Kaosuaylunla Diary: Review
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Review แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Review แสดงบทความทั้งหมด
ปัจจุบันน้ำยาซักผ้ากับน้ำยาล้างจานราคาถูกมักจะเต็มไปด้วยสารเคมี ที่ไม่เป็นมิตรกับผิวเราแถมยังจะกลายเป็นสิ่งปนเปื้อนในธรรมชาติอีกต่างหาก อย่างนึงที่ต้องยอมรับคือพวกผลิตภัณฑ์สำหรับผิวบอบบาง แพ้ง่าย ยิ่ง eco-friendly มากเท่าไหร่ ราคาก็ยิ่งดีดสูงตามไปด้วย จนมาเจอแบรนด์ Seventh Generation (เซเว่นท์ เจนเนอเรชั่น) ที่เซอร์ไพร์สเราเอามากๆ ทั้งราคาที่จับต้องได้หาซื้อง่าย ประสิทธิภาพที่ตอบโจทย์ แถมยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม วันนี้เอารีวิวผลิตภัณฑ์ซักผ้า และผลิตภัณฑ์ล้างจานมาทดลองใช้แล้วมาเขียนรีวิวให้อ่านกันค่ะ

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ซักผ้าและผลิตภัณฑ์ล้างจาน Seventh Generation 


สูตรที่เราลองใช้ในครั้งนี้เป็นสูตรสีส้มที่เป็นกลิ่นส้มคลีเมนไทน์

น้ำยาซักผ้าปริมาณ 1 ลิตร / ราคา 185 บาท
น้ำยาล้างจานปริมาณ 750 ml / ราคา 135 บาท

ผลิตภัณฑ์ใช้ในครัวเรือนของแบรนด์ "เซเว่นท์ เจนเนอเรชั่น" ทั้งหมดมีส่วนประกอบที่ผลิตจากพืชธรรมชาติกว่า 97% แถมขวดบรรจุภัณฑ์เป็นขวดที่ผ่านการรีไซเคิลขยะพลาสติกมาแล้ว และสามารถนำไปใช้รีไซเคิลต่อได้ 100% เวลาใช้คือไม่ต้องกังวลเลยเรื่องสร้างขยะหรือทำให้สิ่งแวดล้อมเกิดการปนเปื้อน เพราะทุกสูตรคิดค้นมาแล้วว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ กลิ่นหอมในแต่ละสูตรก็มาจากธรรมชาติทั้งหมดไม่ใช่เคมีสังเคราะห์ การันตีความดีงามด้วยการเป็นแบรนด์ธรรมชาติอันดับหนึ่งจากสหรัฐฯ วันนี้เข้าไทยเรียบร้อยแล้ว หาซื้อได้ง่ายๆตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปเลยจ้า


เล่าให้ฟังก่อนว่าบ้านเราค่อนข้างพยายามที่จะ Go Green แล้วก็พยายามใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผิวบอบบางใช้ได้ เด็กๆใช้ได้ ตัวเราเองเป็นภูมิแพ้ผิวหนัง ลูกๆก็มีความเสี่ยงตรงนี้ด้วย (ลูกชายก็แพ้เหมือนกันแถมเป็น RSV จมูกจะไวกับกลิ่นเคมีมากๆ) ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กในตลาดที่ราคาถูกมักจะฉุนจมูก แถมเวลาซักมือเราจะรู้สึกได้เลยว่าซักเสร็จผิวที่มือคัน ลอก น้ำยาล้างจานหรือล้างขวดนมก็เหมือนกัน เราเลยเลือกใช้แบรนด์ออร์แกนิกที่ราคาสูง เวลาใช้ก็ไม่กล้าใช้เยอะจะเอาไปเจือจางกับน้ำก่อนค่อยใช้ ทำให้รู้สึกว่าได้ประสิทธิภาพไม่ค่อยเต็มที่ ล้างคราบไม่ออกบ้าง มีความมันหลงเหลือบ้าง แต่ใช้ในปริมาณปกติก็หมดเร็ว ซื้อบ่อยๆไม่ไหว พอได้ข่าวว่าเซเว่นท์ เจนเนอเรชั่นเข้าไทยก็ตื่นเต้นมากๆ เพราะแบรนด์นี้ราคาเมื่อเทียบกับปริมาณถือว่าถูกเลยสำหรับผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกลุ่ม Eco-Friendly เมื่อมีโอกาสได้ลองใช้วันนี้ก็อยากจะมาบันทึกไว้เป็นข้อมูลให้อ่านกัน

รีวิวผลิตภัณฑ์ซักผ้าแบบน้ำ จาก Seventh Generation
Laundry Detergent สูตร Fresh Citrus



ขวดมันใหญ่มากจ้าแม่จ๋า มาเป็นลิตรกันเลยทีเดียว เนื่องจากบรรจุภัณฑ์เค้ารีไซเคิลได้ เวลาใช้เสร็จก็แยกขยะพลาสติกไปทิ้งนางก็จะถูกส่งไปเป็นพลาสติกรีไซเคิลกลับมาเป็นผลิตภัณฑ์นี้แหละให้เราใช้ต่อโดยไม่สร้างขยะเพิ่ม แบบถุงพลาสติกที่เอามาใส่ของรีฟิลของแบรนด์อื่นๆส่วนใหญ่ก็ย่อยสลายไม่ได้แถมรีไซเคิลยากอีกต่างหาก แต่กับแบรนด์ Seventh Generation คือหายห่วงจ้า

(ด้านหลังขวดมีบอกส่วนผสมโดยละเอียด)

วิธีใช้งาน (สามารถใช้ได้ทั้งซักมือและซักเครื่อง)

ซักปกติโดยผสมน้ำ ใช้ปริมาณ 1 ฝา ต่อผ้าจำนวนผ้า 15-20 ชิ้น ถ้าบริเวณไหนมีคราบหนักให้เทน้ำยาซักผ้าลงบนคราบแล้วขยี้ออกเบาๆก่อนแช่ไว้สักครู่แล้วซักตามปกติ

(ฝาตวงน้ำยาซักผ้าออกแบบมาเผื่อตวงเกินจะไม่หกลงพื้น แต่ตกไปอยู่ตามขอบฝาแทน)


(ปกติเวลาซักผ้าจะไม่กล้าให้ลูกมีส่วนร่วม แต่งานนี้หายห่วง แค่ระวังไม่ให้เข้าตาก็พอจ้า)


รีวิวประสบการณ์หลังใช้น้ำยาซักผ้า Seventh Generation

ลองทั้งซักมือและซักเครื่อง ประสิทธิภาพดีไม่แพ้ยี่ห้อที่ใช้สารเคมี แต่อันนี้ถ้าตรงไหนเป็นคราบต้องขยี้มือเพื่อความชัวร์ คราบจะหลุดออกหมดอย่างง่ายดาย ขนาดผ้าขาวก็ไม่เหลือคราบ ที่สำคัญคือมือไม่แหกจ้า เสื้อผ้าใส่แล้วเหงื่อออกก็ไม่คัน แถมกลิ่นหอมจากธรรมชาติ 100% ออกแนวส้มๆสดชื่นกำลังดี ไม่ฉุนจมูก


ทดสอบกับผ้าขาว ทาไว้แล้วขยี้เบาๆ ผ้าขาวเหมือนเดิมไม่เหลือคราบ


สรุปว่าผ่าน น่าซื้อใช้ต่อรัวๆ ใครที่อยากซื้อมาใช้กับเบบี๋เด็กอ่อน แบรนด์นี้เค้ามีสูตรฟรีแอนด์เคลียร์ด้วยนะ คือไม่ใส่สารย้อมสี (ที่อาจจะทำให้ผิวเด็กอ่อนแพ้ได้) ไม่ใส่กลิ่น ใช้ซักผ้าเด็กหรือคนที่ไม่ชอบกลิ่นน้ำยาซักผ้าก็ลองหาซื้อมาใช้ดูได้

รีวิวผลิตภัณฑ์ล้างจาน Seventh Generation
Dish Washing กลิ่น Clementine Zest & Lemongrass



