Kaosuaylunla Diary
Update
Newest Posts
ปัจจุบันน้ำยาซักผ้ากับน้ำยาล้างจานราคาถูกมักจะเต็มไปด้วยสารเคมี ที่ไม่เป็นมิตรกับผิวเราแถมยังจะกลายเป็นสิ่งปนเปื้อนในธรรมชาติอีกต่างหาก อย่างนึงที่ต้องยอมรับคือพวกผลิตภัณฑ์สำหรับผิวบอบบาง แพ้ง่าย ยิ่ง eco-friendly มากเท่าไหร่ ราคาก็ยิ่งดีดสูงตามไปด้วย จนมาเจอแบรนด์ Seventh Generation (เซเว่นท์ เจนเนอเรชั่น) ที่เซอร์ไพร์สเราเอามากๆ ทั้งราคาที่จับต้องได้หาซื้อง่าย ประสิทธิภาพที่ตอบโจทย์ แถมยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม วันนี้เอารีวิวผลิตภัณฑ์ซักผ้า และผลิตภัณฑ์ล้างจานมาทดลองใช้แล้วมาเขียนรีวิวให้อ่านกันค่ะ

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ซักผ้าและผลิตภัณฑ์ล้างจาน Seventh Generation 


สูตรที่เราลองใช้ในครั้งนี้เป็นสูตรสีส้มที่เป็นกลิ่นส้มคลีเมนไทน์

น้ำยาซักผ้าปริมาณ 1 ลิตร / ราคา 185 บาท
น้ำยาล้างจานปริมาณ 750 ml / ราคา 135 บาท

ผลิตภัณฑ์ใช้ในครัวเรือนของแบรนด์ "เซเว่นท์ เจนเนอเรชั่น" ทั้งหมดมีส่วนประกอบที่ผลิตจากพืชธรรมชาติกว่า 97% แถมขวดบรรจุภัณฑ์เป็นขวดที่ผ่านการรีไซเคิลขยะพลาสติกมาแล้ว และสามารถนำไปใช้รีไซเคิลต่อได้ 100% เวลาใช้คือไม่ต้องกังวลเลยเรื่องสร้างขยะหรือทำให้สิ่งแวดล้อมเกิดการปนเปื้อน เพราะทุกสูตรคิดค้นมาแล้วว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ กลิ่นหอมในแต่ละสูตรก็มาจากธรรมชาติทั้งหมดไม่ใช่เคมีสังเคราะห์ การันตีความดีงามด้วยการเป็นแบรนด์ธรรมชาติอันดับหนึ่งจากสหรัฐฯ วันนี้เข้าไทยเรียบร้อยแล้ว หาซื้อได้ง่ายๆตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปเลยจ้า


เล่าให้ฟังก่อนว่าบ้านเราค่อนข้างพยายามที่จะ Go Green แล้วก็พยายามใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผิวบอบบางใช้ได้ เด็กๆใช้ได้ ตัวเราเองเป็นภูมิแพ้ผิวหนัง ลูกๆก็มีความเสี่ยงตรงนี้ด้วย (ลูกชายก็แพ้เหมือนกันแถมเป็น RSV จมูกจะไวกับกลิ่นเคมีมากๆ) ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กในตลาดที่ราคาถูกมักจะฉุนจมูก แถมเวลาซักมือเราจะรู้สึกได้เลยว่าซักเสร็จผิวที่มือคัน ลอก น้ำยาล้างจานหรือล้างขวดนมก็เหมือนกัน เราเลยเลือกใช้แบรนด์ออร์แกนิกที่ราคาสูง เวลาใช้ก็ไม่กล้าใช้เยอะจะเอาไปเจือจางกับน้ำก่อนค่อยใช้ ทำให้รู้สึกว่าได้ประสิทธิภาพไม่ค่อยเต็มที่ ล้างคราบไม่ออกบ้าง มีความมันหลงเหลือบ้าง แต่ใช้ในปริมาณปกติก็หมดเร็ว ซื้อบ่อยๆไม่ไหว พอได้ข่าวว่าเซเว่นท์ เจนเนอเรชั่นเข้าไทยก็ตื่นเต้นมากๆ เพราะแบรนด์นี้ราคาเมื่อเทียบกับปริมาณถือว่าถูกเลยสำหรับผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกลุ่ม Eco-Friendly เมื่อมีโอกาสได้ลองใช้วันนี้ก็อยากจะมาบันทึกไว้เป็นข้อมูลให้อ่านกัน

รีวิวผลิตภัณฑ์ซักผ้าแบบน้ำ จาก Seventh Generation
Laundry Detergent สูตร Fresh Citrus



ขวดมันใหญ่มากจ้าแม่จ๋า มาเป็นลิตรกันเลยทีเดียว เนื่องจากบรรจุภัณฑ์เค้ารีไซเคิลได้ เวลาใช้เสร็จก็แยกขยะพลาสติกไปทิ้งนางก็จะถูกส่งไปเป็นพลาสติกรีไซเคิลกลับมาเป็นผลิตภัณฑ์นี้แหละให้เราใช้ต่อโดยไม่สร้างขยะเพิ่ม แบบถุงพลาสติกที่เอามาใส่ของรีฟิลของแบรนด์อื่นๆส่วนใหญ่ก็ย่อยสลายไม่ได้แถมรีไซเคิลยากอีกต่างหาก แต่กับแบรนด์ Seventh Generation คือหายห่วงจ้า

(ด้านหลังขวดมีบอกส่วนผสมโดยละเอียด)

วิธีใช้งาน (สามารถใช้ได้ทั้งซักมือและซักเครื่อง)

ซักปกติโดยผสมน้ำ ใช้ปริมาณ 1 ฝา ต่อผ้าจำนวนผ้า 15-20 ชิ้น ถ้าบริเวณไหนมีคราบหนักให้เทน้ำยาซักผ้าลงบนคราบแล้วขยี้ออกเบาๆก่อนแช่ไว้สักครู่แล้วซักตามปกติ

(ฝาตวงน้ำยาซักผ้าออกแบบมาเผื่อตวงเกินจะไม่หกลงพื้น แต่ตกไปอยู่ตามขอบฝาแทน)


(ปกติเวลาซักผ้าจะไม่กล้าให้ลูกมีส่วนร่วม แต่งานนี้หายห่วง แค่ระวังไม่ให้เข้าตาก็พอจ้า)


รีวิวประสบการณ์หลังใช้น้ำยาซักผ้า Seventh Generation

ลองทั้งซักมือและซักเครื่อง ประสิทธิภาพดีไม่แพ้ยี่ห้อที่ใช้สารเคมี แต่อันนี้ถ้าตรงไหนเป็นคราบต้องขยี้มือเพื่อความชัวร์ คราบจะหลุดออกหมดอย่างง่ายดาย ขนาดผ้าขาวก็ไม่เหลือคราบ ที่สำคัญคือมือไม่แหกจ้า เสื้อผ้าใส่แล้วเหงื่อออกก็ไม่คัน แถมกลิ่นหอมจากธรรมชาติ 100% ออกแนวส้มๆสดชื่นกำลังดี ไม่ฉุนจมูก


ทดสอบกับผ้าขาว ทาไว้แล้วขยี้เบาๆ ผ้าขาวเหมือนเดิมไม่เหลือคราบ


สรุปว่าผ่าน น่าซื้อใช้ต่อรัวๆ ใครที่อยากซื้อมาใช้กับเบบี๋เด็กอ่อน แบรนด์นี้เค้ามีสูตรฟรีแอนด์เคลียร์ด้วยนะ คือไม่ใส่สารย้อมสี (ที่อาจจะทำให้ผิวเด็กอ่อนแพ้ได้) ไม่ใส่กลิ่น ใช้ซักผ้าเด็กหรือคนที่ไม่ชอบกลิ่นน้ำยาซักผ้าก็ลองหาซื้อมาใช้ดูได้

รีวิวผลิตภัณฑ์ล้างจาน Seventh Generation
Dish Washing กลิ่น Clementine Zest & Lemongrass



