Kaosuaylunla Diary: Family
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Family แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Family แสดงบทความทั้งหมด
บ้านไหนลูกกลัวเสียงแบตตาเลี่ยน กลัวการตัดผม ไม่เป็นไรนะคะ เราคือเพื่อนกัน บ้านเราซื้อแบตตาเลี่ยนมาตัดผมให้ลูกชายยั้งแต่เล็ก คือตัดเองตั้งแต่โกนผมไฟจนปัจจุบัน 5 ขวบ ร้องโวยวายดราม่าเบอร์แรงทุกครั้งค่ะ ผ่านร้านตัดผมก็คอยแอบถามเค้าบ่อยๆว่าตัดมั๊ยลูก? ตัดผมมั๊ยครับ? คำตอบเซย์โน ไม่เอา ไม่อยากตัดผม จนมีอยู่ช่วงนึงที่เค้าเริ่มสนใจ "เครื่องบิน" แล้วก็บังเอิญมีร้านซาลอนสำหรับให้บริการเด็กโดยเฉพาะ เค้าครีเอททำที่นั่งตัดผมให้เป็นเครื่องบิน!! วันดีคืนดีเราลองถามลูกว่า ตัดผมไหมครับ? ได้นั่งเครื่องบินด้วยนะ? เค้าหันมาบอกว่า "ตัดครับ อยากนั่งเครื่องบิน" เข้าทางอิแม่เลยจ้า เลยเป็นที่มาของรีวิววันนี้ จะมาเล่าประสบการณ์ของการพาลูกไปร้านตัดผม Little RedFox Kid’s Salon ให้อ่านไว้เป็นข้อมูลกันค่ะ

รีวิวร้าน Little RedFox Kid’s Salon ซาลอนสำหรับเด็ก

เวลาเปิดทำการ:
จันทร์ - ศุกร์ 10.30AM
เสาร์ - อาทิตย์ 10.00AM
โดยทุกวันจะรับคิวสุดท้ายที่เวลาสองทุ่ม
ค่าบริการครั้งละ 450 บาท 
มี 2 สาขาคือเมกะบางนา กับสาขา Central Festival EastVille ซึ่งในรีวิวนี้เราไปใช้บริการสาขาเซ็นทรัลอีสต์วิลล์มานะคะ

(ร้านจะอยู่ชั้น 2 โซนเอ้าท์ดอร์ติดกับทางเข้า Think Space)

ปกติจะต้องทำการโทรจองก่อนล่วงหน้า และมาก่อนเวลานัดเล็กน้อย แต่เราเด๋อค่ะ Walk-In ไปเลย เค้าก็แจ้งอย่างสุภาพว่าต้องรอต่อคิวนะคะ สามารถแจ้งเบอร์แล้วไปเดินเล่นรอ หรือจะรอในร้านเผื่อมีคิวไหนแคนเซิล เราก็จะได้คิวถัดไปทันที ซึ่งวันนั้นโชคดีมีคนไม่มาตามเวลานัด (ถ้าเลท 10 นาที เค้าจะแคนเซิลคิวให้คนที่นั่งรอได้ใช้บริการไปก่อนเลยค่ะ) ลูกชายเลยได้ใช้บริการไวกว่าที่คิด และระยะเวลาในการตัดผมครั้งนึงเค้าจุคุมเวลาไม่ให้เกินครึ่งชั่วโมงค่ะ


จริงๆแล้วบริเวณในร้านสะดวกต่อการมานั่งรอสำหรับแม่ๆและลูกๆเลยนะ เค้ามีที่นั่งไว้ให้บริการ มีโซนขายของกระจุกกระจิกพวกเสื้อผ้าเครื่องประดับสำหรับเด็กให้คุณแม่ให้ดูกันเพลินๆ ส่วนของลูกก็มีสไลด์เดอร์กับบริเวณไว้ให้เล่นของเล่นรอได้ หนุ่มน้อยของเราเลยไม่มีอาการงอแงแต่อย่างใด ออกจะตื่นตาตื่นใจกับของเล่นใหม่ๆ เหมือนจะลืมไปเลยว่ามาร้านตัดผมค่ะ (ฮาา)


ในแง่ของความสะอาดและการบริหารจัดการพื้นที่ในร้านทำได้ดีมากๆ ไม่รู้สึกแออัดแล้วก็ไม่มีกลิ่นเคมีภัณฑ์แบบร้านทำผมผู้ใหญ่


ทุกๆที่นั่งทำผมจะมีจอทีวีไว้ดึงความสนใจเด็กๆ สนใจเรื่องไหนที่ร้านมีหมด จะเอลซ่าหรือเบบี้ชาร์คขอให้บอกค่ะ พี่ๆเค้าจัดให้ได้ทันที


ระหว่างนั่งรอก็จะสังเกตเห็นหลายๆครอบครัวที่พาลูกมาตัดผม แน่นอน เด็กส่วนใหญ่กลัวเสียงแบตตาเลี่ยน ไม่ชอบการตัดผม ต้องการให้แม่ปลอบ ซึ่งพี่ๆเค้าก็จะเปลี่ยนเก้าอี้ให้ แล้วก็มาช่วยกันเอ็นเตอร์เทนระหว่างที่ช่างตัดผมพยายามตัดผมให้กับน้อง ซึ่งเคสหนักๆที่เห็นต้องใช้สตาฟกัน 4 ชีวิตเลยทีเดียว คนนึงเป่าฟอสบู่บับเบิ้ล อีกคนร้องเพลง อีกคนช่วยประคองหัวน้องไว้ ส่วนช่างทำผมของเค้ามากประสบการณ์จริงๆค่ะ ถึงเด็กจะดิ้นไปดิ้นมาขนาดไหนเค้ารู้จังหวะแล้วก็สามารถตัดให้เสร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น ปรบมือเลย


ระหว่างนั่งรอก็จะมีแบบผมสำหรับเด็กมาให้คุณแม่เลือก พร้อมข้อมูลแนะนำรายละเอียดการใช้บริการภายในร้าน อาทิเช่น ห้ามกินระหว่างตัดผม อย่าส่งเสียงเรียกลูกเพราะจะหันไปมาทำให้ช่างตัดผมไม่สะดวก แบบผมมีให้เลือกเยอะมาก และไม่ว่าจะเลือกแบบไหนก็ราคาเดียว 450 บาทเท่ากันหมดเลยค่ะ 


พอถึงตาตัวเองตัด พ่อหนุ่มน้อยก็ทำหน้าไม่ถูก จู่ๆก็มีสาวๆล้อมหน้าล้อมหลัง(ฮาา) ความเซอร์ไพร์สคือเค้าเชื่อฟังพี่ๆในร้านมากๆค่ะ ไม่งอแง ไม่ร้องสักแอะ คือผิดกันกับตอนที่คุณพ่อตัดให้แล้วให้แม่กับย่าช่วยกันจับตัวจับหัว คือผิดกันมากๆๆๆๆๆ อันที่บ้านคือสงคราม ส่วนมาร้านนี่เงียบสงบ อิแม่งงไปเลย ส่วนนึงคิดว่าเพราะเค้าสมัครใจมาเอง เราไม่ได้บังคับ เค้าเลยยอมที่จะเชื่อฟังพี่ๆในร้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ คุณแม่ปลื้มมม