นี่ก็ขวดใหญ่มากสำหรับน้ำยาล้างจาน ใช้ส่วนผสมจากพืช 97% เชี่นเดียวกัน ขวดรีไซเคิลได้เหมือนกันและไหลตามน้ำไปก็ย่อยสลายได้ไม่กลายเป็นสารเคมีปนเปื้อนในแหล่งน้ำ จริงๆอยากเอาหัวปั้มมาใส่เพราะแบบฝาเปิดแล้วบีบมันค่อนข้างใช้งานไม่ถนัด เวลาล้างๆไปแล้วต้องเติมน้ำยาเพิ่ม แถมขวดนางใหญ่มากๆ เวลามือลื่นๆหยิบทีก็หนักไง ลื่นหลุดมือได้เหมือนกัน คือถ้ามีหัวปั๊มมาเปลี่ยนใส่คือเพอร์เพคเลย ไอเลิฟมากๆ แต่ก็เข้าใจได้ว่าถ้าแบรนด์ผลิตแบบหัวปั๊มมันจะมีชิ้นส่วนพลาสติกที่รีไซเคิลยาก หามาใส่เองล้างเก็บเอาไว้ใช้ต่อเองก็ได้เหมือนกัน


วิธีใช้งาน

สามารถละลายใส่น้ำแล้วล้าง หรือจะหยดลงไปบนฟองน้ำ หรือหยดบนภาชนะโดยตรง (กรณีที่มีความมันมากๆ) ใช้ล้างทำความสะอาดเหมือนเวลาล้างจานปกติได้เลย 


ลองใช้แล้วใช้งานได้ดีพอๆกับสูตรมะนาวแรงๆที่ล้างคราบมันดีๆ แต่อันนี้เลิศกว่าตรงล้างดีแล้วมือไม่พัง ปกติเราไม่ชอบล้างจานเพราะจะโดนน้ำยาล้างจานกัดมือจนเยินไปหมด ตัวนี้ล้างจานกองพะเนินจนหมดเกลี้ยงมือก็ยังดีอยู่ แถมไม่ต้องใช้เยอะด้วย


สรุปโดยรวมนี่ว่าคุ้ม คือดีกับมือ ดีกับโลก แถมราคาไม่แรง คือร้อยกว่าบาทแต่ได้ปริมาณเกือบลิตรนี่ใช้ได้นานเป็นเดือนเหมือนกันนะ ไม่ต้องกังวลเวลาใช้ล้างจานชามข้าวของลูกด้วย (ปกติจะซื้อยี่ห้ออื่นมาไว้ล้างจานหรือของใช้เด็กแยก) สะดวกขึ้นมากๆ เรียกว่าขวดเดียวใช้ร่วมกันได้ทั้งครอบครัว กลิ่นหอมๆของเค้าไม่ฉุนเลย มาจากวัตถุดิบธรรมชาติ 100% สบายใจได้ว่าไม่มีเคมีสังเคราะห์ตกค้างแน่นอน

ซีรีส์สีส้มที่เราได้ลองใช้มันไม่ได้ส้มจ๋าๆแบบน้ำส้มนะ มีความเป็นส้มโอ เกร๊ปฟรุ๊ตอะไรประมาณนั้นมากกว่า มันหอมละมุนเบาๆอธิบายไม่ค่อยถูก คือถ้าได้ใช้จะรู้สึกดีฟีลกู๊ดมากๆ ใครไปเดินห้างแล้วเจอก็ลองแวะหาแบรนด์นี้มาลองใช้กันดูนะคะ

ล่าสุดเราไปเดินเจอมีแบบถุงเติมวางขายแล้ว แถมเป็นถุงแบบรีไซเคิลได้ด้วย ราคาโปรโมชั่นดีงามมากๆ น้ำยาล้างจานเหลือถุงละ 49 บาท ส่วนน้ำยาซักผ้าเหลือ 99 บาท คือแนะนำมากๆเลย โอกาสที่เราจะได้ใช้ของดีๆเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งต่อโลกของเราให้กับคนรุ่นหลังมันสามารถทำได้ โดยเริ่มจากสิ่งง่ายๆอย่างการเปลี่ยนของใช้ในครัวเรือนนี่แหละ 

หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังหาข้อมูลอยู่บ้างไม่มากก็น้อยนะคะ ไว้พบกันใหม่ในบทความหน้า บ๊ายบายค่า


Disclaimer: I did not pay for the product but all experiences and review is 100% from my own experiences.


Airinum (แอรินั่ม) เป็นแบรนด์หน้ากากอนามัยสัญชาติสวีเดน หลายคนสนใจต้องการสั่งซื้อแต่เจอกับปัญหาใหญ่... อ่านภาษาอังกฤษไม่ออกบ้าง สั่งซื้อของจากเว็บไม่เป็นบ้าง ไม่เคยสั่งซื้อของจากต่างประเทศบ้าง สารพัดความกังวลผุดขึ้นมาทำให้ไม่กล้าซื้อ แต่รีวิวที่เห็นมีแต่คนเชียร์ มันดียังไง ซื้อยังไง วันนี้จะมาเล่าให้ฟังพร้อมแชร์ประสบการณ์และบอกวิธีการสั่งซื้อให้ส่งมาไทยอย่างละเอียดไปจนถึงขั้นตอนเสียภาษีนำเข้ากันเลยค่ะ แถมโค้ดส่วนลดไปด้วยเลย อะตามมาอ่านรายละเอียดกันดู


Airinum คืออะไร?

Airinum เป็นแบรนด์ที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจของ 2 ชาวสวีเดน เริ่มต้นจากคุณ Alexander ที่ต้องย้ายจากบ้านเกิดไปทำงานที่อินเดีย โรคหอบหืดที่เคยหายไปแล้วมันกลับมาทักทายเขาอีกครั้ง รู้เลยว่า
อีนี่ฉานตกเป็นเหยื่อของมลพิษทางอากาศแล้วนะนายจ๋า 

data-matched-content-ui-type="image_card_stacked" data-matched-content-rows-num="1" data-matched-content-columns-num="3" data-ad-format="autorelaxed"
ก็ป้องกันตัวเองแบบตามมีตามเกิดไปค่ะ หาซื้อหน้ากากอนามัยที่มีขายในแต่ละพื้นที่นั่นแหละมาใส่ป้องกันตัวเองไปก่อน ก็พบว่ามันไม่เท่เลยเนอะ แถมใส่ไม่สบายด้วย ป้องกันได้ดีบ้าง ห่วยบ้าง มาตรฐานไม่ได้เลิศอะไร พอกลับมาจากทวีป Asia สิ่งแรกที่เค้าทำคือพุ่งตรงไปหาเพื่อนคือคุณ Fredrik ที่บ้านเกิดเพื่อก่อตั้งบริษัทจัดจำหน่ายหน้ากากอนามัยอย่างจริงจัง ซึ่งที่สวีเดนเนี่ย เป็นประเทศที่อากาศดีมาก แต่ไม่ใช่ทุกคนบนโลกที่จะมีโอกาสได้สัมผัสอากาศที่สะอาดเหมือนพวกเขา Airinum จึงได้ถือกำเนิดขึ้นมาในปี 2015 และมีการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์อย่างไม่หยุดยั้งจนถึงปัจจุบัน

Airinum ซื้อยังไง? 