นี่ก็ขวดใหญ่มากสำหรับน้ำยาล้างจาน ใช้ส่วนผสมจากพืช 97% เชี่นเดียวกัน ขวดรีไซเคิลได้เหมือนกันและไหลตามน้ำไปก็ย่อยสลายได้ไม่กลายเป็นสารเคมีปนเปื้อนในแหล่งน้ำ จริงๆอยากเอาหัวปั้มมาใส่เพราะแบบฝาเปิดแล้วบีบมันค่อนข้างใช้งานไม่ถนัด เวลาล้างๆไปแล้วต้องเติมน้ำยาเพิ่ม แถมขวดนางใหญ่มากๆ เวลามือลื่นๆหยิบทีก็หนักไง ลื่นหลุดมือได้เหมือนกัน คือถ้ามีหัวปั๊มมาเปลี่ยนใส่คือเพอร์เพคเลย ไอเลิฟมากๆ แต่ก็เข้าใจได้ว่าถ้าแบรนด์ผลิตแบบหัวปั๊มมันจะมีชิ้นส่วนพลาสติกที่รีไซเคิลยาก หามาใส่เองล้างเก็บเอาไว้ใช้ต่อเองก็ได้เหมือนกัน


วิธีใช้งาน

สามารถละลายใส่น้ำแล้วล้าง หรือจะหยดลงไปบนฟองน้ำ หรือหยดบนภาชนะโดยตรง (กรณีที่มีความมันมากๆ) ใช้ล้างทำความสะอาดเหมือนเวลาล้างจานปกติได้เลย 


ลองใช้แล้วใช้งานได้ดีพอๆกับสูตรมะนาวแรงๆที่ล้างคราบมันดีๆ แต่อันนี้เลิศกว่าตรงล้างดีแล้วมือไม่พัง ปกติเราไม่ชอบล้างจานเพราะจะโดนน้ำยาล้างจานกัดมือจนเยินไปหมด ตัวนี้ล้างจานกองพะเนินจนหมดเกลี้ยงมือก็ยังดีอยู่ แถมไม่ต้องใช้เยอะด้วย


สรุปโดยรวมนี่ว่าคุ้ม คือดีกับมือ ดีกับโลก แถมราคาไม่แรง คือร้อยกว่าบาทแต่ได้ปริมาณเกือบลิตรนี่ใช้ได้นานเป็นเดือนเหมือนกันนะ ไม่ต้องกังวลเวลาใช้ล้างจานชามข้าวของลูกด้วย (ปกติจะซื้อยี่ห้ออื่นมาไว้ล้างจานหรือของใช้เด็กแยก) สะดวกขึ้นมากๆ เรียกว่าขวดเดียวใช้ร่วมกันได้ทั้งครอบครัว กลิ่นหอมๆของเค้าไม่ฉุนเลย มาจากวัตถุดิบธรรมชาติ 100% สบายใจได้ว่าไม่มีเคมีสังเคราะห์ตกค้างแน่นอน

ซีรีส์สีส้มที่เราได้ลองใช้มันไม่ได้ส้มจ๋าๆแบบน้ำส้มนะ มีความเป็นส้มโอ เกร๊ปฟรุ๊ตอะไรประมาณนั้นมากกว่า มันหอมละมุนเบาๆอธิบายไม่ค่อยถูก คือถ้าได้ใช้จะรู้สึกดีฟีลกู๊ดมากๆ ใครไปเดินห้างแล้วเจอก็ลองแวะหาแบรนด์นี้มาลองใช้กันดูนะคะ

ล่าสุดเราไปเดินเจอมีแบบถุงเติมวางขายแล้ว แถมเป็นถุงแบบรีไซเคิลได้ด้วย ราคาโปรโมชั่นดีงามมากๆ น้ำยาล้างจานเหลือถุงละ 49 บาท ส่วนน้ำยาซักผ้าเหลือ 99 บาท คือแนะนำมากๆเลย โอกาสที่เราจะได้ใช้ของดีๆเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งต่อโลกของเราให้กับคนรุ่นหลังมันสามารถทำได้ โดยเริ่มจากสิ่งง่ายๆอย่างการเปลี่ยนของใช้ในครัวเรือนนี่แหละ 

หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังหาข้อมูลอยู่บ้างไม่มากก็น้อยนะคะ ไว้พบกันใหม่ในบทความหน้า บ๊ายบายค่า


Disclaimer: I did not pay for the product but all experiences and review is 100% from my own experiences.


หูฟังปกติซื้ออันไหนก็เหมือนๆกัน แต่อันนี้ไม่เหมือนใครเพราะมันเอามาพันข้อมือเป็น wristband style เหมือนกำไลหนังสวยๆห้อยจี้แพนโดร่า ใน สนนราคาเส้นละ 560 บาทเท่านั้นค่ะคุณผู้อ่าน!!!!


หูฟังอันนี้ยี่ห้อ Promate รุ่น Vogue-2 เราซื้อมาจากร้าน iStudio สาขาพรอมานาด ราคา 560 บาท ยังไม่เห็นในไทยมีร้านออนไลน์ที่ไหนขาย เอาจริงๆมันน่าจะเก่าแล้วเพราะขนาดเว็บออฟฟิเชียลก็ยังไม่มีรุ่นนี้ขายเลย (เห็นแต่รุ่น Retro กับ Vogue-3) 

ข้อมูลแบรนด์ Promate:
เว็บไซต์ Promate.net
แฟนเพจเฟสบุค My Promate

Wearable Bracelet Style with Pandora Beads Stereo Earphones

ถึงจะบอกว่าเป็นหูฟังใส่ลูกปัดแพนโดร่าแต่เราก็รู้อยู่แล้วว่ามันปลอมแน่ๆ มีที่ไหนลูกปัดแพนโดร่าเยอะขนาดนี้แล้วจะห้าร้อยกว่าบาท ไม่รวมหูฟังนะ แน่นอนแบรนด์นี้นางมาจากจีน โอเคทุกอย่างเมกเซนส์ มันเลยทำราคาได้ดีมากๆสำหรับหูฟังที่เป็นเครื่องประดับได้ด้วย ตัวสายหุ้มหนังแบบถักทั้งเส้น ความยาว 1.20m แถมยังมีฟังชั่นเสริมต่างๆมากมายนอกจากแค่เป็นหูฟังสเตอริโอ

Built-in Mic - เป็นไมโครโฟนได้ด้วยพร้อมปุ่มกดรับสายได้
Anti-Tangle Wires - สายออกแบบมาให้ไม่พันกัน
Secure Magnetic Clip - มีแม่เหล็กดูดติดเพื่อไม่ให้หูฟังกระทบกันไปมา
Universal Compatibility - ใช้งานได้กับทุกเครื่องที่รองรับหูฟังแบบแจ๊ค 3.5mm

Specifications:

บริษัทที่จัดจำหน่ายในไทยลองดูข้อมูลด้านหลังกลองมีเบอร์โทรให้ด้วยเผื่อใครอยากสอบถามว่ามีสินค้าเหลือมั๊ยหรือวางขายที่ไหนยังไงบ้างนะคะ


เห็นมีคนอินบ๊อกมาถามหาออนไลน์กันเยอะ แต่คือเราไม่เคยเห็นที่ไหนเลยในเว็บแบบช้อปปี้ ลาซาด้า ยันอาลีเอ็กเพรสก็ไม่เจอ (ถ้าเว็บอเมซอนพอมีอยู่บ้าง)