ตัดเสร็จก่อนเซทก็มีบริการสระผมให้ด้วย ปกติผู้ใหญ่เราจะสระก่อนตัดเนอะ แต่อันนี้ของเด็กเค้าตัดก่อนแล้วค่อยสระเพื่อเอาเศษผมตามหัวออกน้องจะได้ไม่คัน ใครจะเอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยนก็ได้นะคะ แต่เราไม่ได้เอามาก็ไม่ติดอะไร ดูสะอาดสะอ้านดีไม่มีคันเพราะเศษผม


อยากบอกว่าพอเซ็ทผมแล้วเท่มากเลยลูกเอ๊ยยย งานเนี้ยบมากๆ ที่บ้านไม่เคยทำเองได้มาก่อน เชื่อแล้วว่าบางอย่างก็ต้องใช้เงินแก้ปัญหา เพราะหลังจากครั้งนี้ไป ลูกชายพูดออกมาเองเลยว่าจะมาตัดผมอีก แต่ไม่ยอมให้พ่อตัดให้ อันนี้สงสารพ่อมัน แต่ก็ทำไงได้ บริการพี่ๆเค้าดีจริง มีให้รางวัลก่อนกลับบ้านเป็นวิตามินซีเหมือนเวลาไปหาหมอเลยด้วย

 
ตัดผมเสร็จจะนั่งเล่นต่อในร้านก็ไม่มีใครว่านะคะ เผื่อคุณแม่ไม่รู้จะไปนั่งรอที่ไหน ก็ให้ลูกเล่นของเล่นไปก่อนได้ ถ้ามีเด็กคนอื่นอยู่ด้วยก็อย่าลืมบอกลูกให้แบ่งคนอื่นๆด้วยนะอย่ายึดไว้คนเดียว ถือว่ามาใช้บริการร้านร่วมกัน ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ดีๆที่อยากเอามาเล่าให้ทุกคนฟัง ใครตามไปใช้บริการแล้วประทับใจตรงไหนก็แวะมาคอมเม้นพูดคุยกันได้นะคะ วันนี้ลาไปก่อน พบกันใหม่บล็อกหน้า บ๊ายบาย ^^

Disclaimer: This is 100% consumer review.
รีวิวร้านสเต็ก รสดีเด็ด The Steak House วันนี้ต้องออกตัวก่อนว่ามีภาพสวยๆจากคุณพ่อที่มีงานอดิเรกถ่ายรูปลง Shutterstock มาช่วยเป็นส่วนใหญ่ ภาพไหนมีลายเซ็นอยู่มุมภาพ นั่นแหละ ของพ่อ ไม่ใช่ของชั้น 5555 ภาพอื่นๆที่ดูเรียลๆก็จะมาจากกล้องของอิชั้นเองซึ่งประกอบไปด้วย Olympus EPL7 กับไอโฟน 7+ แน่นอนว่าเราไม่ได้ปรับสีอะไรเลย เรี๊ยลเรียล เพราะปรับไม่เป็น (ผ่ามพ้าม!) ส่วนคุณพ่อปรับใน Lightroom ซึ่งหากใครต้องการชมผลงานคุณพ่อเพิ่มเติม ตามไปดูได้ที่โปรไฟล์ "Suratn Sridama" ได้เลยจ้า
data-matched-content-ui-type="image_card_stacked" data-matched-content-rows-num="1" data-matched-content-columns-num="3" data-ad-format="autorelaxed"


รีวิว รสดีเด็ด The Steak House
แนะนำร้านสเต็กดีต้องโดน 


ร้านนี้เป็นร้านอาหารแบบพรีเมียมที่เป็นเจ้าของเดียวกับร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดัง "รสดีเด็ด by นพ" ที่มีการพัฒนาเปิดไลน์บุฟเฟ่ปิ้งย่าง (อ่านรีวิวปิ้งย่าง คลิกที่นี่) ตามมาด้วยร้านอาหาร Steak House ที่ผสมผสานอาหารสไตล์ไทยๆ เข้ากับเมนูสเต็กรสจัดจ้าน ใครสายเนื้อจะต้องฟินตาแตกไปตามๆกันเพราะไลน์เนื้อที่นี่คือมีให้เลือก เยอะ มากกก! ร้านเพิ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนมิถุนายนของปี 2018 ชี้เป้าโลเกชั่นมาไม่ยาก ถ้าเอารถมามีที่จอดหลังร้านเข้ามาทางซอยจุฬา 36 ถ้าเดินมาจาก MRT สามย่านฝั่งจามจุรีสแควร์ก็เดินสั้นๆประมาณ 5 นาทีถึง ร้านจะอยู่ฝั่งติดถนนใหญ่ ตามแผนที่นี้มาหาเจอแน่นอน

รสดีเด็ด The Steak House

ร้านเปิดให้บริการทุกวัน
เวลาเปิดให้บริการ: 11.00น. - 22.00น.
รายละเอียดเพิ่มเติม: แฟนเพจ Roddeeded The SteakHouse

ลองแล้วชอบทุกอย่าง แต่เมนูแนะนำที่ถูกใจเป็นพิเศษคือสลัดมันบด (120TB), บัฟฟาโลว์วิงส์ (180THB), สปาเก็ตตี้ผัดพริกแห้งเบค่อน (220THB) และเนื้ออออออออ อร่อยทุกจานนนน!!!!!!


จากบรรทัดนี้ไปจะเล่าให้ฟังกันแบบละเอียดๆ ใครเบื่อแล้วก็กดปิดได้ ทุกอย่างที่อยากบอกได้บอกไปหมดแล้ว (แบบนี้ก็ได้ด้วย 555) วันที่ไปทานคือเป็นวันเกิดอิชั้นพอดี อายุครบ 28 ในวันที่ 28 แล้วก็ได้รับเชิญให้ไปทานอาหารที่ร้าน ซึ่งถ้าเราไม่อิน เราจะเขียนไม่ออก และจะบอกไม่ได้ว่ารสชาติมันเป็นยังไง แต่อันนี้ยังคงจำรายละเอียดได้ครบถ้วน ถ้ามีโอกาสก็จะไปซ้ำเองแบบโนสปอนเซอร์ ถือว่าเป็นร้านที่ควรค่าแก่การโปรโมทยิ่งนัก คนไปกินตามไปบ่นเราแน่นอน เรามั่นใจว่ามันอร่อยยย!!!!