ถึงจะพูดว่าเป็นแบรนด์หน้ากากอนามัยสัญชาติสวีเดน เพราะผู้ก่อตั้งกับดีไซน์และพนักงานออฟฟิศหลักจะนั่งอยู่ที่เมือง Stockholm แต่ทว่าส่วนของการผลิตและงานคลังนั้น หลักๆจะอยู่โซนเอเชียนี่แหละค่ะ หน้าร้านและคลังสินค้าจัดจำหน่ายตั้งอยู่ในประเทศ จีน ฮ่องกง ใต้หวัน และเกาหลีใต้ โดยประเทศที่อยู่นอกเหนือจากนี้จะถูกจัดส่งโดยคลังสินค้าที่ฮ่องกงเป็นหลัก และแน่นอนว่า "จัดส่งฟรีทั่วโลก" ไม่มีการบวกค่าจัดส่งเพิ่มแต่อย่างใด ประเทศไทยก็ส่งฟรีจ้าพี่จ๋า


ซื้อผ่านเว็บไซต์ www.airinum.com ได้เลย เพราะในไทยยังไม่มีตัวแทนอย่างเป็นทางการ เวลาเคลมสินค้าจะได้ทำเอง ส่วนลดจะได้ใช้เอง ร้านหิ้วส่วนมากเอากำไรทั้งส่วนต่างของค่าเงิน USD บวกค่าจัดส่งตัวเอง แถมยังเอาของที่เราควรจะได้ฟรี รวมทั้งส่วนลด ไปใช้เองโดยที่เราไม่ได้อะไรเลยนอกจากสินค้า (ใช่ค่ะ ทุกการสั่งซื้อจะต้องได้ของแถมด้วยนะคะ)

ขั้นตอนการสั่งซื้อ Airinum


1. วัดขนาดที่ตัวเองจะใส่:
หน้ากากมีให้เลือก 4 ไซส์ XS, S, M, L โดยใส่ได้ตั้งแต่เด็กน้อยจนถึงผู้ใหญ่ แน่นอนว่าเค้ามีหน่วยวัดเป็นน้ำหนักตัวมาด้วย แต่ใครที่อยากได้เป๊ะๆ ให้วัดระยะจากดวงตามาจนถึงคางค่ะ วิธีวัดคือเดินไปส่องกระจก หน้าตรง เอาหนังสือมาวางแตะคางดูให้แนวระนาบขนานไปกับพื้น แล้วเอาไม้บรรทันตั้งบนหนังสือ ดูว่าถึงตาเราเนี่ย กี่เซนติเมตร แล้วเอามาเทียบไซส์ดูตามนี้เลย

สรุปคือ
  • XS ไซส์ไม่เกิน 8.5cm
  • S ไซส์ระหว่าง 8.6-10.5cm
  • M ไซส์ระหว่าง 10.6-11.7cm
  • L คือไซส์ 11.8cm ขึ้นไป
ใครที่ไซส์เกินมานิดๆหน่อยๆ ทางแบรนด์แนะนำว่าเอาหลวมไว้หน่อยจะใส่สบายและปรับเข้าได้ ดีกว่าไปเอาเล็กๆที่มันคับและอาจจะใส่ไม่ได้เลยนะ
แนะนำหลวมดีกว่าคับเพราะปรับสายเข้าได้จ้า!!

2. กดเลือกรุ่นของสินค้า : 
เลือกหัวข้อในส่วนของ SHOP จะมีประเภทสินค้า 3 อย่าง ตรงนี้ให้จิ้มไปที่ Urban Air Mask 2.0 เลือกสี เลือกขนาด เครื่องหมายบวกลบคือจำนวน โอเคแล้วกด ADD TO CART ได้เลยจ้า



อธิบายหมวดของสินค้าในเว็บเพิ่มเติมนิดนึง

MASK - หน้ากากอนามัย มีให้เลือก 2 รุ่นคือ Urban Air Mask 2.0 (รุ่นใหม่) ราคา 69$ และ Urban Air Mask 1.0 (รุ่นเก่า) ราคา 59$ และมีคอลเลกชั่นลิมิเตทให้เลือกซื้อ โดยจะมีราคาสูงกว่ารุ่นปกติ ซึ่งแนะนำให้กดซื้อรุ่นใหม่กันนะคะ เพราะเค้าพัฒนาให้ใส่สบายยิ่งขึ้น วาวล์ระบายอากาศเล็กลง และมีประสิทธิภาพสูงกว่ารุ่นเก่า ที่สำคัญคือ มีโปรโมชั่นใส่โค้ด kaosuay แถมฟรีฟิลเตอร์ 1 กล่อง (บรรจุ 3 ชิ้น) ราคา 15$ ในทุกๆการสั่งซื้อหน้ากาก 1 อัน จะได้ฟิลเตอร์ฟรีไปเลยกล่องนึง


สั่งสิบอันก็ฟิลเตอร์ฟรีสิบกล่องไปเลยจ้า

FILTERS - สามารถซื้อฟิลเตอร์กรองอากาศได้ที่เว็บ 1 กล่องจะมี 3 ชิ้น ขายในราคา 15$ มีส่วนลดสำหรับลูกค้าเก่าโดยหน้ากากทุกอันจะมี Tag ที่มี QR Code สแกนแล้วตอบแบบสอบถาม ใส่อีเมล จะได้โค้ดลดฟิลเตอร์ 30% ไว้ให้ซื้อในครั้งต่อไป ถ้าเราซื้อไม่ถึง 1,000 บาท จะไม่เสียภาษีนำเข้า เพราะงั้นการซื้อฟิลเตอร์ทุกเดือนชิวมากนะจ๊ะ 

ACCESSORY - วาวล์กับสายรัดหัวขายแยก สำหรับคนที่อยาก Mix&Match สีสันต่างๆ หรือคนที่เผลอทำหล่นหาย ไม่ต้องร้องไห้นะเธอ เค้ามีขายแยก ประมาณว่าอะไหล่สำรองน่ะ อย่าทำหายบ่อยละกัน มันไม่มีส่วนลด ขายชุดละ 15$ ทุกรายการ


ถ้าซื้อหน้ากากรุ่น 2.0 อย่าลืมกด FILTERS ของ Urban Air Filter 2.0 / 3 Pack กล่องราคา 15$ ใส่ตะกร้าไปด้วยนะจ๊ะ ซื้อรุ่นธรรมดา หรือรุ่นอลัน วอล์กเกอร์ เค้าก็แถมให้ 1 กล่องฟรีๆ หน้ากาก 1 อัน เคลมได้ 1 กล่อง ซื้อ 10 อันก็เคลมได้ 10 กล่องไปเลยจ้า แต่ต้องใส่โค้ด kaosuay ก่อนคิดตังนะ

3.การชำระเงิน

ไม่ต้องมี Paypal ก็จ่ายได้ กดปุ่มสีเทาๆเลือก "Pay with Debit or Credit Card" ใครเคยใช้บัตรซื้อของออนไลน์สามารถใช้บัตรนั้นได้เลย จะเดบิต เครดิต ได้หมด



แต่ใครที่ยังไม่เคยใช้บัตรซื้อของในเว็บออนไลน์ใดๆ อาจจะต้องติดต่อให้ทางเจ้าหน้าที่ธนาคารช่วยเปิดบริการนี้ให้ก่อนนะคะ เอาตรงๆคือ ลองกดไปก่อน กรอกข้อมูลเสร็จ ผ่านไม่ผ่านเดี๋ยวค่อยว่ากัน!!

ในหน้า Paypal Guest Check Out จะมีให้กรอกข้อมูลบัตรของเราค่ะ

Country : ให้เลือก Thailand
Card Number : กรอกเลขหน้าบัตรได้เลย ระบบปลอดภัยค่ะ Paypal ดำเนินการมาไม่รู้กี่สิบปีแล้ว เชื่อถือได้แน่นอน
Expires : กรอกเดือนกับปีที่แจ้งวันหมดอายุหน้าบัตร
CSV : เลขรหัสความปลอดภัยหลังบัตร
First Name : ชื่อจริง เจ้าของบัตร
Last Name : นามสกุล เจ้าของบัตร

หลังจากนั้นก็กรอกที่อยู่ Billing Address ให้เป็นที่อยู่จัดส่งของเราในประเทศไทยใช้ภาษาอังกฤษทับศัพท์ได้เลย 


Street address : พิมบ้านเลขที่ ซอย ถนน ถ้าไม่พอก็ตัดไปลงบรรทัดต่อไปค่ะ
Apt., ste.,, bldg. : ตรงนี้เผื่อใครอยู่หอ ห้องหมายเลขเท่าไหร่ ตึกไหน ใส่ตรงนี้ ไม่มีก็ข้ามไป
City : ใส่แขวง เช่นเราอยู่ลาดพร้าวก็ใส่ Lat Phrao (ไม่ต้องกังวลเรื่องการสะกด ปณ บ้านเราอ่านออกแน่นอน)
State : ใส่จังหวัดตรงนี้ค่ะ
ZIP code : ใส่รหัสไปรษณีย์

