาล้างเล็บ เม็ดสีมันฝังไปในเนื้อเล็บแล้วอะ ทำได้คือลบสีออกแล้วทาสีใหม่ ไม่อย่างนั้นจะดูน่ากลัวมากๆ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เวลาย้อมผม 

"อย่าลืมใส่ถุงมือออออออออออออ"


ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านไดอารี่ไร้สาระของเราวันนี้ค่ะ น่าจะพอมีประโยชน์กับคนที่เจอปัญหาสีย้อมผมเลอะผิวหนังกันบ้าง อันนี้ใช้ได้แค่บริเวณมือนะ ถ้าเลอะบริเวณที่ผิวบอบบางอย่างผิวหน้า ไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้นะคะ ใครเคยเลอะตรงไหน ล้างออกยังไง แวะมาคอมเม้นแชร์กันได้ จะได้เป็นทางออกให้กับคนที่เจอปัญหาเดียวกันได้บ้างไม่มากก็น้อย

วันนี้ลาไปก่อน บ๊ายบาย ^^

Disclaimer: This is my personal experiences, not a paid post.
ทำผมสีอะไรดี?
เทรนด์สีผมจากนี้และต่อๆไปเริ่มมีความแปลกมากขึ้น หลายๆคนอยากทำสีผมพาสเทลชมพูฟ้าสายไหมฟรุ้งฟริ้งแต่กลัวสุขภาพเส้นผมจะพัง วันนี้เราเอาทริกที่ทำใช้เองมาแชร์ให้ฟังกันค่ะ เราเองมีประสบการณ์ทำสีผมเกือบๆจะเขียวพาสเทลมาเมื่อปี 2015 ปัจจุบันเคยเติมสีเดิมด้วยตัวเอง เคยเปลี่ยนเป็นสีเทาเงิน แล้วก็ล่าสุดทำสีน้ำเงินเข้มเส้นผมยังนุ่มลื่นเงางามสุขภาพดีอยู่ได้บ้างแม้จะมี Bad Hair Day ในบางครา... เลยคิดว่าจะมาแชร์ทริกเล็กๆให้คน "ผมยาว" เอาไปใช้ เวลาตัดสินใจทำสีผมจะได้ไม่เศร้าเพราะผมพัง มาค่ะ เริ่มจากการเลือกวิธีลงสีผมก่อนเลย

เทคนิคการกัดสีผมไม่ให้ผมเสีย


1. กัดสีผมแบบไม่ลงถึงโคน


สั่งกับช่างทำผมที่ร้านเลยค่ะว่าอยากกัดสีแบบ "บาลายาจ" เพ้นมือไปเลยตอนลงน้ำยากัด ไม่ได้โกรกทั้งหัว เพื่อให้สุขภาพหนังหัวของเราไม่ต้องทนกับเคมี ย้ำบ่อยๆว่า "กัดแบบไม่ถึงโคนค่ะ" สบายใจไปได้ระดับนึงว่าหนังหัวเราจะเวอจิ้น อารมณ์ว่าถ้าผมพังก็แค่ตัดออกแล้วเลี้ยงใหม่ ไม่ต้องถึงขั้นใช้ยารักษาตั้งแต่หัวกบาลยันปลายผม 15 ซม.

2. กัดรอบเดียวพอ เพราะยิ่งกัดหลายรอบผมยิ่งเสีย

สีผมที่กัดออกมาถ้าเดิมยิ่งดำจะยิ่งเหลือง เพราะฉะนั้นการลงสีให้ได้ตรงตามชาร์ท ทางร้านจะกัดจนกว่าจะได้สีอ่อนพอลงสีใหม่ ให้คำนึงถึงพื้นสีเดิมของตัวเองด้วยนะ ใช้วิชาศิลปะสมัยประถมเข้าสู้ ถ้าผมสีเหลืองเจอน้ำยาสีน้ำเงินจะเท่ากับสีเขียว (ตามหลักแม่สี เหลือง+น้ำเงิน=เขียว) กรณีทำเองให้เผื่อใจไว้ด้วยว่ามันอาจจะไม่เป๊ะตามหลอด เนื่องจากประสบการณ์คนธรรมดา ยังไงก็ต่างกับช่างทำผมมืออาชีพที่วันนึงทำหลายสิบหัว แต่ข้อเสียของการไปร้านคือทางร้านจะทำหัวของเราให้เสร็จภายในวันนั้น (4-12ชม. แล้วแต่ความยากง่ายของสีที่เราสั่งทำ) เพราะฉะนั้นอาจจะต้องนั่งกัด-ฟอกหลายรอบ เส้นผมของเราทนอะไรขนาดนั้นไม่ไหวหรอกค่ะ กัดผมรอบเดียวก็มีความพังแล้ว อย่าหลงเชื่อคำโฆษณา ใครเค้าจะถ่ายผมตอนพังมาโปรโมทให้ดู มีแต่คนถ่ายตอนสวยๆกันทั้งนั้นอะ นับประสาอะไรกับการกัดซ้ำๆในวันเดียว เห้อ...