วันที่ไปคือไปกับครอบครัว ประกอบไปด้วยพ่อแม่สามี ลูกสาวคนเล็ก สามี แล้วก็ตัวเรา รวม 4 คน กับลูกสาวคนเล็กติดสอยห้อยตามมาแต่ไม่นับเพราะนางกินอะไรไม่ได้นอกจากสลัดมันบด (น้องอายุ 10 เดือนเองค่า)

มาทยอยรีวิวกันทีละเมนูเลยดีกว่า

CEASAR SALAD WITH SALMON 280THB
(ซีซาร์ สลัด กับแซลมอน ราคาจานละ 280 บาท)

ซีซาร์สลัดผัดสดๆกรอบๆ มาพร้อมแซลมอนที่กริลล์จนกรอบนอกนุ่มใน รสชาติคือหมักเครื่องปรุงมาแล้ว อร่อยได้ที่ จานนี้ใครกำลังรักษาหุ่นก็ทานได้ไม่ต้องห่วงแคลฯ แต่อุตส่าห์มาร้านสเต็กทั้งที เธอจะสั่งแค่สลัดจริงๆเหรอ? 

ข้างๆกันคือสลัดมันบดที่ทำออกมาได้ละเอียดละเมียดละไม รสดีมากๆ ฟินลื้มมมม และใช่ค่ะ รูปนี้พ่อสามีถ่าย เอาลงเพราะสวยกว่ารูปเราถ่ายเอง 5555

MASHED POTATO SALAD 120THB
(สลัดมันบด ราคาจานละ 120 บาท)

ขอให้ลืมมันบดเคเอฟซีไปก่อน อันนั้นมันอาหารฟาสต์ฟู้ด ถ้าอยากทานมันบดโฮมเมด รสชาติละมุนลิ้น แบบ มันบดเป็นมันบดอะแกร ไม่ต้องหนักซอสเกรวี่อะไรเลย อยากลิ้มรสมันบดอร่อยๆ จงสั่งสลัดมันบดร้านสเต็กรสดีเด็ด!! เมนูนี้รสชาติเป็นธรรมชาติมากๆ อร่อยธรรมชาติแบบเด็กทานได้สบายๆ ใครชอบมันฝรั่งอย่างเราก็ห้ามพลาด ส่วนใครที่ชอบน้ำเกรวี่หนักๆ เมนูนี้ก็คงไม่เหมาะเท่าไหร่ พิจารณากันตามเหมาะสมเนอะ


ชอบถ้วยและถาดที่เอามาใส่มากๆ มีความเป็นหม้อเหล็กไซส์มินิ มาในถาดไม้ ดูเป็นงานคราฟ์ ใส่ใจกระทั่งภาชนะ ชอบมากก็อวยมากแบบนี้แหละ อย่าเพิ่งเอียนกันนะ เพราะมีเรื่องให้อวยอีกเยอะ!!

STIR-FRIED SPAGHETTI WITH DRIED CHILLI AND BACON 220THB
(สปาเก็ตตี้ผัดพริกแห้งเบค่อน ราคาจานละ 220 บาท)



นี่คือเมนูโปรดของเรา แบบถ้าเข้าร้านอาหารอิตาเลียนใดๆที่มีสปาเก็ตตี้พริกแห้งเบค่อนให้สั่ง เราก็จะสั่ง และขอบอกเลยว่าร้านนี้ทำได้รสดีกว่าเกรย์ฮาวนด์คาเฟ่ คือออกมาไม่เลี่ยน ไม่เผ็ดจนแสบลิ้น (เรากินเผ็ดได้แค่นิดหน่อย) และมีการปรุงรสชาติให้กลมกล่อม ไม่ได้ผัดน้ำมันมะกอกเฉยๆ คือทานได้จนหมดจานจริงๆ ขนาดก็มาสมราคา คือถ้ากินคนเดียวจานนี้เรากินไม่หมดแน่นอน ต้องแบ่งกัน 2 คนกำลังดี


ใช่ค่ะ รูปบนพ่อถ่าย รูปนี้เราถ่ายเอง มันก็จะเรียลๆนิดนึง (ฮาา) คืออยากให้เห็นดีเทลเครื่องปรุงที่เคลือบเส้นต่อเส้น ปรุงมาทั่วถึงจริงๆ คือเมนูนี้ถ้าคนปรุงทำไม่ถึงมันจะเลี่ยนมากๆ หรือไม่ก็เผ็ดมากๆ แต่อันนี้คือความลงตัวมากๆ ใครชอบสปาเก็ตตี้เบค่อนแห้งแบบเราแล้วอยากหาร้านที่ทำอร่อยๆ ขอแนะนำร้านนี้เป็นอีกร้านที่ต้องมาลอง

BUFFALO WINGS 180THB
(ไก่ทอดบัฟฟาโลว์วิงส์ ราคาจานละ 180 บาท เสิร์ฟพร้อมบลูชีส)



อันนี้คือดีมากกกกกกกกก ชั้นรักไก่ทอด และชั้นรักบัฟฟาโลว์วิงส์ร้านรสดีเด็ด ชั้นจะทำยังไงดี ไลน์แมนเข้าถึงรึยัง อยากสั่งมากินที่บ้านทุกวันเลยแงงง มันอร่อยขนาดนั้นจริงๆนะ คือมีความกรอบเด้ง รสชาติเปรี้ยวหวานมันเค็มทำมาได้ลงตัว เครื่องเทศแน่นๆ หนังไก่กรอบๆ ซอสไม่ได้เยิ้มจนทำให้ไก่หมดรสชาติ มันดี มันดี มันดีย์ย์ย์ (ต้องย้ำหลายๆรอบ 5555) อย่าถามว่าบลูชีสกับผักเครื่องเคียงรสชาติเป็นยังไง คือไม่ได้สนใจเลยจ้า ไก่มันดีงามมากๆอยู่แล้ว เลยลืมสนใจเครื่องเคียงไปเลย ผ่ามพ้าม!!

ใครที่คิดว่าร้านสเต็กจะต้องมีแต่อาหารอิตาเลี่ยน ที่มันเลี่ยนๆ อะอย่าเพิ่งคิดแบบนั้นกับร้านรสดีเด็ด สเต็กเฮ้าส์ นะคะคุณผู้อ่านขา คือที่นี่ก็มีเมนูไทยๆอยู่เหมือนกัน อาหารไทยๆที่ว่านั้นก็คือ ผัดกะเพรา!!! เหมาะมากในการพาเพื่อนต่างชาติมาทาน เพราะนอกจากจะได้ทานเนื้อคุณภาพดี ยังมีเมนูกะเพราไทยๆให้ได้ลองด้วย


STIR-FRIED "WAGYU" BEEF WITH CHILLI, SWEET BASIL & FRIED EGG 550THB
(ผัดกระเพราเนื้อวากิว ไข่ดาว ข้าว ราคาจานละ 550 บาท)




นี่เป็นกระเพราเนื้อที่เราจะไม่สั่งกินเองเด็ดขาด เพราะมันแพง (ฮาาา) แต่เราจะแนะนำให้เพื่อนชาวต่างชาติมาลองทานอันนี้ ส่วนเราสั่งสเต็กเนื้อกับบัฟฟาโลว์วิงส์แทน ผ่ามพ้าม!