ใส่เบอร์ติดต่อผู้รับไปด้วยนะ รหัสประเทศไทยคือ +66 แล้วตามด้วยเบอร์โทรเราได้เลย สำคัญสุดคืออีเมลค่ะ ตรงนี้เจ้าหน้าที่จะใช้ติดต่อสื่อสารแจ้งเลขแทรกกิ้งและประสานงานอื่นๆ ให้ใส่อีเมลที่สามารถติดต่อได้และถูกต้องนะคะ 

ใครที่คิดว่ากรอกข้อมูลพลาด ติดต่อทีมงานได้ที่ support@airinum.com แน่นอนต้องใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารทั้งหมด ใครไม่แม่นก็เช็คข้อมูลกันดีๆ อย่ากรอกผิดกันนะเดี๋ยวงานเข้า


กล่องนี้ไม่ติ๊กก็ได้นะ Paypal จะชวนเราสมัครบัญชีกับเค้า ใครไม่สนใจก็ผ่านไปค่ะ กด Continue ได้เลย


ซื้อเสร็จแล้ว ต่อไปคือขั้นตอนการจัดส่ง รายละเอียดตามนี้:

ทาง Airinum เค้าจะส่งอีเมลคอนเฟิร์มออเดอร์มาให้เราก่อน 1 ฉบับ จากนั้นจะตามมาด้วยเลขแทรกกิ้งและลิงค์สำหรับเช็คสถานะสินค้า



ซึ่งเราสามารถเอาเลขนี้มาเช็คใน Track&Trace ปณ บ้านเราได้เลย แต่ต้องให้เวลาเค้าประมาณ 24-48 ชม. ถึงจะมีอัพเดทขึ้นในระบบ (ตอนแรกจะเป็นเครื่องหมายอะไรเอ่ยม่วงๆว่ายังไม่พบรายการนี้ในระบบ) จากนั้นจะใช้เวลาประมาณ 5-6 วันทำการ ของถึงจะมาลงไปรษณีย์ในไทย 

ซื้อ Airinum จ่ายภาษีนำเข้ายังไง?

ภาษีนำเข้าจะต้องจ่ายเมื่อของที่สั่งเข้ามามีมูลค่าประเมินเกิน 1,000 บาท ดังนั้น ถ้าเราสั่งของแพงแล้วระบบขึ้นสถานะว่า "ออกใบแจ้ง" ไม่ได้มีความหมายว่ามาหาเจ้าตัวไม่เจอเลยออกใบแจ้งเพียงอย่างเดียวนะจ๊ะ มันหมายความว่า "โดนภาษีแล้ว" ได้ด้วยจ้า
หน้ากากอนามัยมีอัตราอากรขาเข้าอยู่ที่ 5% และมีภาษีมูลค่าเพิ่มราวๆ 7% ถ้าเรามั่นใจว่าเจ้าพนักงานประเมินภาษีสูงเกินจริง สามารถไปยื่นคำร้องได้ค่ะ แต่พอดีว่านี่ไม่เคยทำ เห็นเค้าประเมินราคาโอเครับได้ตลอด ของเราจ่าย 279 บาท แต่ไม่มีใบมาให้เนื่องจากเจ้าพนักงานหาใบไม่เจอ (รายละเอียดขอไม่พูดถึง แต่เอาเป็นว่าถ้าขึ้นสถานะออกใบแจ้งให้ไปหาเจ้าพนักงานที่ไปรษณีย์ได้เลยค่ะ)


อย่างของรุ่นน้องเราที่สั่ง 69$ ไปสองอัน มีใบแจ้งประเมินราคามา 4,300 บาท ต้องจ่ายอากรขาเข้า 215 บาท (คิด 5% จากราคา 4,300) + ภาษีมูลค่าเพิ่ม 316 บาท (คิด 7% จาก 4,300+215)  รวมคือต้องกำตังไปจ่ายที่ไปรษณีย์อีก 531 บาท + ค่าบริการไปรษณีย์อีก 20 บาท ต้องจ่ายทั้งหมดเป็นเงินสด และนำบัตรประชาชนหรือใบมอบอำนาจมาด้วยในกรณีคนมารับของไม่ได้ใช้ชื่อเดียวกับที่จ่าหน้าซอง 

ใครที่ใบแจ้งไม่มาแบบเรา จดเลข Tracking ไปที่ ปณ แล้วไปสอบถามกับเจ้าพนักงานได้เลยค่ะ เดี๋ยวเค้าไปค้นมาให้ ไม่ต้องรอนาน

Q&A รวมคำถามคำตอบที่ถามกันเข้ามา:

ถาม: หน้ากาก Airinum ไม่ใส่ฟิลเตอร์ได้มั๊ย?
ตอบ: ไม่ได้จ้า มันมีรูสำหรับใส่วาวล์ ซึ่งถ้าไม่มีฟิลเตอร์ วาวล์จะปิดลงไม่พอดีนะจ๊ะ

ถาม: ตัวหน้ากาก Airinum เฉยๆช่วยกันฝุ่นได้มั๊ย?
ตอบ: ตัวที่กันฝุ่นคือฟิลเตอร์ ส่วนตัวหน้ากากเป็นผ้าเทคโนโลยี Polygiene จากสวีเดนที่ป้องกันเชื้อโรค แบคทีเรีย เชื้อรา อะไรพวกนี้ ไม่ได้กันฝุ่นนะจ๊ะ 

ถาม: ฟิลเตอร์ Airinum ซักได้มั๊ย?
ตอบ: ไม่ได้จ้า น้ำจะทำให้ประสิทธิภาพของฟิลเตอร์ลดลงนะจ๊ะพี่จ๋า

ถาม: Airinum กันฝุ่น PM2.5 ได้จริงรึเปล่า?
ตอบ: ใส่ฟิลเตอร์แล้วกันได้ชัวร์ ผลิตภัณฑ์ได้รับการทดสอบจากแลบของ Camfil R&D Center ประเทศสวีเดน ได้รับการรับรองจาก KN95 หรือประสิทธิภาพ FFP2 ของยุโรป สามารถกรองอนุภาคได้มากกว่า 95% ของฝุ่นขนาดเล็กถึง PM0.3

หน้ากาก Airinum จึงมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกัน PM10, PM2.5 และแม้แต่อนุภาคที่เล็กกว่า และด้วยฟิลเตอร์รุ่นล่าสุดของ Urban Air Mask 2.0 จะสามารถกรองอนุภาคต่างๆออกไปได้มากถึง 98%

ถาม: กลัวซื้อมาแล้วเจอของมีตำหนิ เปลี่ยนคืนยังไง?
ตอบ: ถ้ามันมีตำหนิตั้งแต่เปิดกล่องมา หรือใช้งานไปแล้วพังไปแบบงงๆ ก็ติดต่อ support@airinum.com เค้าจะให้ที่อยู่มาสำหรับเคลมสินค้า เราก็ส่งของลงทะเบียนกลับไปนะจ๊ะ เค้าจะส่งอันใหม่มาให้จ้า

ถาม: ใช้แล้วไม่ชอบ คืนได้ไหม?
ตอบ: ไม่ได้โว้ย

ถาม: ซื้อ Airinum แล้วมันคุ้มไหมอะ?
ตอบ: ในแง่ของ Filter มีอายุการใช้งาน 100 ชั่วโมง ถ้าจะทู่ซี้ใช้ให้คุ้มครบๆก็ตกชั่วโมงละ 4.8 บาท สมมติใส่วันละ 3 ชั่วโมง(เฉพาะเดินทางไปกลับ) ก็วันละ 14.4 บาทน่ะนะ คุ้มสิ แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าเธอเป็นคนเหงื่อออกเยอะ มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ อายุมันจะสั้นลงนะ คือเปียกจนเหม็นแล้วก็ต้องเปลี่ยนเด้อ ไม่สามารถรอให้ครบ 100 ชั่วโมงได้ อย่างที่บอกไป ฟิลเตอร์ไม่ถูกกับน้ำ เหงื่อเราก็น้ำอะนะ ถ้าใช้แปปๆแล้วผึ่งให้แห้งก่อนเอามาใช้ใหม่ อะมันก็พอไหว แต่ถ้าใช้จนชุ่มแล้วเนี่ย ไม่ควรเกินอาทิตย์ที่สองก็ต้องเปลี่ยนแล้วจ้า   