3. กัดผมแล้วต้องมีทรีตเม้นต์เป็นยาสามัญประจำห้องน้ำ

ใช่ค่ะ การทำสีผมแปลกๆยิ่งสระสียิ่งซีด แต่ถ้าไม่ลงทรีตเมนต์บำรุงเลยเนี่ย สีผมสดแต่ผมจะเสียและแห้งกรังมากนะ ต้องเลือกค่ะ! อย่างน้อยๆหมักผมด้วยทรีตเมนต์สูตรสำหรับผมทำสีอาทิตย์ละครั้ง จะช่วยให้สีหลุดน้อยลงกว่าสูตรที่เป็นทรีตเมนต์ธรรมดา หรือหาหัวเชื้อทำสีหยดผสมลงไปเล็กน้อยเพื่อเติมเม็ดสีพร้อมกับบำรุงไปด้วยก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยได้เหมือนกัน

4. ใช้ออยล์บำรุงผมให้ครบสูตร

หลายๆคนยังไม่รุ้ว่าจะใช้ออยล์บำรุงผมตอนไหนดี แนะนำให้ใช้ตอน "ผมเปียก" ไม่ว่าจะเป็นช่วงสระลงแชมพูแล้ว หรือตอนที่เช็ดผมหมาดๆก่อนไดร์เป่าแห้ง เทคนิคคือให้หมั่นลูบออยล์ลงบนผมที่เปียก (ก่อนลงแชมพู, ก่อนไดร์ผม) แล้วพอครบทุกขั้นตอน ผมจะค่อยๆนุ่มฟูแบบยั่งยืนไม่หลอกดาวแบบบางยี่ห้อที่เป็นออยล์ Leave On ลูบตอนผมแห้ง จะช่วยแค่ตอนที่ใช้ พอหยุดใช้ก็กลับไปแห้งอีก อันนี้ลองเองระยะยาวพบว่าพอหยุดใช้มันไม่กลับไปวิกฤติเหมือนช่วงทำสีใหม่ๆแล้วไม่บำรุงนะ

แนะนำผลิตภัณฑ์ทำสีผมกับร้านทำผมที่ลองเองแล้วเวิร์ค

  • เติมสีผมเองเป็นสีน้ำเงินสดอยู่ทนโคตรๆ ใช้ Zowiie สี Arctic Blue เบอร์ 18

ทั้งนี้ นี่เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของเรา ใช่ว่าทุกคนลองแล้วจะได้ผลลัพธ์แบบเดียวกันนะคะ มันมีปัจจัยอื่นๆอีกเช่นพื้นฐานความแข็งแรงของเส้นผม สภาพเส้นผม ความหนา ประวัติการทำสีก่อนหน้านี้ ฯลฯ เพื่อนเราบางคนใช้ของยี่ห้อเดียวกับเราแต่คนละสีแล้วออกมาพังเพราะสีพื้นของผม+สีที่เลือกทำ มันไปกันไม่ได้ก็มีมาแล้ว


และเอาจริงๆ การกัดสีผม การยืดหรือการดัด มันคือการ "เปลี่ยนโครงสร้าง" ของเส้นผมเดิมๆด้วย "เคมีภัณฑ์" ปัจจุบันยังไม่มีผลิตภัณฑ์ "ออแกนิก" ที่สามารถกัดสีผมให้สว่างได้โดยผมไม่เสีย หรือทำให้ผมตรง/หยิกถาวร โดยไม่ทำร้ายผม ที่เห็นแบบธรรมชาติๆมีเพียงการปกปิดผมขาวด้วยเฮนน่าธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่การทำสีผมแฟชั่นแต่อย่างใด ใครมีใจรักจะตามเทรนด์ก็ต้องเผื่อให้ให้สภาพผมที่ต้องการบำรุงและการดูแลเอาใจใส่มากเป็นพิเศษกันหน่อยนะ บางทีอาจจะพันกันง่ายขึ้น บางคนผมกรอบ บางคนผมเป็นวุ้น หวียาก ไม่เป็นเส้นตรงเรียบลื่นแต่มีความหงิกๆงอๆคล้ายไฟช็อต