ความพรีเมียมของจานนี้คือ "เนื้อวากิว" ละให้มาแบบ 200g คือประมาณสเต็กที่นึงอะ แต่เอามาผัดเป็นกระเพราโปะไข่ดาว พ่อสามีเราชมว่าร้านนี้ทอดไข่ดาวแบบ Sunny Side Up ได้เพอร์เฟคมากๆ คือข้างนอกเกรียมนิดๆ แต่ยังไม่ไหม้ มันจะได้ขอบกรอบๆ แต่ตรงกลางคือสุกกลางๆ ไม่ได้สุกจัดมาก จะได้ texture เนื้อสัมผัสของไข่ดาวยางมะตูมละมุนๆ กะเพรามีโรยกะเพรากรอบมาด้วย ผัดมาได้รสชาติเข้มข้นกำลังดี ไม่เผ็ดมากไป ใครชอบทั้งกะเพราและเนื้อวากิวก็แนะนำให้มาลองจานนี้ แต่โดยส่วนตัวจะเทใจให้สเต็กมากกว่าค่ะ ข้าวไม่ต้อง ขอเนื้อเน้นๆค่ะพี่ขา เอาเนื้อมาอีกค่าาาา!!

"KUROBUTA" PORK CHOPS STEAK 220THB
(สเต็กหมูคุโรบุตะ ราคาจานละ 220 บาท)



ร้านสเต็กนี่มันร้านสเต็กจริงๆนะพี่นะ คือถ้าเราไปกินตามฟู้ดคอร์ท หรือฟาสต์ฟู้ด มันก็จะแบบ ดูออกว่าไม่ใช่วัตถุดิบพรีเมียม ดูเป็นอาหารแช่แข็งเอามาอุ่นแล้วจัดๆจานให้เรากิน แต่ร้านสเต็กเฮ้าส์มันคือการลงมือทำทุกขั้นตอนไง เราได้เห็นผักที่บรรจงกริลล์มาอย่างดี มีความหอมเนยและเครื่องเทศนิดๆ สลัดมันบดที่เป็นแบบโฮมเมดจริงๆ ดูมะเขือเทศนั่นสิ มีบางลูกเกรียมนิดๆด้วยนะ ฮือออ อร่อยน้ำตาไหลลล ทีเด็ดที่สุดคือซอสพริกไทยดำเนี่ยแหละ มันไม่ใช่ซอสสำเร็จรูปแน่ๆ ทางร้านปรุงเองแน่นอน เราสัมผัสได้ถึงความพิถีพิถันในการเคี่ยวซอสจนออกมาได้รสดีขนาดนี้ ซอสมีความเค็มกำลังดี หอมเครื่องเทศและได้รสพริกไทยแบบจัดๆ เนื้อสเต็กก็มีการกริลล์จนผิวด้านนอกไหม้นิดๆ มีความหอมๆเกรียมๆหน่อยๆ เนื้อหมักมามีรสชาติอยู่แล้ว แต่ยิ่งทานกับซอสก็ยิ่งฟินนนน


SIRLOIN (DYE-AGE) 380THB / 200G
(เนื้อสันนอกบ่ม ราคา 380 บาท น้ำหนัก 200 กรัม)

มาถึงจานเนื้อแล้วจ้ะพี่จ๋าาาาาา อันนี้คือเนื้อ SIRLOIN หรือเนื้อสันนอก เป็นแบบดรายเอจคือเป็นเนื้อที่ผ่านการบ่มเนื้อมาแล้ว การบ่มเนื้อก็คือการเปลี่ยนสภาพเนื้อให้รสชาติมีมิติมากขึ้น ซึ่งการบ่มแบบ ดรายเอจคือการแขวนเนื้อห้อยไว้ในพื้นที่บ่มเนื้อ มีการควบคุณอุณหภูมิให้ต่ำอยู่ตลอดระยะเวลาการบ่ม ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 30 วันขึ้นไป เพื่อให้เอนไซม์ในเนื้อกัดเนื้อจนนิ่มลง ทำให้เนื้อมีรสชาติเข้มข้น กลิ่นหอม และนิ่มขึ้น ก็คล้ายกับการทำชีสหรือบ่มไวน์ โดยกระบวนการเหล่านี้จะต้องมีการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดทั้งเรื่องอุณหภูมิ ความสะอาด และอื่นๆ เพื่อควบคุมปฏิกิริยาของเนื้อจากการบ่มให้ได้ตามมาตรฐาน (ขอบคุณข้อมูลเรื่องการบ่มเนื้อจาก openrice มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ)


สั่งมาแบบ Medium rare คือตรงกลางจะยังดิบ นุ่ม และได้รสชาติของเนื้อจริงๆ จานนี้เสิร์ฟพร้อมซอส 4 แบบให้เลือกจิ้มกันได้ตามสะดวก มีซอสเห็ด ซอสพริกไทย ซอสไวน์แดง และน้ำจิ้มแจ่ว ส่วนตัวชอบน้ำจิ้มแจ่ว ได้ฟีลลิ่งทานเสือร้องไห้บ้านๆ แต่สเต็กคือพรีเมียมมากกก แบบกัดแค่เนื้อเปล่าๆก็ได้ถึงรสชาติความเข้มข้น ความหอมของกลิ่นเนื้อ สายเนื้อคือฟินนน แต่ส่วนตัวไม่ค่อยชอบเนื้อแบบบ่มเท่าไหร่ รู้สึกกลิ่นเนื้อมันคลุ้งรุนแรงเกินรับไหวไปมาก ปกติชอบเนื้อนะ แต่ไม่ได้ชอบดิบๆ ชอบสุกๆ ยิ่งเปื่อยยิ่งดี ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ บาร์บีคิวเนื้ออะไรงี้ สเต็กเนื้อนี่กินยากอยู่เพราะถ้าดิบไปก็จะไม่อิน สุกไปก็จะเหนียวเคี้ยวยาก (อ้าว ฮา 555)

แบบมีเดียมแรร์คือแบบเดียวที่กินได้และชอบ ซึ่งจานนี้อยู่ในเลเวล "กินได้" เฉยๆสำหรับเรา แต่ใครที่เป็นคอเนื้อจริงๆ คือกินเป็นอะ ก็น่ามาลองนะ เพราะเนื้อดรายเอจนี่ไม่ได้มีให้กินกันทั่วไปแน่ๆ

SIRLOIN (SUPER) 560THB / 200G.
(เนื้อสันนอก ซุปเปอร์ ราคา 560 บาท ต่อน้ำหนัก 200 กรัม)