หวังว่ารีวิวการสั่งซื้อหน้ากาก Airinum ชิ้นนี้จะมีประโยชน์กับทุกคนบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ เจ้าของบล็อกไปขอโค้ดส่วนลดแถมฟิลเตอร์มาได้ในฐานะ Blogger ค่ะ แต่บอกเลยว่ายังไม่เคยได้ของฟรีจากแบรนด์หรือสินน้ำใจอื่นใดในการเขียนรีวิว บทความและภาพที่ถ่ายต่างๆ ทุกอย่างทำออกมาให้จากใจจริงๆ เห็นสภาพอากาศบ้านเราแบบนี้ก็อยากให้ทุกคนได้มีของดีๆใช้กัน ใครที่รู้สึกว่าอันนี้เกินกำลัง ไว้ครั้งหน้าจะเอาหน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วซักได้รุ่นอื่นๆมารีวิวให้อ่านไว้เป็นข้อมูลกันนะคะ มีคำถามหรือยากพูดคุยสามารถคอมเม้นหรืออินบ็อกเข้ามาได้เลย ยินดีให้คำปรึกษาค่ะ ยังไงก็ฝากติดตามแม่บ้านคนนี้เอาไว้ด้วยน้า แล้วพบกันใหม่ในบล็อกหน้า บ๊ายบายค่า 

Disclaimer: This is 100% consumer review.
บ้านไหนลูกกลัวเสียงแบตตาเลี่ยน กลัวการตัดผม ไม่เป็นไรนะคะ เราคือเพื่อนกัน บ้านเราซื้อแบตตาเลี่ยนมาตัดผมให้ลูกชายยั้งแต่เล็ก คือตัดเองตั้งแต่โกนผมไฟจนปัจจุบัน 5 ขวบ ร้องโวยวายดราม่าเบอร์แรงทุกครั้งค่ะ ผ่านร้านตัดผมก็คอยแอบถามเค้าบ่อยๆว่าตัดมั๊ยลูก? ตัดผมมั๊ยครับ? คำตอบเซย์โน ไม่เอา ไม่อยากตัดผม จนมีอยู่ช่วงนึงที่เค้าเริ่มสนใจ "เครื่องบิน" แล้วก็บังเอิญมีร้านซาลอนสำหรับให้บริการเด็กโดยเฉพาะ เค้าครีเอททำที่นั่งตัดผมให้เป็นเครื่องบิน!! วันดีคืนดีเราลองถามลูกว่า ตัดผมไหมครับ? ได้นั่งเครื่องบินด้วยนะ? เค้าหันมาบอกว่า "ตัดครับ อยากนั่งเครื่องบิน" เข้าทางอิแม่เลยจ้า เลยเป็นที่มาของรีวิววันนี้ จะมาเล่าประสบการณ์ของการพาลูกไปร้านตัดผม Little RedFox Kid’s Salon ให้อ่านไว้เป็นข้อมูลกันค่ะ

รีวิวร้าน Little RedFox Kid’s Salon ซาลอนสำหรับเด็ก

เวลาเปิดทำการ:
จันทร์ - ศุกร์ 10.30AM
เสาร์ - อาทิตย์ 10.00AM
โดยทุกวันจะรับคิวสุดท้ายที่เวลาสองทุ่ม
ค่าบริการครั้งละ 450 บาท 
มี 2 สาขาคือเมกะบางนา กับสาขา Central Festival EastVille ซึ่งในรีวิวนี้เราไปใช้บริการสาขาเซ็นทรัลอีสต์วิลล์มานะคะ

(ร้านจะอยู่ชั้น 2 โซนเอ้าท์ดอร์ติดกับทางเข้า Think Space)

ปกติจะต้องทำการโทรจองก่อนล่วงหน้า และมาก่อนเวลานัดเล็กน้อย แต่เราเด๋อค่ะ Walk-In ไปเลย เค้าก็แจ้งอย่างสุภาพว่าต้องรอต่อคิวนะคะ สามารถแจ้งเบอร์แล้วไปเดินเล่นรอ หรือจะรอในร้านเผื่อมีคิวไหนแคนเซิล เราก็จะได้คิวถัดไปทันที ซึ่งวันนั้นโชคดีมีคนไม่มาตามเวลานัด (ถ้าเลท 10 นาที เค้าจะแคนเซิลคิวให้คนที่นั่งรอได้ใช้บริการไปก่อนเลยค่ะ) ลูกชายเลยได้ใช้บริการไวกว่าที่คิด และระยะเวลาในการตัดผมครั้งนึงเค้าจุคุมเวลาไม่ให้เกินครึ่งชั่วโมงค่ะ


จริงๆแล้วบริเวณในร้านสะดวกต่อการมานั่งรอสำหรับแม่ๆและลูกๆเลยนะ เค้ามีที่นั่งไว้ให้บริการ มีโซนขายของกระจุกกระจิกพวกเสื้อผ้าเครื่องประดับสำหรับเด็กให้คุณแม่ให้ดูกันเพลินๆ ส่วนของลูกก็มีสไลด์เดอร์กับบริเวณไว้ให้เล่นของเล่นรอได้ หนุ่มน้อยของเราเลยไม่มีอาการงอแงแต่อย่างใด ออกจะตื่นตาตื่นใจกับของเล่นใหม่ๆ เหมือนจะลืมไปเลยว่ามาร้านตัดผมค่ะ (ฮาา)


ในแง่ของความสะอาดและการบริหารจัดการพื้นที่ในร้านทำได้ดีมากๆ ไม่รู้สึกแออัดแล้วก็ไม่มีกลิ่นเคมีภัณฑ์แบบร้านทำผมผู้ใหญ่


ทุกๆที่นั่งทำผมจะมีจอทีวีไว้ดึงความสนใจเด็กๆ สนใจเรื่องไหนที่ร้านมีหมด จะเอลซ่าหรือเบบี้ชาร์คขอให้บอกค่ะ พี่ๆเค้าจัดให้ได้ทันที


ระหว่างนั่งรอก็จะสังเกตเห็นหลายๆครอบครัวที่พาลูกมาตัดผม แน่นอน เด็กส่วนใหญ่กลัวเสียงแบตตาเลี่ยน ไม่ชอบการตัดผม ต้องการให้แม่ปลอบ ซึ่งพี่ๆเค้าก็จะเปลี่ยนเก้าอี้ให้ แล้วก็มาช่วยกันเอ็นเตอร์เทนระหว่างที่ช่างตัดผมพยายามตัดผมให้กับน้อง ซึ่งเคสหนักๆที่เห็นต้องใช้สตาฟกัน 4 ชีวิตเลยทีเดียว คนนึงเป่าฟอสบู่บับเบิ้ล อีกคนร้องเพลง อีกคนช่วยประคองหัวน้องไว้ ส่วนช่างทำผมของเค้ามากประสบการณ์จริงๆค่ะ ถึงเด็กจะดิ้นไปดิ้นมาขนาดไหนเค้ารู้จังหวะแล้วก็สามารถตัดให้เสร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น ปรบมือเลย


ระหว่างนั่งรอก็จะมีแบบผมสำหรับเด็กมาให้คุณแม่เลือก พร้อมข้อมูลแนะนำรายละเอียดการใช้บริการภายในร้าน อาทิเช่น ห้ามกินระหว่างตัดผม อย่าส่งเสียงเรียกลูกเพราะจะหันไปมาทำให้ช่างตัดผมไม่สะดวก แบบผมมีให้เลือกเยอะมาก และไม่ว่าจะเลือกแบบไหนก็ราคาเดียว 450 บาทเท่ากันหมดเลยค่ะ 