รีวิวจากการใช้งานจริง

ตอนซื้อเราเห็นมีสีดำ สีทอง แล้วก็สีแดง ถ้าเป็นรุ่นแบบที่ไม่มีจี้จะเรียกว่ารุ่น retro แต่เราชอบความน่ารักกุ๊กกิ๊กของ vogue-2 มากกว่า แล้วสีแดงก็ดูมีความตรุษจีน วาเลนไทน์ มโนเอาว่าเป็นสีเฮงๆ ใส่เป็นเครื่องประดับไม่มีใครรู้เลยว่านี่คือหูฟัง พอดึงออกมามีแตคนตกใจ ดีไซน์มันเวิร์คจริงๆนะ เก็บได้หมดไม่พันกัน ฟังชั่นรับสายก็ใช้งานได้ปกติ ตรงดูฟังดีไซน์แบบเดียวกับ Earpod ของแอปเปิ้ล อย่างเดียวที่กังวลคือตรงเงาๆนี่น่าจะเคลือบไว้ กลัวมันหลุดกระเทาะอยู่เหมือนกัน แล้วก็ไม่ได้มีฟังชั่นกันน้ำ ฝนตกก็ถอดเก็บเพื่อความปลอดภัย เราใช้ฟังเพลง ประชุมสาย เล่นเกม ใช้ได้ทั้งแมค ไอโฟน นินเทนโด้สวิทช์ รวมๆคือชอบเกินราคาไปมาก รู้สึกว่าคุ้ม แม้คนอื่นจะไม่ค่อยเห็นด้วยมองว่าไร้สาระแต่คือนี่ชอบไง 5555



รีวิวนี้ซื้อเองไม่ได้มีสปอนเซอร์เลยอาจจะช่วยตอบไม่ได้ว่าหาซื้อที่ไหนยังไงได้บ้าง เอาเป็นว่าใครที่อยากได้ก็หวังว่าบทความนี้จะมีคีย์เวิร์ดไว้ช่วยเสิชหากันจนเจอนะคะ ไว้พบกันใหม่บทความหน้า บ๊ายบายค่า
ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดูแลเส้นผม ชูคอนเซ็ปต์ ความงามของเส้นผมเปล่งประกายจากภายใน

ชิเซโด้ โปรเฟสชั่นแนล (ไทยแลนด์) ผู้นำเข้าแบรนด์ SHISEIDO PROFESSIONAL ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมมืออาชีพเปิดตัวผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะระดับพรีเมี่ยม ที่ส่งตรงความงาม ที่แท้จริงจากภายใน ด้วยการนำเทคโนโลยีความงามล้ำสมัยมาช่วยในการดูแลและฟื้นฟูเส้นผมและหนังศีรษะ ครอบคลุมสุขภาพผมของแต่ละบุคคลเพื่อไปสู่ความสวยงามที่ยั่งยืนจากภายในภายใต้ชื่อ “SUBLIMIC” (ซับลิมิค)

ชิเซโด้ โปรเฟสชั่นแนล เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้ชื่อ “SUBLIMIC” 


โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้ชื่อ “SUBLIMIC” ที่เปิดตัวในครั้งนี้มีทั้งสิ้น 79 ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมตอบโจทย์ให้ผู้หญิงทุกคน ไม่ว่าจะเป็น

กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลดูแลหนังศรีษะ


และ

กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลเส้นผม




มร.เทสซึยะ คุโบะ รองประธานกรรมการ ชิเซโด้ โปรเฟสชั่นแนล (ไทยแลนด์) กล่าวว่า

“SUBLIMIC (ซับลิมิค) คือ ผลิตภัณฑ์น้องใหม่ที่เป็นอีกหนึ่งผลงานน่าความภูมิภาคใจของชิเซโด้ ในการนำเอาเทคโนโลยีสุดล้ำสมัยและผลการวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับมาพัฒนาสุขภาพและความงามของเส้นผมและหนังศีรษะให้ผู้หญิงเอเชีย โดยผลิตภัณฑ์ SUBLIMIC ถูกสร้างขึ้นเพื่อการดูแลเส้นผมปรับสภาพเส้นผมให้แข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก แก้ไขและปรับสมดุลของเส้นผมและหนังศีรษะที่ไม่ถึงประสงค์ ปกป้องเส้นผมจากมลภาวะ แดด กลิ่น หรือ สิ่งกระตุ้นที่ทำลายเส้นผม สู่การฟื้นฟูและบำรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้และมีประสิทธิภาพสูงสุด SUBLIMIC คือ ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะระดับพรีเมี่ยมที่จะมาช่วยดูแลครอบคลุมทุกความต้องการของเส้นผมและหนังศีรษะของคุณ สำหรับซาลอนโดยเฉพาะ เพราะชิเซโด้เชื่อว่า “ความงามนั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกมอบให้กับคุณ แต่เป็นสิ่งที่คุณสร้างขึ้นมาเอง”

โดยผลิตภัณฑ์ SUBLIMIC ได้ทำการวิจัยและพัฒนา นำเทคโนโลยีเข้ามาสรรสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ดึงความงามของเส้นผมออกมาจากภายใน โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นซาลอน โซลูชั่น และส่วนที่เผ็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้เองที่บ้าน เป็นวิธีการใหม่ คือ “ปฏิรูปโครงสร้างเดิมของเส้นผม” ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างทรีทเมนท์ในซาลอนและผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ที่บ้านที่มีผลิตภัณฑ์หลักๆ ประกอบด้วย แชมพูและทรีทเมนท์สำหรับซาลอน และแชมพูและทรีทเมนท์สำหรับให้ผู้ใช้งานนำมาบำรุงเส้นผมเองที่บ้าน ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้ทาง SUBLIMIC ได้พัฒนาและวิจัยให้ตอบโจทย์เส้นผมในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเส้นผมที่อ่อนแอและถูกทำร้ายจากการทำสี, เส้นผมที่หยาบกระด้างและต้องการฟื้นฟู และ เส้นผมที่ชี้ฟู จัดทรงยาก ในขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลหนังศีรษะ ก็ได้นำเอาเทคโนโลยีการดูแลผิวที่ทันสมัย มาคิดค้นและวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับศีรษะตามไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงเอเชีย


ที่สำคัญทางชิเซโด้ ได้ทำการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ว่าการทำสปาศีรษะที่มีคุณภาพสูง จะช่วยฟื้นบำรุงและดูแลหนังศีรษะได้มีคุณภาพ จึงได้มีการนำศาสตร์การนวดแบบฉบับของชิเซโด้ มาบริการลูกค้าผ่านผลิตภัณฑ์ SUBLIMIC ซึ่งปรับให้เข้ากับสภาพหนังศีรษะและความต้องการของลูกค้าแต่ละบุคคล โดยผลิตภัณฑ์ดูแลหนังศีรษะมีกลุ่ม ผลิตภัณฑ์หลัก ประกอบด้วย น้ำมันนวดอโรมา ที่จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และกลุ่มแชมพูและทรีทเมนท์ ตามสภาพหนังศีรษะ คือ ศีรษะแห้ง, ศีรษะมัน และศีรษะมีรังแค

ด้าน คุณชัญญา ศรีธัญรัตน์ ผู้จัดการแบรนด์ ชิเซโด้ โปรเฟสชั่นแนล (ไทยแลนด์) กล่าวว่า


“ ชิเซโด้ ได้สนับสนุนสไตลิสต์ให้สร้างสรรค์ประสบการณ์ในร้านซาลอนแบบมีเอกลักษณ์เฉพาะ เพื่อให้เกิดความประทับใจและความพึงพอใจสูงสุดกับลูกค้า ดังนั้นการสร้างซาลอนที่มีคุณภาพจึงมีค่านิยม 4 หลัก คือ

1.Salon Experience (ประสบการณ์ของซาลอน) ช่างมากประสบการณ์ระดับพรีเมี่ยมในการดูแลเส้นผม และหนังศีรษะ รวมถึง จิตใจ เช่นการทำทรีทเมนท์สำหรับเส้นผมที่มีประสิทธิภาพสูง, เทคนิคการสปาหนังศีรษะ ตามเอกลัษณ์ของชิเซโด้

2. Personalized Care (การดูแลตามลักษณะของเส้นผมและหนังศีรษะ) คือ ประสบการณ์ของซาลอนจะช่วยดูแลตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันไปออกไป เช่นการเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับลูกค้า การทำสปาศีรษะด้วยกลิ่นอโรมาสุดพิเศษ

3. Technologies ที่ทางชิเซโด้ เทคโนโลยีอันล้ำสมัยซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชิเซโด้นำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ

4 Products (ผลิตภัณฑ์) ซึ่งการพัฒนา SUBLIMIC ได้ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยของ Shiseido ที่ตระหนักถึงผลลัพธ์ขั้นสุดและคงรักษาไว้เพื่อให้แนวคิด “การคงความสวยได้ถึง 365 วัน” เป็นไปได้จริง”

สำหรับเทคโนโลยีและวิทยาการล้ำหน้าที่ SUBLIMIC ใช้เพื่อมอบสุขภาพผมที่ดีให้แก่ผู้หญิงเอเชียได้เปล่งประกายความงามจากภายในสู่ภายนอกมุ่งเน้น ‘พลังแห่งความงาม’ ของจิตใจมนุษย์ ผ่านผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะจากชิเชโด้ โปรเฟสชั่นแนล ประกอบไปด้วย 4 เทคโนโลยี ได้แก่ 


  1. เทคโนโลยีการปรับสภาพเส้นผม (Hair Reforming Technology) ช่วยปรับสภาพเส้นผมที่ถูก ทำร้ายทั้งบริเวณเกล็ดผม เนื้อผม รวมไปถึงรูปทรงของเส้นผมที่บิดเบี้ยว เทคโนโลนีนี้จะช่วยฟื้นบำรุงปรับรูปทรงของเส้นผมที่บิดเบี้ยวให้กลับมาเรียบ ชุ่มชื้นเป็นประกายและจัดทรงง่าย
  2. เทคโนโลยีฟื้นคืนความชุ่มชื้นด้วยตัวเอง (Self Moisturizing Technology) จากการศึกษาและวิจัยขั้นสูงของ ชิเชโด้ โปรเฟสชั่นแนล ทำให้ค้นพบกลไกสำคัญของผิวหนังที่สามารถสร้างความชุ่มชื้นได้ด้วยตัวเอง จึงนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีด้วยสารสกัดจากพืชที่ช่วยสร้างความชุ่มชื้นภายในชั้นผิวหนังรวมทั้งช่วยปกป้องเส้นผมและคงความชุ่มชื้นไว้อีกด้วย เทคโนโลยีนี้ทำให้ ชิเชโด้ โปรเฟสชั่นแนลได้รับ ‘รางวัลชนะเลิศสุดยอดเทคโนโลยี (Award Winning Technology) จากสถาบัน IFSCC
  3. เทคโนโลยีการปกป้องเส้นผม (Daily Shielding Technology) ชิเซโด้ได้ค้นพบเอกสิทธิ์เฉพาะ ช่วยให้คุณห่างไกลจากสาเหตุที่เป็นอันตรายต่อเส้นผมและหนังศีรษะ เช่น มลพิษทางอากาศ โดยมีโพลิเมอร์ซึ่งมีคุณสมบัติในการปกป้อง มาช่วยป้องก้นการเกิดไฟฟ้าสถิต และช่วยให้พื้นผิวเส้นผมลื่นมากขึ้น เพื่อป้องกันการยึดติดของอนุภาคเล็ก ๆ เชน มลพิษทางอากาศ
  4. กลิ่นหอมที่ยกระดับอารมณ์ (Uplifting Aroma) จากการวิจัยโดยนำเทคโนโลยีการรับรู้ถึงสีหน้าของมนุษย์มาใช้ ทำให้ชิเชโด้ โปรเฟสชั่นแนล ได้พัฒนากลิ่นหอมของผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดลองมาแล้วว่าผู้ใช้มีความสุขดุจได้สุคนธบำบัด
ชิเซโด้ โปรเฟสชั่นแนล (ไทยแลนด์) ผู้นำเข้าแบรนด์ SHISEIDO PROFESSIONAL ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมมืออาชีพ เน้นย้ำว่า จะไม่หยุดพัฒนาและวิจัยผลิตภัณฑ์ รวมถึงการผลิตช่างซาลอนที่มีคุณภาพออกมาสู่ตลาด และสำหรับผลิตภัณฑ์ SUBLIMIC ที่มุ่งเน้นให้เกิดพลังให้ความงาม โดยใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยของชิเซโด้ จะช่วยเผย “พลังที่ส่งเสริมความงาม” ของผู้หญิงทุกคนออกมาได้อย่างเต็มที่ เพราะเชื่อว่า “ความงามที่แท้จริงเกิดจากภายใน”



ภายในงานมีการแจกตัวอย่างให้กับสื่อมวลชนและแขกให้ได้นำไปทดลองใช้ ทางเราก็ได้เป็นแชมพูและทรีตเม้นต์สูตร Aqua Intensive กับตัว Wonder Sheild มาซึ่งจะลงบทความรีวิวแยกไว้ให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์กับผลลัพท์ในครั้งหน้าให้ได้อ่านกันค่ะ



ดูโพสต์นี้บน Instagram

ได้มีโอกาสไปร่วมงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ดูแลหนังศรีษะและเส้นผมจาก Shiseido Professional ที่นำเทคโนโลยีสุดล้ำสมัยของชิเซโด้ ผสานคุณค่าแห่งสุคนธบำบัดเข้ากับศาสตร์การนวดบำรุงแบบญี่ปุ่น พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้ชื่อ “SUBLIMIC” เพิ่งเปิดตัวกันสดๆร้อนๆเมื่อช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคม นี่ได้ผลิตภัณฑ์มาลองด้วยเดี๋ยวใช้แล้วจะมารีวิวให้ฟังกันนะคะ รายละเอียดอีเว้นท์หาอ่านในบล็อกได้เลยจ้า #SUBLIMIC
โพสต์ที่แชร์โดย Kaosuaylunla Diary (@kaosuaylunla) เมื่อ

ส่วนสาว ๆ ที่อยากลองสัมผัสประสบการณ์ใช้ผลิตภัณฑ์ SUBLIMIC สามารถใช้บริการหรือซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่ร้านซาลอนในเครือ ชิเซโด้ โปรเฟสชั่นแนล หรือ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมทาง Facebook Shiseido Professional Thailand

Disclaimer: This article is PR based on press release provided by brand. 
วันนี้ขอมาแชร์ประสบการณ์ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตากับช่วงหน้าแก้มที่ Amarante Clinic ซึ่งเป็นการฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรกในชีวิตหลังลืมตาดูโลกมาเกือบสามสิบปี ใช่ค่ะ จริงๆโบก็ยังไม่เคย มาลองฟิลเลอร์ก่อนเพราะน้องที่รู้จักกันแนะนำมาว่าทำแล้วชีวิตดีขึ้นจริงๆนะเจ้ อยากให้มาลอง มาให้หมอเช็คหนังหน้าเฉยๆก็ยังดีเพราะปกติเค้าก็ปรึกษาฟรีไม่ได้คิดเงินกันอยู่แล้ว และที่มารีวิวให้อ่านกันวันนี้เพราะประทับใจในบริการและคำแนะนำของคุณหมอเอามากๆ อยากบอกต่อรัวๆ



บางคนดูรูปอาจจะดูไม่ออกว่าเอ๊ะ โดนอะไรไปบ้าง ยังไงเดี๋ยววันนี้จะมาเล่าให้ฟังกันแบบละเอียดไปเลยค่ะ



data-matched-content-ui-type="image_card_stacked" data-matched-content-rows-num="1" data-matched-content-columns-num="3" data-ad-format="autorelaxed"
คลีนิกเสริมความงามที่เราเลือกเข้าไปใช้บริการในครั้งนี้ก็คือ Amarante Clinic ของคุณหมอต้น ซึ่งคุณหมอไม่ธรรมดานะคะ หมอต้นเนี่ยมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจนถึงขั้นได้เป็นอาจารย์ในการสอนแพทย์ฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ แถมยี่ห้อของฟิลเลอร์กับโบท็อกซ์ที่ทางคลีนิกเลือกใช้ก็เป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ไม่ใช่ยี่ห้อไก่การาคาถูก เพราะของพวกนั้นนอกจากจะไม่ได้มาตรฐานแล้วยังจะส่งผลเสียระยะยาวด้วยนะ ใครที่หน้าพังเพราะไปใช้บริการหมอกระเป๋าหรือเห็นคลีนิกโนเนมมาจัดโปรราคาถูกเรียกลูกค้าเนี่ย บางทีเค้าอาจจะใช้ผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐานหรือกระทั่งเอาของหมดอายุมาฉีดก็อาจจะเป็นไปได้ ใครที่ชอบความสวยในราคาประหยัดต้องระวังกันให้ดีๆเลย ของแบบนี้อาจจะทำให้สวยได้ชั่วครู่แต่ส่งผลเสียในอนาคตต้องมานั่งขูดนั่งแก้กันอีกยาวๆ กลายเป็นว่าเสียน้อยเสียมาก พังมาต้องเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน ความสวยไม่ควรต้องอยู่บนความเสี่ยงนะคะ เลือกคลีนิกดีๆกับคุณหมอที่มีประสบการณ์ยังไงก็สบายใจได้มากกว่าอยู่แล้ว


ข้อมูลของ Amarante Clinic (อามารันเต้ คลีนิก)


ปัจจุบันมี 2 สาขา คือสาขาอารีย์ กับสาขาบางนา
เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 11.00-20.00น. 