(ในรูปคือหัวปัจจุบัน ข้างขวาสีหลุดไวและสภาพดูมีความช็อต มีความพังกว่าข้างซ้าย)
หวังว่าบล็อกนี้จะมีประโยชน์กับเพื่อนๆบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ พบกันใหม่บล็อกหน้า บ๊ายบาย ^^

Disclaimer: Product mark with * means they are sponsored product which I got it for free but I did not get paid to create the article.

เอ... ยังไงดีน้าา ถ้าแชร์วิธีออกไปแล้วแอคเค้าเราจะบินมั๊ยน้า... นี่เหมือนเสียสละชีวิตมาแชร์วิธีมุดไปดูคลิปในยูทูปที่เวลาเราคลิกไปดูแล้วมันขึ้นว่า "The uploader has not made this video available in your country" เว่ากันซื่อๆคือมันบล็อกไม่ให้ประเทศไทยเข้าไปดูนั่นเองเด้อค่า

ต้นเหตุที่ทำให้เราอยากมุดไปดูคลิป Saturday Night Life คือพ่อหนุ่ม "คริส ไพน์" เค้ามาร้องเพลงล้อ "ตัวเอง" ฟีลประมาณว่านางโดนคนจำสลับกับคริสอื่นๆบ่อยมาก ไม่ว่าจะคริส อีแวน, คริส แฮมส์เวิร์ธ, คริส แพรท ส่วนตัวเค้าเนี่ย ชื่อคริส ไพน์ นะเหวยยยย มีคลิปสั้นๆที่น่าจะจิ้มดูได้เลยจากทวิตเตอร์ แต่ก็ยังไม่เต็มเพลงอยู่ดี ด้วยความชอบนาง ชั้นเลยไปหาวิธีมุดดูคลิปมาจนได้ 5555
เราเลยไปหาวิธี "มุด" เพื่อดูคลิปเต็มๆ ซึ่งลองโดยใช้โทรศัพท์มือถือไอโฟน Browser ซาฟารี ธรรมดาๆ ไม่ได้ใช้แอพอะไรเพิ่มเติม แต่มีคนบอกว่าวิธีนี้มันสามารถใช้กับแอนดรอยด์ หรือ Desktop คอมพิวเตอร์ธรรมดาๆก็ได้ วิธีนั้นคือ การ ก็อปลิงค์ URL คลิปมา แล้วพิมตัวหนังสือ "ss" ลงหน้าคำว่า "youtube"


ภาพตัวอย่างคือมุดในไอโฟนนะฮะ มันจะเด้งจากเว็บยูทูปไปเว็บหน้าตาแบบในรูป ทีนี้ก็จิ้มปุ่มดาวน์โหลด ก็จะสามารถดูคลิปได้แล้วววว เฮ้ยยย ดี๊ดีย์ 

เนี่ยแหละ ลองแล้วเลยเอามาเล่าให้ฟัง ใครลองที่ไหนใช้ได้ไม่ได้ยังไงมาคอมเม้นเล่าให้ฟังกันได้นะ ที่กล้าเสี่ยงบล็อกปลิวมาพิมนี่ไม่ใช่อะไร ไว้เป็นโน้ตให้ตัวเองเผื่อวันหลังลืมวิธีมุดไปดูคลิปที่เค้าห้ามประเทศไทยดูจะได้นึกออกว่าต้องทำยังไง หวังว่าทริกนี้จะมีประโยชน์นะฮะ ไปละ บ๊ายบายยย ^^


ทำไมกล้องบางรุ่นถึงต้อง Filp จอลง? 