พอถึงตาตัวเองตัด พ่อหนุ่มน้อยก็ทำหน้าไม่ถูก จู่ๆก็มีสาวๆล้อมหน้าล้อมหลัง(ฮาา) ความเซอร์ไพร์สคือเค้าเชื่อฟังพี่ๆในร้านมากๆค่ะ ไม่งอแง ไม่ร้องสักแอะ คือผิดกันกับตอนที่คุณพ่อตัดให้แล้วให้แม่กับย่าช่วยกันจับตัวจับหัว คือผิดกันมากๆๆๆๆๆ อันที่บ้านคือสงคราม ส่วนมาร้านนี่เงียบสงบ อิแม่งงไปเลย ส่วนนึงคิดว่าเพราะเค้าสมัครใจมาเอง เราไม่ได้บังคับ เค้าเลยยอมที่จะเชื่อฟังพี่ๆในร้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ คุณแม่ปลื้มมม


ตัดเสร็จก่อนเซทก็มีบริการสระผมให้ด้วย ปกติผู้ใหญ่เราจะสระก่อนตัดเนอะ แต่อันนี้ของเด็กเค้าตัดก่อนแล้วค่อยสระเพื่อเอาเศษผมตามหัวออกน้องจะได้ไม่คัน ใครจะเอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยนก็ได้นะคะ แต่เราไม่ได้เอามาก็ไม่ติดอะไร ดูสะอาดสะอ้านดีไม่มีคันเพราะเศษผม


อยากบอกว่าพอเซ็ทผมแล้วเท่มากเลยลูกเอ๊ยยย งานเนี้ยบมากๆ ที่บ้านไม่เคยทำเองได้มาก่อน เชื่อแล้วว่าบางอย่างก็ต้องใช้เงินแก้ปัญหา เพราะหลังจากครั้งนี้ไป ลูกชายพูดออกมาเองเลยว่าจะมาตัดผมอีก แต่ไม่ยอมให้พ่อตัดให้ อันนี้สงสารพ่อมัน แต่ก็ทำไงได้ บริการพี่ๆเค้าดีจริง มีให้รางวัลก่อนกลับบ้านเป็นวิตามินซีเหมือนเวลาไปหาหมอเลยด้วย

 
ตัดผมเสร็จจะนั่งเล่นต่อในร้านก็ไม่มีใครว่านะคะ เผื่อคุณแม่ไม่รู้จะไปนั่งรอที่ไหน ก็ให้ลูกเล่นของเล่นไปก่อนได้ ถ้ามีเด็กคนอื่นอยู่ด้วยก็อย่าลืมบอกลูกให้แบ่งคนอื่นๆด้วยนะอย่ายึดไว้คนเดียว ถือว่ามาใช้บริการร้านร่วมกัน ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ดีๆที่อยากเอามาเล่าให้ทุกคนฟัง ใครตามไปใช้บริการแล้วประทับใจตรงไหนก็แวะมาคอมเม้นพูดคุยกันได้นะคะ วันนี้ลาไปก่อน พบกันใหม่บล็อกหน้า บ๊ายบาย ^^

Disclaimer: This is 100% consumer review.
กราโนล่า คืออะไร? ต่างกับมูสลี่ยังไงนะ?
เวลาไปช้อปปิ้งตามซุปเปอร์มาร์เก็ตเราจะเจอซีเรียลหลากหลายประเภทที่เอาไว้ทานยามเร่งด่วนช่วงเช้าแค่ใส่นมก็อิ่มจบง่ายๆ แต่ซีเรียลที่วางขายในท้องตลาดเป็นเพียงผลิตภัณฑ์จาก "ข้าวสาลี" แบบ "แปรรูป" ในรสชาติต่างๆ และเป็นผลผลิตจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เลยมีราคาถูกหาซื้อได้ง่ายทั่วไป ยังไงถ้าต้องการสารอาหารที่ครบถ้วนก็ต้องไปหาผลไม้มาเติมใส่ลงไปเองอยู่ดี


"กราโนล่า" เป็นการพัฒนาต่อยอดมาจาก Museli (มูสลี่) ที่เดิมทีเป็นอาหารพิเศษสำหรับผู้ป่วยในยุคปี 1900 มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสวิส ส่วนผสมหลักๆคือข้าวโอ๊ตแห้งที่รีดเป็นแผ่นบางๆพร้อมทาน ผสมกับถั่วหรือธัญพืช และผลไม้สดหรืออบแห้ง เวลาทานจะนำไปแช่ในนมทานทันทีหรือแช่ในโยเกิร์ตข้ามคืนแล้วตวงมาทานตอนเช้าเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนดูดซึมได้ดี ใช้เวลาเตรียมไม่นานจึงกลายเป็นอาหารที่คนรักสุขภาพทั่วไปชื่นชอบกัน 

Granola (กราโนล่า) จะเป็นการนำข้าวโอ๊ตไปอบพร้อมปรุงรสในรูปแบบต่างๆให้มีรสชาติถูกปาก ทานง่ายขึ้น เป็นได้ทั้งอาหารและของว่าง ทานเปล่าๆโดยไม่ต้องเติมนมก็ได้ (แต่มูสลี่ไม่ได้จริงๆ ข้าวโอ๊ตแห้งๆที่ไม่ได้อบนี่ฝืดคอมาก อย่าทำตามเชียว 555) บางครั้งมาในรูปแบบแท่ง (Snack Bar) ส่วนใหญ่มาในรูปแบบใส่บรรจุภัณฑ์พร้อมทานแบบอาหารเช้าซีเรียล บางแบรนด์ก็มีการคัดเลือกรสชาติและส่วนผสมผลไม้อบแห้งกับธัญพืชต่างๆเพิ่มเติมลงไปตามต้องการ
ตัวผู้เขียนเองมีโอกาสได้ลองทั้งมูสลี่ และกราโนล่ามาหลายแบรนด์ สรุปกับตัวเองแล้วว่าชอบกราโนล่ามากกว่ามูสลี่ และชอบรสชาติของกราโนล่าแบรนด์ OMG OAT MY GOSH! มากที่สุด เลยจะหยิบมารีวิวให้อ่านกันในวันนี้ค่ะ

รีวิวกราโนล่า ที่อร่อยที่สุดในตอนนี้
OMG OAT MY GOSH!

โพสต์ที่แชร์โดย Kaosuaylunla Diary (@kaosuaylunla) เมื่อ

แนะนำเจ้าของแบรนด์นี้กันก่อน
พี่ท้อฟฟี่ - ชญาน์ทัต วงศ์มณี หรือ ในนามปากกาที่ชาวโซเชียลรู้จักกันดีในชื่อ "ท้อฟฟี่ แบรดชอว์" คอลลัมน์นิสต์ฝีมือดีของ The Standard ที่ถอดรหัสบทเรียนชีวิตการทำงานจากรายการ The Face Thailand Season 3 ในงานเขียนซีรีส์ "Game on, Bitch" ได้อย่างมีอรรถรส แล้วพอมาทำกราโนล่าก็ยังคงความมีอรรถรสอยู่ในสินค้าทั้งตัวรสชาติและกลิ่นอายสไตล์จัดจ้านของภาพลักษณ์ตัวผลิตภัณฑ์

พูดเลยว่ากล้าออกตัวอวยหมดใจให้ขนาดนี้เพราะได้ลองตั้งแต่ตอนที่กราโนล่าของพี่ท้อฟฟี่ยังไม่มียี่ห้อแบรนด์ เราเจอกันครั้งแรกที่งาน Blogger's Bootcamp By CP ALL ก่อนจบงานพี่ท้อฟฟี่เอาผลิตภัณฑ์เดโม่ในตอนนั้นใส่ซองสีน้ำตาลซิปล็อกมาให้ชิม แล้วก็ขอคำติชมเพื่อไปพัฒนาสินค้าต่อ ไอ้เรารับเดโม่มาแล้วก็ได้แต่ชิม ชิม ชิม และชิมจนหมดโดยไม่มีอะไรจะติเพราะ "มัน-อร่อย-มาก!!" รู้ตัวอีกทีก็อ้าว หมดแล้วอะ น้องซื้อเลยได้มั๊ย ไม่มีอะไรจะติแล้ว ปกติซื้อกินแบบยกกิโลในโลตัส อันนี้รสชาติเข้าขั้นพรีเมี่ยมเกรดกูร์เมต์เลยทีเดียว(ฮาาา)

OMG OAT MY GOSH! ได้ทำการเดบิวต์สู่ตลาดครั้งแรกกับ 3 รสชาติ

(Cr. ภาพประกอบจากทางแบรนด์ OMG OAT MY GOSH!)