สาขาอารีย์ (พหลโยธิน 7 อาคารบ้านยสวดี)
โทร: 080-393-6669

สาขาเซ็นทรัลบางนา (ชั้น 5 ติดร้านโทรศัพท์ OPPO)
โทร: 080-556-5294

แพทย์ที่ให้บริการทุกสาขามีใบประกอบวิชาชีพถูกต้อง และทางคลีนิกได้รับรางวัลมากมายจากหลากหลายสาขา ใครที่กำลังมองหาคลีนิกเสริมความงามดีๆเพื่อเข้าไปใช้บริการอย่าลืมเข้าไปดูสถานที่จริงด้วยนะคะ การนัดคิวประสานงานต่างๆพนักงานของทางคลีนิกมีให้บริการหลากหลายช่องทางไม่ใช่แค่โทรศัพท์ สมมติสายไม่ว่าง LINE ก็สามารถแชทไปนัดคิวเช็คคิวหรือปรึกษาปัญหาต่างๆเกี่ยวกับบริการของทางคลีนิกได้หมด สะดวกมากๆ สาขาที่เราเลือกไปใช้บริการคือสาขาอารีย์ เดินทางบีทีเอสก็สะดวก หรือวันไหนขับรถมาก็มีที่จอดรถให้บริการค่ะ


คำแนะนำที่ควรรู้สำหรับการมาฉีดฟิลเลอร์

- เข้ามาปรึกษากับคุณหมอก่อนเพื่อที่จะได้ระบุว่าควรทำตรงไหนดีบ้าง
(คุณหมอมีประสบการณ์และผ่านมาเยอะ จะประเมินได้ตรงจุด ไม่ต้องเสียเงินเสียเวลาทำไปแก้ไป)
- ไม่ควรต่อขนตา ปัดมาสคาร่า ติดขนตาปลอม เงาขนตาจะกลายเป็นอุปสรรคให้แพทย์โดยไม่จำเป็น
(ปกติจะต้องหน้าสด ทางคลีนิกจะคลีนหน้าก่อนโปะยาชาเสมอ)
- เคสของเราใช้เวลาทั้งหมดประมาณชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง
(ควรเผื่อเวลาไว้ด้วยถ้าต้องทำเยอะ และมาให้ตรงเวลานัดนะคะ จะได้ไม่กระทบเคสอื่นๆ)
- ฉีดฟิลเลอร์แล้วรอแผลปิดประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ล้างหน้าได้ปกติ โดนน้ำได้
- วันรุ่งขึ้นแต่งหน้าได้ โดนแดดได้ ใช้ชีวิตได้ปกติ
- อาการบวมสามารถประคบเย็นช่วยได้ จะหายไปเองในวันสองวัน
- ในสองวันแรกไม่ควรดื่มแอลกอฮอลล์ หรือ ออกกำลังกายหนักๆ
- สองสัปดาห์แรกของการฉีดฟิลเลอร์ให้ "งดนวดหน้า" ทรีตเม้นต์ เลเซอร์ และซาวน่าไปก่อน
- ช่วงสองสัปดาห์แรกงดทานยาหรือวิตามินที่ทำให้เลือดออกง่ายเช่นแอสไพริน วิตามินอี ใบแปะก๊วย โสม



จะมีการแปะยาชาตรงบริเวณที่ต้องฉีดฟิลเลอร์ ช่วยไม่ให้เจ็บ ซึ่งตรงนี้จะบอกว่าการสื่อสารสำคัญมากๆ คือฤทธิ์ยาชามันช่วยให้ไม่เจ็บก็จริง แต่บางจุดเราอาจจะเจ็บ ก็ต้องบอกนะ ว่าหมอคะ ตรงนี้เจ็บ เพื่อที่เค้าจะได้ระวังตรงจุดนั้นมากขึ้น ฟิลเลอร์จริงๆมันก็คือ hyaluronic acid (ซึ่งสารตัวนี้มีอยู่แล้วในผิวของเรา แต่พออายุมากขึ้นสารตัวนี้จะลดลง) ที่เราฉีดเข้าไปใต้ผิวเพื่อเติมส่วนที่มันหายไป หรือส่วนที่เราต้องการเพิ่มให้ดูมีความเต่งตึงมากยิ่งขึ้น ไม่เหมือนกับการฉีดโบท็อกซ์ที่ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว (ไม่หดตัวเป็นริ้วรอยชั่วขณะที่ออกฤทธิ์ราวๆ 4-6 เดือน) แต่ฟิลเลอร์จะเป็นการเติมผิวให้ฟูขึ้น อยู่ได้นาน 1-2 ปี และสารนี้สามารถสลายไปได้เองตามธรรมชาติถ้าใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เคสที่ฉีดแล้วพังต้องมาขูดออกมักจะเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพหรือหมดอายุแล้ว ทางคลีนิกนี้มีให้เราตรวจสอบได้นะว่าผลิตภัณฑ์มาจากล๊อตไหนใกล้หมดอายุรึยัง เพื่อความสบายใจของทางลูกค้าที่มาใช้บริการด้วยค่ะ

เคสของเราใช้ฟิลเลอร์ทั้งหมด 2cc เป็นของแบรนด์ Juvederm มีรุ่น Volite กับ Volift อย่างละซีซีเพื่อช่วยแก้ปัญหาใต้ตาคล้ำ ดูลึก โหลเหมือนคนอดนอน มีความห้อยหย่อนคล้อยทำให้หน้ามีอายุและดูเหนื่อย 

ความรู้สึกของการฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรก

วินาทีที่เข็มจิ้มหน้าคือ งง เพราะมันไม่เจ็บ แต่มันรู้จึกแบบ กึ้ดๆ เหมือนมีคนเอาอะไรมาเจาะหน้า แต่เราไม่รู้สึกอะไร ซึ่งขอมอบความดีความชอบให้ยาชา ซึ่งนอกจากยาชาที่โปะมาเห็นว่าในแต่ละเข็มเค้าก็มียาชาผสมอยู่ด้วย ดับเบิ้ลชากันไปเลยจ้า 


หน้าตาคือกลัวเข็มน่ะแหละ แต่เพื่อความสวยหนูทนได้ มันจะมีเจ็บบ้างบางจุดที่ยาชาโปะไปไม่ถึง (แถวๆข้างขมับหรือใกล้ๆใต้ตา) คุณหมอก็จะพยายามเบามือตรงจุดนั้นเป็นพิเศษ ซึ่งฟิลเลอร์มันไม่ใช่ฉีดแล้วจบนะจ๊ะ มันต้องมีการปั้นกันด้วย เพื่อให้ผิวหน้าเรียบเนียนเท่าๆกัน คุณหมอแต่ละท่านก็จะมีความชำนาญกันคนละทาง ซึ่งเราโชคดีมากๆที่ได้คิวหมอต้นมาปั้นฟิลเลอร์ให้ แม้จะมีขนตาเป็นกันสาดของเรามาบังแต่หมอก็ยังสามารถปั้นออกมาจนรอด