เหตุผลเพื่อตอบโจทย์ในการ "ถือเซลฟี่" ทำให้เราสามารถเห็นจอ Display แบบเต็มๆเฟรม ไม่โดนบัง ไม่ติดแฟลช ไม่ติดช่องมองภาพ หรืออะไรนูนๆด้านบน แต่พอมันฟลิบลง ตอบโจทย์นึง ก็ดั๊นนนสร้างปัญหาใหม่เนี่ยสิ... ติดขาตั้งกล้องแล้ว Flip ลงไม่ได้จย้าาา... ปัญหาใหญ่กว่าเดิมมั๊ยล่ะเห้ย!!! มาค่ะ วันนี้เราขอพราวลี่ พรีเซนต์อุปกรณ์เสริมบ้านๆ (ที่ทำไม่ง่ายเลย //ปาดเหงื่อ) ช่วยแก้ปัญหาสำหรับคนที่ซื้อกล้องฟลิบลงมา ไม่ว่าจะ Mirrorless หรือรุ่นไหนๆ #บานฟลิบ ชิ้นนี้จะช่วยชีวิตคุณได้อย่างแน่นอน!!

รีวิวอุปกรณ์เสริม #บานฟลิบ สำหรับติดขาตั้งกล้อง Mirrorless ที่ฟลิปลง

ราคาต้นทุนในแง่วัสดุมันไม่น่าแพงหรอกค่ะ คือเหล็กพ่นสีดำด้านกับ หัวน็อตหางปลา เจาะรู บน-ล่าง โดยด้านบนไว้ใช้น็อตหางปลาขันเข้ากับฐานกล้อง ส่วนด้านล่างเชื่อมน็อตวงแหวนเพื่อให้ Plate (ฐาน) ติดกล้อง สามารถขันเข้าไปแล้วยึดทุกส่วนให้มันแน่นหนา 

แต่!! ในแง่แรงงาน ถ้าบ้านใครไม่ได้เป็นโรงเหล็ก ไม่มีเส้นสายกับช่างฝีมือ และไม่มีประสบการณ์มาก่อน การบรีฟงานอาจจะนรกมาก เพราะว่ามันค่อนข้างละเอียดอ่อน ปัจจุบันเรายังกะขนาดไม่พอดีกันเลย กล้องควารจะเขถิบมาอยู่กลางๆมากกว่านี้ แต่บรีฟยากอะ ไม่อยากไปลองผิดลองถูกใหม่ แบบนี้มันใช้ได้ก็เอาแบบนี้ไปก่อน (ฮาา)

รีวิววิธีใช้งานและข้อควรรู้ก่อนซื้อ #บานฟลิบ




ขออภัยสภาพด้วย สารร่างไม่พร้อมแต่ส่งไปหลายสิบอันแล้ว เลยต้องทำออกมาให้ดูกันไวๆ ไม่งั้นใครเอาไปละใช้งงๆอาจจะพังแล้วมาร้องไห้ใส่เราทีหลัง พูดเลยว่าไม่รับผิดชอบไม่ว่ากรณีใดๆเด้อข่าา ถ้าขาตั้งกล้องไม่แข็งแรงพอจะรับน้ำหนักกล้อง+บานฟลิบ แนะนำว่าอย่าไปใส่ จริงๆขาตั้งเล็กๆตะมุตะมิมันก็พอใส่ได้นะ แต่ต้องมั่นใจว่ารากฐานมั่นคง ไม่บางเป็นตะเกียบแบบลมพัดเบาๆก็โยก อันนั้นอย่าเสี่ยงเด็ดขาด กล้องตัวเป็นหมื่นนะเห้ยไม่ใช่ร้อยยี่สิบ =_=


แบบในภาพลองใช้งานมาแล้วก็โอเคอยู่ รวมๆเราว่าถ้าใครหลวมตัวซื้อกล้องรุ่น EPL7 หรือ EPL8 และรุ่นอื่นๆในอนาคตที่มันฟลิบจอลงแล้วติดขาตั้งกล้องไม่ได้ ก็ลองเอาบานฟลิบไปติดแก้ขัดดูค่ะ ชีวิตจะง่ายขึ้น ในใจลึกๆก็แอบอยากให้โอลิมปัสแชร์ยอดขายแล้วให้ทุนทำอุปกรณ์มาตรฐานจริงๆจังๆมาขายเหมือนกันนะ เราๆจะได้ไม่ต้องหาอุปกรณ์โฮมเมดแบบนี้มาแก้ขัดกัน

ใครที่หลงมาอ่านบล็อกนี้อาจจะสนใจgonhvอื่นๆที่ใกล้เคียงกัน คลิกเลย:

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านกันจนจบนะคะ โอกาสหน้าเจอกันใหม่ มีคำถามอะไรแวะไปอินบ็อกหรือคอนเม้นด้านล่างได้เลย เจอกันใหม่บล็อกหน้า บ๊ายบาย!