นี่คือที่สุดของแจ้ในวันนี้ ความฟินคือเนื้อฉ่ำๆ รสเนื้อที่คุ้นเคย มีความนู่มมมมม นุ่มมากๆ ใครมีผู้ใหญ่ในบ้านที่ชอบกินเนื้อแล้วฟันไม่แข็งแรงขอเชิญทางนี้ค่ะ จานนี้ละมุนและได้รสชาติเนื้อที่คุ้นเคย จริงๆไม่ต้องจิ้มอะไรเลยตัวเนื้อก็กลมกล่อมพอตัวอยู่แล้ว หอมเครื่องเทศ ชอบความเกรียมนิดๆที่ทำมาพอดีๆ อีกอย่างที่เราว่าสเต็กร้านนี้ทำมาดีคือภาชนะที่ใส่ ด้านบนเป็นจานสแตนเลสนำความร้อน และด้านล่างที่ยกมาเสิร์ฟคือเป็นเตาถ่านค่ะ ใส่มาให้พออุ่นสเต็กอยู่ต่อได้ประมาณครึ่งชั่วโมงถึง 45 นาที คือดี๊ดี ถ่ายรูปจนเมื่อยแล้วเนื้อยังอุ่นๆอยู่ ไม่เย็นชืดคือดีใจเหมือนถูกหวยอะสำหรับคนรีวิวอาหาร กว่าจะได้มุม กว่าจะถ่ายครบ ส่วนใหญ่อาหารจะเย็นไปก่อนแล้ว แต่อันนี้ยังอุ่นอยู่ ฮูเร่!!!


สเต็กคือเกลี้ยงจริงจัง อย่างอื่นต้องค่อยๆกินกันไป แต่มาจุดนี้ทุกคนเริ่มไม่ไหวละค่า เป็นชั่วโมงแห่งการแบ่งปันกันและกันแล้วค่ะตอนนี้ (ฮาา)


ตัวเล็กบอกว่าหนูยังไหวค่ะแม่!!!


เบียร์วาฬอันนี้คุณพ่อสามีบอกว่าอร่อยสูสีกับเบียร์เยอรมันเลยนะ ใครคอเบียร์ชอบทานเนื้อย่างกับเบียร์ จะสั่งมาทานกับสเต็กก็ไม่ผิดค่ะ ลองดู ที่นี่มียี่ห้ออื่นๆให้เลือกอีกเพียบเลย


ทางร้านเพิ่งเพิ่มเมนูของหวานเข้ามา 2 อย่างคือสัปปะรดในน้ำเสาวรส กับลูกตาลลอยแก้ว หวานเย็นชื่นใจ เมนูนี้ราคาเบาๆถ้วยละ 30 บาทเท่านั้น ใครชอบรสเปรี้ยวๆหน่อยก็ลองสัปปะรดนะ ส่วนใครชอบลูกตาล ทานอันนี้ไม่ผิดหวังแน่นอน อร่อยแบบเกล็ดน้ำแข็งละเอียดมีลูกตาลแทรกอยู่ในก้อนน้ำแข็ง ได้ฟีลบิงซูลูกตาลอะไรประมาณนั้นเลย

ส่วนน้ำเปล่าน้ำอัดลมเค้าจะมาในแก้วเมสันจาร์ (Mason Jar) เก๋ๆแบบนี้ ได้บรรยากาศไปอีกแบบ


ใครที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ดีใจด้วยนะคะคุณได้โควต้าอ่านหนังสือเกินค่าเฉลี่ยของคนไทยทั้งประเทศเรียบร้อยแล้ว นี่ไม่ได้มีส่วนลดหรือเว้าเชอร์มาแจก ถือว่าเป็นการมาชี้เป้าร้านเด็ดกับเล่นตลกผ่านตัวหนังสือสร้างความบันเทิงให้ผู้อ่านก็แล้วกันนะคะ


ถ้ามีใครตามไปทาน แวะมาคอมเม้นพูดคุยกันบ้างจะเป็นกำลังใจให้กับผู้เขียนได้มากโขเลยล่ะค่ะ ชอบบทความนี้ฝากกดติดตามผ่านช่องทางอื่นๆด้วยน้า เผื่อเราจะได้พูดคุยกันในเรื่องอื่นๆด้วย ขอบคุณทางร้านรสดีเด็ด The Steak House ที่ให้โอกาสเข้าไปถ่ายทำรีวิวนะคะ แน่นอนว่าเรื่องของรสชาติอาหารเป็นรสนิยมส่วนบุคคล ต่างคนต่างลิ้น ต่างวาระ อาจจะมีความคิดเห็นไม่เหมือนกับในรีวิวก็เป็นได้ อย่าลืมแวะมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันนะ วันนี้ลาไปก่อน บ๊ายบายค่า ^^

Disclaimer: I did not get paid to create this post nor paid for the food and services in this review.
มีโอกาสมาชิมเมนูต้อนรับฤดูใบไม้ร่วงที่วางขายจำกัดเวลา คอนเซปท์ของเมนูทั้งหมดนี้คือ Infused With Love คือการผสมผสานแอลกอฮอลล์ลงไปในเมนูสุดคลาสสิกสไตล์อเมริกันแท้ๆ ซึ่งนอกจากอาหารที่มีให้เลือกมากถึง 6 เมนู ก็ยังมีเครื่องดื่มพิเศษให้เลือกอีก 6 รายการเช่นกัน (หนึ่งในนั้นมีเมนู non-alchohol ด้วยนะ)
data-matched-content-ui-type="image_card_stacked" data-matched-content-rows-num="1" data-matched-content-columns-num="3" data-ad-format="autorelaxed"


ข้อมูลร้านอาหาร Hard Rock Cafe Bangkok :

ตัวร้านตั้งอยู่ที่สยามสแควร์ซอย 11 เปิดให้บริการตั้งแต่ 11.00 น. จนถึงเที่ยงคืน เป็นเวลาปิดทำการ 
อาหารเน้นสไตล์อเมริกัน สามารถสั่งได้ตั้งแต่ตอนเปิดร้าน แต่ว่าในส่วนของรายการเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์จะงดจำหน่ายช่วง 2-5PM ตามกฎหมายไทย ที่ร้านมีวงดนตรีสดเล่นทุกคืนตั้งแต่ช่วง 8.30PM จนถึงตอนปิดร้านเที่ยงคืน

เบอร์โทรร้านสำหรับสำรองที่นั่งหรือสอบถามข้อมูลอื่นๆ 02-6584090-3
เว็บไซต์: www.hardrock.com/cafes/bangkok/
อินสตาแกรม: www.instagram.com/hardrockbangkok/

รีวิว Infused With Love เมนูต้อนรับฤดูใบไม้ร่วง 2018



เมนูอาหารที่เลือกทานคือ Whiskey Bacon Jam Slider และ Bourbon-Glazed Baby Back Ribs ส่วนเครื่องดื่มเพราะเรามากับลูกๆ เลยเลือก non-alchohol ที่เป็น Passion Fruit Punch มาแก้วนึง อีกแก้วเป็น Cocktail ที่มีชื่อว่า Rock House 