ทำไปก็จะให้ลองยิ้มไปเพื่อดูว่ามันออกมาโอเครึยัง ตอนนี้รอยยิ้มก็จะดูตึงๆหน่อย ไม่ใช่ตึงเพราะฟิลเลอร์นะ เพราะยาชามันดีมาก คือหน้าชาไปเลย ไม่แน่ใจว่ายิ้มรึยัง มันชาไปหมดเลยอ้ะ 555555



ภาพรีวิวนี้ถ่ายจากกล้องเราเอง ถึงแสงต่างกันเพราะอยู่คนละสภาพแวดล้อม แต่จะเห็นได้ชัดเลยว่าช่วงใต้ตาเราคล้ำมาก แล้วพอมาดูจริงๆคือมันมีความห้อยลงมาเล็กน้อย เป็นร่องพาดจาดใต้ตาเฉียงลงมาตรงแก้มด้วย เลยทำให้หน้าดูเหนื่อยดูโทรม หลังจากฉีดฟิลเลอร์หน้าก็ดูฟูขึ้นมาทันที แบบเข้าใจไอ้คำว่า "สวยได้เลยชาตินี้ ไม่ต้องรอชาติหน้า" มันเป็นยังไง คือนี่แค่ฟิลเลอร์นะ ยังไม่ได้ทำอย่างอื่นยังช่วยได้ขนาดนี้เลย

เอาจริงๆตอนมาปรึกษาคุณหมอต้นเราประทับใจมากๆตรงที่คุณหมอไม่ได้ยัดเยียดอะไรให้เราเลย คือเราถามไปเยอะมากว่าแบบ ร่องหน้าผาก ร่องแก้ม จมูก ฯลฯ ฉีดได้มั๊ย ทำได้มั๊ย ปั้นให้เราได้รึเปล่า คือหมอบอกว่าจริงๆเราแทบไม่ต้องทำอะไรเลย จะทำก็ได้แต่มันจะดูเยอะเกินไป ทำเฉพาะปัญหาที่จำเป็นจริงๆ บางอย่างปล่อยเอาไว้บ้างก็ได้คือทำให้เรารู้สึกดีไม่เหมือนเวลาเจอพนักงานหน้าคลีนิกที่ชอบยัดเยียดละบอกเราว่าต้องทำนู่น ทำนั่น ทำนี่ "ถึงจะสวย" แต่กับคุณหมอคือทำยังไงก็ได้ให้ "สวยแบบเป็นธรรมชาติ" มากที่สุด คือคุณหมอเน้นแนะนำให้ดูเป็นธรรมชาติยังไงก็ดีกว่าหน้าเป๊ะแบบแข็งๆ ซึ่งอันนี้เราเห็นด้วยแบบสุดๆ

การดูแลหลังฉีดฟิลเลอร์เสร็จก็จะมีการให้ยากลับบ้านไปทานเพื่อลดการปวดกับฆ่าเชื้อ ในถุงที่ทางพนักงานคลีนิกจัดมามีไอซ์แพคไว้ประคบเย็นด้วย คือเอากลับบ้านไปแช่ฟรีซแล้วใช้ต่อได้เลยจนกว่าจะหายปวด แอดมินมีการส่งลิงค์ให้ความรู้ต่างๆมาเพิ่มเติมในไลน์แล้วก็มีการนัดมาเช็คผลงานอีกครั้งเพื่อดูความเรียบร้อยก็ถือว่าการฉีดฟิลเลอร์ครั้งนี้จบลงด้วยดีมีแต่ความประทับใจค่ะ 

สำหรับราคายังไงลองเช็คที่แต่ละสาขาอีกทีนะคะ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในภายภาคหน้า แต่การเข้ารับขอคำปรึกษาสามารถทำนัดได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆค่ะ

(ภาพโปรโมชั่นฟิลเลอร์จากเว็บไซต์ Amarante Clinic ซึ่งราคาและโปรโมชั่นอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปจากนี้ได้)

ใครที่อยากมาใช้บริการอย่าลืมจองคิวเข้าไปก่อนนะคะ เคสไหนที่ดูแล้วจะเป็นประโยชน์กับลูกค้าท่านอื่นๆทาง Amarante Clinic จะมีการขออนุญาติถ่ายทำรีวิวของทางคลีนิกเองเป็นปกติ คืออุปกรณ์ครบมากๆ มีไฟ มีช่างกล้อง มีทุกอย่างพร้อม เรียกได้ว่าผลงานของคลีนิกนี้ของจริงทั้งหมดไม่ได้แต่งรูปหรือสร้างสถานการณ์ใดๆ ทุกเคสคือเกิดขึ้นจริงเรียลๆ หลังจากฟิลเลอร์ไปแล้วเราพบว่าการแต่งหน้าดูเนียนขึ้น หน้าเด็กลงจริงๆ 

หวังว่าประสบการณ์ฉีดฟิลเลอร์ที่มาเล่าให้ฟังครั้งนี้จะมีประโยชน์กับทุกคนบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ ใครมีอะไรเพิ่มเติมแวะมาคอมเม้นพูดคุยกันได้เลย แล้วไว้พบกันใหม่ในรีวิวหน้า วันนี้บ๊ายบายค่า

Disclaimer: I did not pay or get paid to create this content.
All experiences and review is 100% from me.
การเติบโตอย่างต่อเนื่องของช่องทางการค้าธุรกิจออนไลน์ได้สร้างโอกาสและหนทางต่อธุรกิจค้าปลีกที่แสวงหาหนทางที่จะนำสินค้าไปจำหน่ายหลากหลายแห่ง นอกจากโอกาสทางการค้าที่เพิ่มขึ้น ยังส่งผลไปถึงการเข้าถึงลูกค้าในหมู่กว้างและกำไรที่มากขึ้นอีกด้วย แล้วอะไรที่ทำให้ธุรกิจของคุณเป็นที่รู้จักในหมู่กว้าง รวมถึงประสบความสำเร็จในการค้าออนไลน์ วันนี้ผู้เขียนจะมาเล่าถึงปัจจัยหลักที่เชื่อว่าจะมีส่วนช่วยเพิ่มความสำเร็จอย่างสูงสุดสำหรับเจ้าของธุรกิจที่ทำการค้าผ่านทางออนไลน์ได้อย่างแน่นอน

4 ปัจจัยหลักที่ช่วยให้ธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จ

1. ระบบการขนส่งและการจัดส่งสินค้า

เมื่อคุณทำการค้าขายบนแพลตฟอร์มที่มีความนิยมสูงอย่างเช่นอเมซอนหรือแม้แต่เว็บไซต์หน้าร้านของคุณเอง ระบบการขนส่งและการจัดส่งสินค้าผ่านมืออาชีพถือเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะตอบสนองต่อการบริการกับลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยที่กล่าวมานั้นหากมีการทำธุรกิจระหว่างประเทศด้วยนั้น ปัจจัยนี้ถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว ความท้าทายในการทำธุรกิจมีสารพัดมากมายเริ่มตั้งแต่การจัดส่งสินค้าภายในกรอบระยะเวลาที่รวดเร็วและต้องเป็นทางเลือกที่ไม่แพงราคาสมเหตุสมผล เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าธุรกิจของคุณดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและไม่เกิดภาวะสินค้าขาดตลาดได้ ระบบการขนส่งนั้นควรครอบคลุมตั้งแต่การจัดเตรียมและการบรรจุภัณฑ์ของสินค้า การผลิตฉลากบาร์โค้ด ระบบโกดังสินค้า ระบบบริหารคลังสินค้าและระบบตัวแทนจัดส่งสินค้า ทางเราแนะนำธุรกิจออนไลน์ค้าปลีกให้ใช้ระบบเอ้าซอร์สท้องถิ่นมืออาชีพในบริการที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อจะได้ตักตวงผลประโยชน์จากการบริการมืออาชีพ อีกทั้งเราอยากให้คุณพิจารณาใช้ระบบขนส่งสินค้าผ่าน FBA โดยการขนส่งผลิตภัณฑ์ของคุณไปยังคลังสินค้า Amazon เพื่อที่คุณจะได้บริหารจัดการเวลาให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด ดังเช่นการพัฒนาให้ความสำคัญในด้านขยายฐานธุรกิจ เมี่อคุณพิจารณาใช้บริการที่เปรียบดังพันธมิตรทางธุรกิจ และสามารถบริหารจัดการราคาค่าบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จะทำให้อัตราส่วนกำไรของคุณนั้นสูงขึ้นอีกทั้งยังมีส่วนช่วยลดต้นทุนของสินค้าเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้าได้อีกด้วย