ในคอนเซปท์ SUPERFOOD &  SUPERFUN GRANOLA เป็นแบรนด์ กราโนล่า อาหารเพื่อสุขภาพยุคใหม่ที่จะทำลายล้างภาพอาหารนกให้หมดสิ้นไป ปรับรสชาติให้อร่อยจนทานได้โดยไม่ต้องฝืนใจ วางไว้บนโต๊ะก็หยิบทานเพลินๆแทนขนมได้เลยหรืออยากอิ่มก็แค่เทใส่นม จบ ไม่ต้องเติมผลไม้อะไรแล้วก็ได้เพราะคัดสรรส่วนผสมที่เป็น "ซุปเปอร์ฟู้ด" ระดับพรีเมียมนอกจากข้าวโอ๊ตก็มีควินัวสีขาวและดำจากโบลิเวีย อัลมอนด์ แครนเบอร์รี่ พีแคน เมล็ดเชีย ชาเชียวมัทฉะจากชิซึโอกะและฮอกไกโด น้ำผึ้งแท้ น้ำมันรำข้าว เกลือหิมาลายันสีชมพู ฯลฯ อัดแน่นด้วยคุณค่าสารอาหารมาให้ครบ จบในกระป๋องอยู่แล้ว อีซี่มว๊ากๆ
ออกเดบิวต์มา 3 รสชาติเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำใครในท้องตลาด เรียกได้ว่าหาทานได้กับแบรนด์ OMG OAT MY GOSH! เท่านั้น คือรสเมเปิ้ลพีแคนต้นตำรับ ฮอกไกโดลาเวนเดอร์ และมัทฉะลาเต้

MAPLE PECAN-CAN!

กราโนล่ารสเมเปิ้ลต้นตำรับ หอมกลิ่นเมเปิ้ล รสนี้ทานได้ทุกเพศทุกวัย จะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนชรา ได้หมด เหมาะเป็นรสที่ควรซื้อตุนไว้ที่บ้านเป็นอย่างยิ่ง น้องๆหนูๆที่ปกติทานซีเรียลกับนมลองเปลี่ยนมาทานกราโนล่าจะได้รับสารอาหารมากขึ้น อยู่ท้องนานขึ้น กระปุกนี้เน้นธัญพืช ไม่ผสมผลไม้อบแห้งค่ะ


MATCHA CHA-LA-LA!

กราโนล่ารสมัทฉะลาเต้ รสนี้คือให้เป็น THE BEST of THE BEST คือที่สุดของกราโน่ล่าที่เคยทานมาในชีวิต กระปุกนี้อร่อยสุด ชิคสุด ด้วยความที่มันเป็นมัทฉะพอผสมนมจืดลงไปเราจะได้นมรสชาเขียวมัทฉะลาเต้จริงๆ!! คือเวิร์คมากเธอเอ๊ยยย ความพิเศษคือกระปุกนี้มีแครนเบอร์รี่และไวท์ช็อคโกแลต ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นของหวานยามว่างมากกว่าอาหารควบคุมน้ำหนัก แต่ด้วยความที่เป็นมัทฉะ ใครไม่ถูกกับคาเฟอีนก็ควรเลี่ยงๆไปก่อนนะจ๊ะ ส่วนหนุ่มสาวออฟฟิศ สิ่งนี้เหมาะมากที่จะมีติดโต๊ะ ได้ประโยชน์ครบวงจรแน่นอน


OHH-LA-LA! LAVENDER!

กราโนล่ารสฮอกไกโดลาเวนเดอร์ ใครเป็นสาวกลาเวนเดอร์ต้องฟินกระจายกับกระปุกนี้ แค่เปิดฝากลิ่นก็ลอยฟุ้งจนคนข้างๆต้องถามว่า "หอมอะไร?" แน่ๆ ด้วยส่วนผสมชาลาเวนเดอร์จากฮอกไกโดที่หอมเป็นเอกลักษณ์ กระปุกนี้ใส่ลูกเกดสีทองมาช่วยเพิ่มความเปรี้ยวหวานกลมกล่อมทุกครั้งที่ทาน 

จุดเด่นของกราโนล่า OMG OAT MY GOSH! ที่เราสัมผัสได้ว่าต่างจากแบรนด์อื่น

นอกเหนือจากแพคเกจจิ้งที่ทำมาคัลเลอร์ฟูล ป๊อปอาร์ต เก๋ชิคมากๆ ขนาดฟังชั่นการใช้งานในดีไซน์ยังคิดมาแล้ว ตัวกระปุกเป็นพลาสติก ตกไม่แตก แต่มีฝาแบบอลูมิเนียมกระป๋องไว้เก็บความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์อยู่ชั้นใน แล้วฝาปิดก็ออกแบบมาให้ปิดสนิทดี เผลอทำหล่นก็จะไม่หกง่ายๆ ขนาดกระปุกพอดีมือ ไม่ใหญ่มาก จะพกไปข้างนอกก็ได้สะดวกไม่ติดขัด เปิดใช้งานง่ายและเก็บความกรอบได้นาน ประทับใจมากไปอีกก็คือ Texture ของเนื้อกราโนล่าจะไม่แห้งเหนียวติดกันเป็นแพ


แต่จะรวนเป็นก้อนกลมๆขนาดพอดีคำหยิบทานเล่นได้สบายๆเป็นความกรอบแบบละมุนลิ้นทุกคำที่ทาน ใครบอกว่ากินอาหารนกนี่ขอให้ยัดใส่ปากคนพูดเลย นางจะได้รู้ว่าแบรนด์นี้ไม่นกนะจ๊ะ อีกทั้งยังปราศจากสารกันบูด ปราศจากเนย ปราศจากไขมันทรานส์ และไม่ใส่น้ำตาลขัดขาว วางใจได้ว่าทุกคำที่ทานเข้าไปจะไม่ทำลายสุขภาพของเรา 

ขณะนี้ OMG OAT MY GOSH! วางขายในกระปุกบรรจุ 170 กรัม ราคา กระปุกละ 180 บาท (ราคาเมื่อ มค 61) สามารถสั่งซื้อและติดตามโปรโมชั่นต่างๆได้ทางออนไลน์:
Facebook: OMG OAT MY GOSH
Instagram: omg.oatmygosh
มีบริการส่งถึงที่ค่าส่งราคาเดียว 100 บาท ซึ่งพิเศษ! เมื่อสั่ง 6 กระปุกขึ้นไปส่งฟรีนะจ๊ะ

บล็อกนี้ไม่ได้รับค่าจ้างใดๆในการเขียน ได้รับเป็นแซมเปิ้ลอย่างละกระปุกแต่จะสั่งเองอีกรัวๆแน่นอน บอกเลยว่าชอบมากจริงๆเลยกลั่นออกมาจากใจ อยากให้เค้าขายดีจะได้อยู่ให้เราสั่งกินไปนานๆ (ฮาา) ใครลองแล้วไม่ชอบก็ส่งมาทางนี้ นี่ยินดีจะรับไว้เอง //อ้าแขนรอ

หวังว่าบล็อกนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับคนที่อยากทำความรู้จักกับกราโนล่าอยู่บ้างไม่มากก็น้อยนะคะ โอกาสหน้าพบกันใหม่ วันนี้ลาไปก่อน บ๊ายบายค่า ^^


Disclaimer: I did not paid for the product nor get paid to create this review. All opinion here is 100% my own even I'm associated with the owner of the product but I did not received any commission from this article.