สำหรับราคาอาหารในเมนู Infused With Love มีทั้งหมด 6 เมนู ราคาเริ่มต้นที่ 450 บาท


เครื่องดื่มในเมนู Infused With Love ก็มีด้วยกันทั้งหมด 6 เมนู เริ่มต้นที่ราคา 240 บาท


รีวิวเมนู Whiskey Bacon Jam Slider ราคา 480THB



Three burger patties topped with melted cheddar cheese and our homemade whiskey bacon jam. served on a toasted bun with seasoned French fries.
เมนูนี้เป็นแฮมเบอร์เกอร์ไซส์พอดีมือ 3 ชิ้น เนื้อเบอร์เกอร์ใหญ่อยู่ ประมาณ 1/3 ของชิ้นได้ ตัวเนื้อกริลล์จนสุก กัดแล้วกรอบนอกฉ่ำใน ยิ่งมีเชดดาร์ชีสเยิ้มๆกับแยมเบค่อนโฮมเมดที่หมักวิสกี้แทรกอยู่ด้วยยิ่งเพลิน รสแยมจะออกหวานนิดๆ เบค่อนจะเป็นแบบสุกจนกรอบไม่ได้มันเลี่ยนแต่อย่างใด ตัวขนมปังก็ทาเนยกริลล์จนได้ที่ มีความหอมมันเค็ม เป็นรสชาติที่ผสานกันได้อย่างลงตั๊วลงตัว


รีวิวเมนู Bourbon-Glazed Baby Back Ribs ราคา 700THB


Smoked and seasoned Baby Back Ribs infused with a new American Bourbon BBQ sauce served with French fries, homemade coleslaw and classic mac & cheese.
เมนูนี้เด็ดมากกกกกก ยกให้เป็นสิ่งที่ดีงาม ถ้าทำมาขายเรื่อยๆจะตามมาอุดหนุนนน มันคือซี่โครงรมควันย่างกับซอสบาร์บีคิวผสมเบอร์เบิ้นสไตล์อเมริกันแบบใหม่ เค้าย่างจนมันมีความเกรียมนิดๆ แต่ยังไม่ไหม้นะ คือกำลังอร่อยเลยล่ะ แถมรสชาติเข้าเนื้อถึงเครื่องเทศมาก ได้รสพริกไทยนิดๆ กัดแล้วจะมีความกรอบๆเกรียมๆด้านนอกเบาๆให้พอกรุบๆ เนื้อหลุดออกจากกระดูกแบบง่ายมากกก บิดแล้วหลุดเลย ไม่ต้องพยายาม แต่เนื้อไม่ได้เปื่อยจนเสียรสชาติ เป็นความพอดีที่เรียกว่ากำลังได้ที่เลยแหละ


เสริฟมาพร้อมโคสลอว์โฮมเมดที่รสดีอะ ไม่ติดหวาน ออกเปรี้ยวๆสดชื่นๆ แมคแอนด์ชีสก็คลาสสิกมาก ไม่ได้เลี่ยนอย่างที่คิด มีผสมมะเขือเทศลงมาด้วย ช่วยทำให้รสกลมกล่อมยิ่งขึ้น


เฟร้นช์ฟรายส์ทอดมาแบบเกรียมๆกรอบๆกำลังดี ไม่นิ่ม กินได้เพลินๆ ปรุงรสมาแล้วจะมีความเค็มนิดๆ

ต้องบอกก่อนว่านี่เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ Hard Rock Cafe คือคิดมาตลอดว่าราคาสูง และสไตล์ร้านฟีลลิ่งผับบาร์ คงไม่เหมาะกับครอบครัว แต่ดูเหมือนเราจะคิดผิดถนัด วันที่ไปใช้บริการมีลูกค้าหลายโต๊ะเลยที่พาลูกๆมาด้วย (ส่วนมากเป็นชาวต่างชาติ) และยิ่งอะเมซซิ่งเข้าไปใหญ่เมื่อนั่งโต๊ะปุ๊บ พนักงานเดินไปหยิบสมุดระบายสีกับกล่องสีเทียนมาให้ลูกชายเราได้เล่นระหว่างรออาหาร


แถมยังได้ค้นพบว่าทางร้านเค้ามีเก้าอี้เด็กเล็กให้บริการ ซึ่งบางร้านที่เราไปจะเจอเก้าอี้เด็กแบบไม่มีตัวกั้น ถ้านั่งยังไม่แข็งจะนั่งไม่ได้ แต่ที่นี่คือเป็นเก้าอี้เด็กเล็กที่มีตัวกั้นมาให้น้องนั่งเองได้เลยค่ะ (ลูกสาวคนเล็กกำลังจะ 9 เดือน)

เท่านั้นยังไม่พอ ร้านมีพร้อมรวมไปถึงมุมเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็กในห้องน้ำ!! 

วันที่ไปใช้บริการได้ขึ้นไปชั้นสอง ซึ่งดูเป็นร้านอาหารตกแต่งสวยงาม เหมาะสำหรับมาทานข้าว ไม่ว่าจะคนเดียว กับแฟน กับเพื่อน หรือครอบครัว ร้านนี้ได้หมดจริงๆ


ที่ได้มีโอกาสไปรีวิวในครั้งนี้เนื่องจากเราได้รับแคมเปญมาจาก Social Native ซึ่งเป็น Platform สำหรับ Creator จากอเมริกา ถ้ามีโอกาสจะมาเล่าประสบการณ์การทำงานให้ฟังกันเพิ่มเติมนะคะ




Limited Time!!!! วันนี้ได้มาลองเมนู Infused With Love ของทาง @hardrockbangkok อยู่ 2 เมนู คือ Whiskey Bacon Jam Slider เป็นเบอร์เกอร์เนื้อมาพร้อมแยมเบค่อนหมักวิสกี้และชีส เสริฟพร้อมเฟร้นช์ฟรายส์ อีกเมนูคือ Bourbon-Glazed Baby Back Ribs ซี่โครงกระดูกอ่อนหมักซอสย่างซอสเบอเบิ้น ด้านนอกจะเกรียมนิดๆ เนื้อซี่โครงนุ่มฉ่ำทานแล้วเนื้อหลุดออกจากกระดูกง่ายมาก เสริฟพร้อมโคสลอว์กับแมคแอนด์ชีส อร่อยจนทานเกลี้ยงไม่เหลือ ใครสนใจทาน เมนูนี้วางขายถึง 28 ตุลาฯ เท่านั้นนะคะ รีวิวเต็มๆรอติดตามอ่านกันในบล็อกได้เลย 😉#hardrockcafe #sponsored
โพสต์ที่แชร์โดย Kaosuaylunla Diary (@kaosuaylunla) เมื่อ