2. เว็บไซต์หน้าร้านที่เป็นมิตรต่อการแสดงผลบนมือถือ

ในปัจจุบันพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคนั้นส่วนมากแล้วมักที่จะเลือกทำการซื้อสินค้าบนมือถือหรือแท็บเลต ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างมากที่ควรจะปรับแต่งเว็บหน้าร้านบนแพลตฟอร์มของคุณให้ใช้ได้บนมือถือ ไม่ว่าหน้าร้านของคุณจะอยู่บนเว็บไซต์ส่วนตัวหรือตามตลาดออนไลน์ต่างๆ ลูกค้าที่เลือกซื้อสินค้าผ่านมือถือควรที่จะได้รับประสบการณ์จับจ่ายที่ดีเช่นเดียวกับลูกค้าจากช่องทางอื่นๆ ที่สนับสนุนธุรกิจของคุณ คุณควรที่จะมั่นใจว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นสามารถโต้ตอบและตอบสนองได้ดีอย่างไม่มีที่ติกับลูกค้าที่ใช้ระบบปฏิบัติการมือถือทุกประเภท เคล็ดลับที่อยากบอกคือการให้ความสำคัญในการออกแบบหรือจัดการกับหน้าต่างที่จะมีการสั่งซื้อจากลูกค้านั้นให้ใช้งานได้สะดวก ง่ายดาย และไม่ยุ่งยาก จะให้ประสบการณ์ที่ดีและต่อเนื่องกับลูกค้า เพื่อป้องกันการที่ลูกค้าจะปิดเว็บไซต์ของร้านค้าของคุณจากปัญหาที่กล่าวมา หากหน้าร้านออนไลน์ของคุณอยู่บนตลาดออนไลน์ต่างๆ ควรจะเช็คให้แน่ใจว่า บทความ เนื้อหา และข้อมูลของคุณ จะถูกนำเสนออย่างถูกอัตราส่วนและเหมาะสมต่อหน้าจอมือถือ ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกันหากดูเนื้อหาผ่านคอมพิวเตอร์ หากการปรับแต่งหน้าจอแสดงผลออกมาได้ไม่เหมาะสมนั้น อาจส่งผลกระทบต่อประสบการณ์จับจ่ายของลูกค้าที่ไม่มีความต่อเนื่องทางด้านอารมณ์ร่วม ทำให้ลูกค้าเลือกที่จะปิดหน้าเพจของคุณและไปเลือกซื้อสินค้าที่เว็บไซต์อื่นแทน แถมยังมีโอกาสที่เป็นไปได้สูงด้วยว่าลูกค้าเหล่านี้จะไม่กลับมาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณอีก การที่มีหน้าร้านเว็บไซต์ที่เป็นมิตรต่อการแสดงผลบนมือถือนั้นสามารถช่วยที่จะรักษาลูกค้าเก่าให้กลายเป็นลูกค้าประจำ แถมยังช่วยเพิ่มรายได้ต่อธุรกิจของคุณอีกด้วย


3.ภาพถ่าย

ความรู้สึกที่ดีต่อสินค้าในวงการธุรกิจออนไลน์นั้นเริ่มมาจากการวางขายสินค้าบนหน้าเว็บ ซึ่งส่วนมากลูกค้านั้นจะมีความหลงใหลและดึงดูดต่อรูปภาพของสินค้านั้นก็เพราะว่าร้านค้าออนไลน์ไม่สามารถให้ประสบการณ์จับจ่าย สัมผัสสินค้า หรือ ปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับลูกค้าได้ ดังนั้นรูปภาพสินค้านั้นถือเป็นสิ่งที่จำเป็นเป็นอย่างมากในการดึงดูดให้ลูกค้ามาเข้าชม พิจารณาและตัดสินใจซื้อสินค้าของคุณ ทำให้คุณได้เปรียบกว่าคู่แข่งทางการค้าของคุณบนตลาดที่มีการแข่ง ภาพถ่ายและรูปภาพข้อมูลทำหน้าที่เปรียบเสมือนเครื่องมือการสื่อสารระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยให้ข้อมูลแก่ลูกค้าเกี่ยวกับรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ที่ผู้ซื้อต้องการทราบในการพิจารณาตัดสินใจซื้อสินค้า ดังนั้นการใช้รูปถ่ายที่มีความละเอียดและคุณภาพสูงจึงถือเป็นตัวช่วยเสริมให้ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับสินค้าของคุณ ในเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจออนไลน์ คุณควรให้ความสำคัญอย่างมากกับภาพถ่ายสินค้าที่มีคุณภาพสูง มีภาพหลากหลายมุมดังเช่นภาพถ่ายไลฟ์สไตล์ หรือรูปภาพข้อมูล เพื่อที่สินค้าของคุณจะได้มีความแตกต่างและน่าสนใจกว่าสินค้าอื่นๆบนท้องตลาด ด้วยปัจจัยด้านนี้จะช่วยเสริมอัตราการเข้าเยี่ยมชมต่อเว็บไซต์หน้าร้านของคุณให้สูงขึ้นและแปรเปลี่ยนมาเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

4.การตลาดออนไลน์

ในช่วงระหว่างดำเนินธุรกิจสำหรับร้านค้าออนไลน์ที่มีหน้าร้านของตัวเองหรือร้านบนแพลตฟอร์มต่างๆ นั้นมีโอกาสและจังหวะมากมายที่สามารถนำกลยุทธ์การตลาดออนไลน์มาประยุกต์ใช้เพื่อดึงดูดและเพิ่มความน่าสนใจกับลูกค้า การทำการตลาดออนไลน์สามารถช่วยให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณเข้าถึงลูกค้าหมู่กว้างได้ ทำให้แบรนด์ร้านค้าของคุณเป็นที่จดจำ และช่วยเพิ่มรายรับของคุณให้มากขึ้น โดยประสิทธิภาพนี้ขึ้นอยู่กับต้นทุนทางด้านการตลาดที่คุณจัดสรรไว้ ในแต่แพลตฟอร์มนั้นจะมีบริการทางด้านการตลาดออนไลน์อยู่ ดังเช่น ในอเมซอนนั้นมีบริการ Sponsored Ads ที่ใช้ระบบการตลาดจ่ายเงินเมื่อคลิกหรือ Pay per click (PPC) นอกจากอเมซอนแล้วระบบนี้ได้เริ่มนำมาใช้ในตลาดออนไลน์หลายๆที่ เพื่อเป็นการดึงผู้คนบนอินเตอร์เนตให้เข้าถึงสินค้าและผลิตภัณฑ์ของคุณอย่างง่ายดาย ส่วนทางด้านเว็บไซต์ของคุณ การใช้ Search Engine Optimization (SEO) หรือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้เหมาะกับการค้นหา คือการที่ใช้กลุ่มคำที่เราสร้างขึ้นเพื่อให้ลูกค้าค้นพบร้านค้าโดยเร็วผ่านเว็บไซต์ค้นหาชั้นนำอย่างเช่น Google กลยุทธ์ต่างๆ ที่ใช้ในด้านนี้ได้แก่ ค้นหาด้วยกลุ่มคำ เทคนิคการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหา การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหาแบบทางตรงหรือ Onsite SEO การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหาแบบทางอ้อมหรือ Offsite SEO ลิงค์เว็บไซต์มาสู่หน้าเว็บของเราหรือ Link Building โฆษณาที่จ่ายเมื่อคลิก และ คอนเท้นท์มาร์เกตติ้ง จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นการตลาดออนไลน์ถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับธุรกิจออนไลน์ที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ ซึ่งถ้าคุณใช้กลยุทธ์วิธีที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพจะสามารถช่วยเรียกลูกค้ามาสู่หน้าร้านออนไลน์ เพิ่มมูลค่าแบรนด์และรายได้อีกด้วย