The Cheesecake Factory Bakery® และ The Cheesecake Factory At Home® เป็นแบรนด์ดังจากอเมริกาที่มีชื่อเสียงมามากกว่า 30 ปี เปิดไปเกือบ 150 สาขา คือเป็นชีสเค้กที่ฮิตไม่ใช่เล่น แล้ววันนี้ทาง Bank of Bakery ก็ได้นำเข้ามาจัดจำหน่ายในประเทศไทย ให้คนไทยได้ลิ้มรสความฟินแบบต้นตำรับบินตรงจากอเมริกากันได้ง่ายๆ แค่แวะไปที่ The Cheesecake Factory Bakery® สาขาพารากอน หรือช้อปแบบ Grand Cheesecake Selection ได้ง่ายๆเพียงแวะไปที่ Gourmet Market ของพารากอนเท่านั้นเอง และวันนี้เราจะมารีวิวชีสเค้กแบบกล่อง Grand Cheesecake Selection จาก The Cheesecake Factory ให้ได้ชมกันค่า

Grand Cheesecake Selection จาก The Cheesecake Factory

ปริมาณสุทธิอยู่ที่ 992 กรัม ขนาดบรรจุ 8 ชิ้น มีด้วยกันทั้งหมด 4 รสชาติ (กล่องนี้บรรจุรสละสองชิ้น) คือรส White Chocolate Raspberry Truffle Cheesecake, Chocolate Mouse Cheesecake, Snickers Bar Chunks and Cheesecake และ Strawberry Topped Original Cheesecake วางขายในราคากล่องละ 1,200 บาท

ตรงนี้มีข้อมูลส่วนผสมทั้งหมดในกล่อง Grand Cheesecake Selection สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้อาหารบางชนิดสามารถมาส่องดูเพื่อความแน่ใจไว้ประกอบการตัดสินใจซื้อได้ที่นี่ค่ะ


กล่องนี้แน่นอนว่าเป็นชีสเค้กที่ "แช่แข็ง" มาจากอเมริกา ก่อนทานก็ทิ้งให้ละลายสักพัก ทานไม่หมดก็เอาพักไว้ในช่องตู้เย็นปกติ เมื่อเปิดกล่องแล้วควรทานให้หมดภายใน 3-5 วันเพื่อรสชาติที่ดีที่สุดค่ะ


มาลองชิมทีละรสกันดีกว่า งานนี้รีวิวจะดูบ้านๆนิดนึงต้องขออภัยด้วยจริงๆ กล้องเพิ่งเอาเข้าศูนย์ไปเคลม มีแต่มือถือไอโฟนไว้ใช้ ละที่บ้านก็กินกันดุมาก แกะปุ๊บหายวับ ไม่ทันได้จัดฉากสวยงามอะไรทั้งสิ้น ทุกคนอยากกินกันไวๆ งานนี้เลยออกมาเป็นรีวิวบ้านๆตามที่เห็นนี่แหละค่า (ฺฮาาา)


White Chocolate Raspberry Truffle Cheesecake
(ไวท์ช็อคโกแลต ราสพ์เบอร์รี่ทรัฟเฟิล ชีสเค้ก)

ราคาหน้าร้านของ White Chocolate Raspberry Truffle Cheesecake อยู่ที่ชิ้นละ 199 บาท
ตัวนี้หน้าตาจะคล้ายๆบลูเบอร์รี่ครีมชีสเค้กนิดนึง แต่วิธีแยกว่าอันไหนบลูเบอร์รี่ อันไหนราสพ์เบอร์รี่ ดูที่ Crust ตรงฐานชีสเค้กเอานะ ราสพ์เบอร์รี่ฐานจะเป็นคุกกี้สีดำแบบโอริโอ้ ส่วนบลูเบอร์รี่ฐานเค้าจะเป็นครัมเบิ้ลบัตเตอร์สีแบบคุกกี้ออกน้ำตาลทองปกติค่ะ

หน้าชีสเค้กเป็นไวท์ช็อคโกแลตกับวิปครีมฟูๆ ความเซอร์ไพร์สของเราคือตัววิปครีมเนี่ย ถึงจะ frozen หรือแช่แข็งมา แต่พอมันคืนตัวแล้วได้ฟีลเหมือนตอนบีบออกมาจากขวดใหม่ๆอยู่เลย

วิปครีมนมฟูนุ่มละมุนลิ้นสุดๆ 

Chocolate Mouse Cheesecake
(ช็อคโกแลตมูสชีสเค้ก)

ราคาหน้าร้านของ Chocolate Mouse Cheesecake อยู่ที่ชิ้นละ 189 บาท
เนื้อสัมผัสจะมีทั้งส่วนที่เป็นช็อคโกแลตมูสเฉยๆ กับส่วนที่เป็นช็อคโกแลตชีสเค้ก ให้รสหวานขมอมเปรี้ยวเล็กๆ มีความขมของดาร์กช็อคโกแลตชัดมากด้วย ตัวนี้คือไม่เลี่ยนเลย กินได้เรื่อยๆ แต่ถ้าใครชอบสไตล์ช็อคโกแลตนมๆอันนี้อาจจะยังไม่ตอบโจทย์นะ พอดีว่าส่วนตัวชอบกินดาร์กช็อคโกแลตอยู่แล้ว รสช็อคโกแลตมูสชีสเค้กเลยเป็นรสชาติที่ชอบที่สุดใน Grand Cheesecake Selection กล่องนี้เลย

Snickers Bar Chunks and Cheesecake
(สนิกเกอร์บาร์ ชังก์ และชีสเค้ก)


รสนี้ไม่รู้ว่าหน้าร้านขายเท่าไหร่ เหมือนจะยังไม่ลงขาย ถ้าอยากชิมต้องซื้อแบบกล่องกันไปก่อนนะคะ มันเป็นการผสมผสานระหว่างขนม Snickers Bar ที่เป็นช็อคโกแลตเคลือบถั่วและซอสคาราเมล กับรสชาติของชีสเค้กเอาไว้ในชิ้นนี้ ให้ฟีลลิ่งเหมือนขนมหวานยามว่างมากกว่าจะเป็นชีสเค้กเฉยๆ ใครชอบรสถั่วๆคาราเมลหอมๆก็น่าจะชอบรสนี้นะ กินได้เพลินๆ

Strawberry Topped Original Cheesecake
(สตรอว์เบอร์รี่ ท้อป ออริจินอล ชีสเค้ก)


ชิ้นนี้ก็ไม่มีราคาขายเดี่ยวๆเหมือนกัน แต่เป็นชิ้นที่อร่อยลงตัวมากๆ ความเปรี้ยวหวานของสตรอว์เบอร์รี่และความละมุนของชีสเค้กต้นตำรับ เข้ากันได้ดีมาก ไหนจะมีวิปครีมนมสดฟูๆนุ่มๆอยู่ด้านบนอีก คือกินลืมอ้วนกันไปเลยค่ะซิส

รวมๆเนื้อชีสเค้กจะคล้ายๆกันหมด เนื้อไม่แข็ง แต่มีความหนึบ ละมุนลิ้น ต่างกันที่รสชาติซึ่งทุกชิ้นมีเอกลักษณ์ความอร่อยของตัวเอง อยู่ที่ว่าใครจะชอบแบบไหน ไม่มีใครผิดใครถูกนะคะ ลองไปตามหารสชาติที่ตัวเองชอบได้แล้ววันนี้ที่ร้าน The Cheesecake Factory หน้ากูร์เม่ สยามพารากอนเลยจ้า

รีวิวนี้ได้รับสินค้ามาชิมฟรี แต่ไม่ได้มีการจ้างให้อวยแต่อย่างใดนะจ๊ะ ทั้งหมดที่เขียนคือความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ สามารถติดตามข่าวสารของแบรนด์ได้ที่:
Facebook : Bank of Bakery
LINE : @BankofBakery
Instagram : BankofBakery

ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มกราคม 2560 มีการแจกคูปองผ่านไลน์ด้วยนะ ลองแอดแล้วกดไปลุ้นกันดูเผื่อได้กินชีสเค้กกันฟรีๆถ้วนหน้า หวังว่ารีวิวนี้จะมีประโยชน์กับทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านกันนะคะ พบกันใหม่โอกาสหน้า บ๊ายบายค่า ^^

Disclaimer: I did not pay for the product nor get paid to create this article.