น่าเสียดายที่เมนู Infused With Love ของทาง Hard Rock Cafe จะจำหน่ายถึงแค่วันที่ 28 ตุลาคม คือกว่าเราจะรีวิวเสร็จ คนก็คงได้แค่อ่านรีวิว ไม่มีโอกาสได้ตามไปทาน ก็ได้แต่หวังว่าในปีหน้าถ้า Fall Menu กลับมาอีกครั้งเพื่อนๆจะได้ไปลองชิมกันบ้างนะคะ


รีวิวนี้ได้รับค่าตอบแทนผ่านทาง Platform สำหรับลงอินสตาแกรม 1 ภาพเท่านั้น แน่นอนว่าเราได้มีโอกาสไปทานฟรีไม่ได้จ่ายเงินเอง แต่ว่าประสบการณ์ทั้งหมดรวมไปถึงความรู้สึกที่ได้รับเป็นการเขียนขึ้นจากความรู้สึกของตัวเองจริงๆโดยไม่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือรับบรีฟใดๆมาจากแบรนด์ค่ะ

หวังว่าเพื่อนๆจะได้รับประโยชน์จากการอ่านบล็อกนี้ไปบ้างไม่มากก็น้อย ใครที่เคยไปทานเมนูอื่นๆอยากแนะนำเพิ่มเติมแวะมาบอกกันได้นะคะ เผื่อมีโอกาสจะตามคอมเม้นไปลองบ้าง สำหรับวันนี้ลาไปก่อน บ๊ายบายค่า ^^

Disclaimer: I got paid sponsored from Social Native to post on social media but this article presentation based 100% on my own idea and experiences without Hard Rock Cafe's opinion involves while creating this review. 
ในฐานะคุณแม่ วันหยุดก็อยากพาลูกออกมาเปิดหูเปิดตานอกบ้านบ้าง ได้ยินว่ามีสวนสนุกเปิดใหม่ที่เอ็มควอเทียร์ ชั้น 2 โซน Helix เป็นสวนสนุกแบบ Digital Interactive ชื่อ bit.playground เห็นพี่ๆเพื่อนๆบนฟีดโซเชียลมีเดียของเราโปรโมทกันตู้มๆๆ ไม่นึกฝันว่าวันหนึ่งชั้นจะได้โอกาสนั้นบ้าง กรี๊ดดด ไปค่ะ เราจะพาไปสำรวจทุกซอกทุกมุมและรีวิวในฐานะคุณแม่ของเด็กชายวัย (เกือบ) 5 ขวบ กับการกระเตงเบบี๋คนเล็กวัย 6 เดือนไปด้วย ภายในบริเวณสวนสนุกจะมีอะไรบ้าง การเข้าชมต้องทำยังไง มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ วันนี้พร้อมพาไปหาคำตอบพร้อมๆกันค่ะ

บิท สตูดิโอ เปิดตัว บิท.เพลย์กราวด์ (bit.playground) สวนสนุกดิจิทัลอินเตอร์แอคทีฟแห่งแรกของประเทศไทย เป็นสวนสนุกที่เด็กๆตั้งแต่วัย 3 ขวบขึ้นไปสามารถเข้ามาเล่นได้ (ทางการแพทย์เด็กไม่ควรใช้หน้าจอดูวิดีโอภาพเคลื่อนไหวใดๆก่อน 2 ขวบ หรือถ้าจำเป็นก็ต้องใช้จอให้น้อยที่สุดค่ะ) ในสวนสนุกนี้มีทั้งหมด 10 สเตชั่น ที่จะช่วยกระตุ้น 8 พัฒนาการของเด็กๆ

bit.playground

เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2018 ถึง 31 มกราคม 2019
สถานที่ตั้ง: อยู่ชั้น 2 ของห้าง ดิ เอ็มควอเทียร์ โซนฮีลิกซ์
เวลาทำการ: 10.00-22.00
เวลาเปิดขายบัตร: 10.00-20.30
ราคาบัตรปกติ: 490 บาทต่อคน เล่นได้ 1 ชั่วโมง
Official Website: bit-playground.com

ข้อมูลนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตสามารถติดตามโปรโมชั่นและข้อมูลล่าสุดได้ที่เพจ facebook.com/bitplayground หรือติดต่อได้ที่เบอร์  097-094-0947


รีวิว bit.playground

ตอนไปตั้งใจจะไปให้ทันรอบ 2.30PM แต่ดั๊นนน ลูกๆหลับในรถ แถมรถติด เลยต้องเลื่อนไปเล่นรอบ 3.30PM-4.30PM แทน (แต่ละรอบจะมีการจำกัดจำนวนคนเพื่อให้ได้บริการทั่วถึง ต่อให้จองไว้แล้วก็ต้องมาลงทะเบียนรับพาสปอร์ตหน้างานอยู่ดีค่ะ) ลูกชายเราน้องเก้า พอไปถึงก็ตื่นเต้น แอบดูตรงพื้นที่ๆเค้าทำเป็นกำแพงบอลสีขาว แต่มีช่องแผ่นป้ายกลมๆซ่อนอยู่ไว้ให้เราสามารถหมุนไปแอบดูข้างในได้เล็กน้อย พ่อหนุ่มน้อยงอแงใช้ได้เลยค่ะเพราะต้องรอเกือบ 40 นาทีกว่าจะถึงรอบของเรา


พอใกล้ถึงเวลาจะมีการประกาศให้มาลงทะเบียนรับพาสปอร์ตเข้าสวนสนุกกัน ใครมีตั๋วก็เอามา redeem หน้าเค้าเตอร์กันได้เลยจ้า สะดวกสุดๆ


รับมาตอนแรกเค้าจะหน้าตาเหมือนสมุดสะสมสแตมป์ตัวปั๊มในแต่ละฐาน ทว่าจริงๆแล้วนางสามารถแปลงร่างเป็นน้องถุง!! ไว้เก็บผลงานศิลปะที่เด็กๆทำในสวนสนุกแห่งนี้เอากลับไปบ้านได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เก๋สุด (ดูเพิ่มเติมแบบเคลื่อนไหวได้ใน IG TV @kaosuaylunla นะฮะ) พอเข้าไปแล้วก็จะมี VTR ปฐมนิเทศให้กับทุกคนที่เข้ามาใช้สวนสนุก bit.playground ว่ามีฐานอะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง มีข้อจำกัดอย่างไรบ้าง เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันไปทำกิจกรรมตามฐานที่ตัวเองสนใจกันได้เลยค่ะ



เป้าหมายของสวนสนุกแห่งนี้ น้องจากจะเป็นพื้นที่ให้เด็กๆได้พัฒนาศักยภาพทั้ง 8 ด้าน มาปลดปล่อยพลังความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ยังมีจุดประสงค์เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกันด้วยน้า แต่ละฐานนั้นมีรายละเอียดยังไงบ้าง ตามมาชมกันได้เลย



  • Dinoroar! - วาดภาพลงบนลูกบอล ฟักออกมาเป็นไข่ไดโนเสาร์แล้วพากย์เสียง roar! ในแบบของตัวเอง ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กๆ




  • Shadow Forest - เล่นกับแสงเงา ทำมือเป็นรูปสัตว์แล้วมันจะออกมาเดินในป่าเงาแห่งนี้ให้เราดูกันแบบจะจะ ทำนกได้นก บางครั้งทำมือประหลาดๆก็ออกมาเป็นช้าง สนุกสนานเพลิดเพลินกันไป




  • Land & Sea - ตรงนี้จะเป็นทรายวิทยาศาสตร์เล่นได้ไม่เลอะเทอะ แต่ต้องคอยกำกับไม่ให้ลูกเอามือไปเช็ดเสื้อผ้า แค่ปัดๆมือก็สะอาดแล้ว แถมมีเจลแอลกอฮอลล้างมือไว้บริการด้วย ความเจ๋งของฐานนี้คือยิ่งเราขุดทรายลึกเท่าไหร่ ผืนน้ำก็จะน้ำเงินมากขึ้น สัตว์ที่มาปรากฎตามจุดนั้นก็จะเปลี่ยนไปตามภูมิทัศน์ที่เราสร้าง จะกองทรายเป็นภูเขาหรือจะทำพื้นราบ ได้หมด ฐานนี้คือ Favorite ของลูกชายเลยค่ะ หลงมาฐานนี้ปั๊บ เล่นยันหมดเวลากันเลยทีเดียว


  • Little Records - ไปลองแต่งเพลงด้วยเครื่องดนตรีจำลองกันดู


  • Magical Kite - ว่าวมหัศจรรย์ ให้เราเลือกแบบแล้วระบายสี พอเอาไปวางบนเครื่องฉายดิจิตอล จะมีกิมมิกให้ออกแรงเป่า แล้วว่าวของเราก็จะลอยออกมาให้เห็น!! ตรงนี้คิดว่าเด็กเล็กๆแรงเป่าน่าจะยังไม่พอ เหมาะกับเด็กโตหน่อยประมาณ 7-8 ขวบขึ้นไปค่ะ แต่ถ้าน้องๆชอบระบายสี มาฐานนี้เพลินแน่นอน



  • Live Puppet - ให้วาดชุดหรือวาดหุ่นยนต์อะไรก็ได้ อยากเป็นดีไซน์เนอร์หรืออยากให้อะไรมาขยับอยู่บนตัวเราก็วาดออกมา แล้วไปยืนหน้ากล้อง มันจะ track งานที่เราวาดมาทาบบนตัวคนที่ยืนหน้ากล้อง เล่นพร้อมกันหลายคนได้ด้วยนะ สนุกกก


  • Sansiri Town - อารมณ์เหมือนเกมเดินเก็บเหรียญเก็บตราต่างๆ พอครบแล้วร่างจะขยายใหญ่!!! จุดประสงค์ของเกมนี้คือ... ขายของสปอนเซอร์ ผ่ามพ้าม!!! เค้าพยายามสื่อสารกับเราว่าภายในเมืองแสนสิรินี่ดี๊ดี มีความปลอดภัยสูง ไปลองเล่นแล้วจะรู้สึกเอ็นดูสปอนเซอร์มากๆเลยค่ะ (ฮาา)

  • Pizza Whizza - เป็นเหมือนเกมทำพิซซ่าแบบจำลอง พอทำเสร็จแล้วปั๊มลงพาสปอร์ตถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐานเอาไปเป็นส่วนลดพิซ่าจริงๆได้ที่ Mozza By Cocotte ชั้น G ได้ด้วยน้า


  • 3D Grand Prix - ให้เด็กๆปั้นรถที่จะแข่งด้วยดินน้ำมัน แล้วเอาไปสแกนบนฐานก็สามารถเอาไปเล่นเกมแข่งรถกับเพื่อนๆได้เลย ดินน้ำมันที่ปั้นเสร็จแล้วเอาใส่ถุงกลับบ้านได้ด้วยนะ

  • Graphic Ball Pool - ตรงนี้ถ่ายรูปสวยยย เป็นผนังฉายภาพที่เราววาดหล่นลงมารัวๆแบบดาวร่วงจากฟ้า (โรแมนติกแมะ 555) เด็กเล็ก 3-5 ขวบแพ้ทางบ่อบอลมากค่ะ เจอปุ๊บต้องโดดลงไป ตรงนี้ต้องถอดรองเท้าก่อนลงไปเล่นนะ 

ส่งท้ายรีวิวนี้ บอกก่อนเลยว่าชั่วโมงเดียวไม่เคยพอ เด็กๆจะงอแงอยากเล่นต่อกันซะเป็นส่วนใหญ่ น้องเก้าก็เหมือนกัน อาลัยอาวรณ์บ่อทรายสุดชีวิต



แต่พอหมดเวลาเค้าจะดับไฟทั้งหมดเพื่อเคลียร์คนให้รอบต่อไปเตรียมเข้ามาเล่นค่ะ ใครอยากซื้อของที่ระลึกเป็นเสื้อหรือตุ๊กตาไดโนเสาร์ที่มีศิลปะของลูกๆอยู่บนนั้นก็สามารถซื้อได้ก่อนออกจากสวนสนุกบิท.เพลย์กราวด์แห่งนี้ 

ส่วนสนุก bit.playground (บิท.เพลย์กราวด์) เหมาะกับใคร?

จริงๆถ้าจะเล่นให้คุ้ม ส่วนตัวมองว่าคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกในช่วงประถมวัย สัก 7-12 ขวบน่าจะสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทุกฐานได้อย่างครบถ้วน การพาลูกมาที่นี่พ่อแม่อย่างเราสามารถสังเกตได้ด้วยว่าตกลงลูกเรานั้นชอบอะไร จะได้สนับสนุนพัฒนาการด้านนั้นต่อ เปรียบเสมือนพื้นที่ให้เด็กๆได้ทดลองเล่นเพื่อค้นหาตัวเอง อย่างเราสังเกตน้องเก้าจะชอบบ่อบอลกับบ่อทรายเป็นพิเศษ ในตารางก็จะไปตกตรงพัฒนาการด้าน nature-visual-body-people (ธรรมชาติ-ภาพที่ตามองเห็น-การใช้ร่างกาย-การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น) ดังนั้นการพาไปเสริมที่ Gym สำหรับเด็กที่เป็น outdoor หรือกิจกรรม adventure ดูจะเหมาะกับเค้ามากกว่าการเรียนศิลปะวาดภาพระบายสีเป็นต้นค่ะ

ใครมีโอกาสได้ไปเล่นมาแล้วอย่าลืมแวะมาเล่าสู่กันฟังบ้างน้า หวังว่ารีวิวนี้จะมีประโยชน์กับครอบครัวที่กำลังสนใจจะพาลูกๆไปเที่ยวอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ไว้พบกันใหม่โอกาสหน้าค่ะ บ๊ายบาย ^^