การเปิดตัวธุรกิจการค้าออนไลน์หรือขยายฐานธุรกิจสู่ตลาดออนไลน์นั้นถือเป็นขั้นตอนที่น่าตื่นเต้น แต่ขั้นตอนนี้ยังต้องการความเข้าใจอย่างละเอียดถึงปัจจัยหลักที่จะช่วยให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณเติบโตและก้าวหน้าไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
4 ขั้นตอนที่กล่าวมานอกจากจะช่วยให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จแล้วนั้นยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจต่อลูกค้าในแบรนด์ของคุณ ที่จะช่วยผลักดันแปรเปลี่ยนมาเป็นลูกค้าประจำ ซึ่งในที่สุดจะช่วยเพิ่มรายได้ให้คุณอย่างมหาศาล ดังนั้นการที่จะสานสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจของคุณและบริษัทผู้เชี่ยวชาญทางด้านการตลาด e-commerce ซึ่งรวมไปถึงด้านการบริหารการจัดการจึงจำเป็นอย่างมากเพื่อที่จะพัฒนาธุรกิจของคุณให้เหนื่อกว่าคู่แข่งในตลาดออนไลน์ได้ในที่สุด


การเลือกแว่นตาสำหรับเด็กไม่ได้จำเป็นจะต้องพาไปวัดสายตาอย่างเดียว เพราะเดี๋ยวนี้เด็กๆในปัจจุบันตั้งแต่ 3 ขวบขึ้นไป หรือบางบ้านก็เริ่มตั้งแต่อายุน้อยกว่านั้น โตมากับเทคโนโลยี มีจออิเล็กทรอนิกส์หลายรูปแบบไม่ว่าจะทีวี โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ตต่างๆ บางบ้านไม่สามารถควบคุมเวลาการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับลูกได้ อย่างบ้านเราลูกจะเชื่อฟังพ่อแม่ แต่แอบไปขอย่าขอทวดเล่น แว่นตาสำหรับเด็กจาก Bewell เลยเข้ามามีบทบาทในชีวิต นอกจากแว่นตากันแดดแล้ว ยังมีแว่น Blue Block สำหรับเด็กด้วย



ข้อมูลสถานที่จัดจำหน่าย: Se-ed book center และ Loft ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป
ช่องทางติดต่อแบรนด์: (Facebook/Instagram @bewellstyle)
Line@ : @bewell
Website : www.bewellstyle.com
แว่นตาสำหรับเด็กทุกรุ่นราคา: 590 บาท

โปรโมชั่นราคาพิเศษลด 10% สำหรับผู้อ่านทุกท่าน ใช้โค้ด
BWXKAOSUAYLUNLA10
เฉพาะช่องทางออนไลน์เท่านั้น ลดสินค้าได้ทุกแบบทุกรุ่นไปเลยจ้า 

ตอนนี้ที่บ้านเราสร้างกติกาเพิ่มว่าถ้าเล่นจอมือถือ หรือไอแพดเมื่อไหร่ ลูกจะต้องใส่แว่นทุกครั้งด้วย เนื่องจากแสงสีฟ้าที่มาจากอุปกรณ์จออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นมือถือ หรือคอมพิวเตอร์ มีผลเสียกับสายตา ทำให้สายตาสั้นเร็วขึ้น 20% แถมมีความเสี่ยงทำให้จอประสาทตาเสื่อมหรือบอดได้เลยถ้าไม่มีการควบคุมการใช้งาน แว่นที่ช่วยตัดแสงสีฟ้าจากหน้าจอก็เป็นการช่วยเซฟสายตาของลูกทางนึง ซึ่งในอนาคตหากเข้าโรงเรียนประถมแล้วมีปัญหาสายตาจริงๆ มองกระดานไม่เห็น ตอนนั้นเราถึงจะพิจารณาพาไปตัดแว่นสายตาจริงจังค่ะ

รายละเอียดผลิตภัณฑ์แว่น Blue Block สำหรับเด็ก


แว่นตา bewell ตัดแสงสีฟ้าในช่วงความยาวคลื่น 400-500 นาโนเมตร ซึ่งเป็นอันตรายต่อดวงตา ปกป้องดวงตาจากรังสี UV ได้ 100% เหมาะสำหรับเด็กอายุ 4-12 ปี


  • ตัดแสงสีฟ้าได้สูงสุดถึง 60% สบายตาเมื่อใช้งานหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ
  • เลนส์และกรอบมีความยืดหยุ่นสูง สามารถรองรับแรงกระแทกได้ ด้วยวัสดุ TPE ปลอดสารพิษ (Non-Toxic) ปลอดภัยต่อเด็ก
  • กรอบแว่นมีนวัตกรรมพิเศษ กันเหงื่อได้ ใส่ได้ทั้งวัน ช่วยลดอาการระคายเคือง
ภายในกล่องบรรจุแว่น, กล่องเก็บแว่น และผ้าเช็ดเลนส์อย่างละ 1 ชิ้น สีที่ได้มาลองใช้งานเป็นสีฟ้าที่มีขาแว่นเหลืองสดใส สีสันถูกใจเด็กอยู่พอสมควร ใช้งานง่าย ทนไม้ทนมือ พกไปไหนก็สะดวก ไม่ต้องกังวลเวลาทำตก ไม่พังง่ายๆ ดูแลรักษาและทำความสะอาดง่ายมากๆ 



data-matched-content-ui-type="image_card_stacked" data-matched-content-rows-num="1" data-matched-content-columns-num="3" data-ad-format="autorelaxed"
จริงๆแล้วไม่แนะนำให้เด็กๆใช้เวลากับหน้าจอจนเกินไป วันนึง 30 นาทีก็เพียงพอแล้ว แต่จากประสบการณ์ตรงพบว่าทำได้ยากมากๆ ยิ่งในบ้านที่พ่อแม่ต้องทำงานกับหน้าจอ อยู่หน้าคอม หรือมือถือตลอดเวลา ไหนจะญาติผู้ใหญ่ที่คอยตามใจ ให้เล่นกันคนละนิดคนละหน่อยจนกลายเป็นเกินโควต้ามาตลอด แว่นตาสำหรับเด็กที่ช่วยตัดแสงสีฟ้าถือเป็นอีกหนึ่งในสิ่งจำเป็นที่ควรมีติดบ้านกันเลยทีเดียว จะได้ช่วยถนอมสายตาของลูกให้ใช้งานได้ดีไปนานๆ ขนาดผู้ใหญ่เราทำงานหน้าคอมตลอดเวลายังต้องมีตัวช่วย เด็กๆเค้าก็ต้องมีเหมือนกัน 


อาจจะต้องกำหนดเวลาชัดเจน และให้รางวัลเมื่อทำได้ แรกๆอาจจะต้องต่อสู้กันนิดนึงเพราะเด็กยังติดเล่นสนุกอยู่ ยังควบคุมตัวเองไม่ได้ พ่อแม่ทั้งหลายต้องอดทนนะคะ สู้ๆ

แว่นกันแดดก็เป็นแว่นตาสำหรับเด็กอีกชิ้นนึงที่ขาดไม่ได้เลยในทุกฤดู เพราะสภาพอากาศบ้านเราคือแดดร้อนไม่ใช่เล่น และเจ้าแสง UV นี่แหละที่ทำร้ายสายตาได้เหมือนกัน บางคนมีคำถามว่าแสงแดดนี่เป็นอันตรายต่อดวงตายังไงบ้าง ตั้งแต่ผิวบริเวณเปลือกตา จะไวกับแสงแดด พวก จุดด่างดำ ริ้วรอยรอบดวงตา มาแน่นอนถ้าไม่มีการป้องกัน ไปจนถึง ต้อลม (มีการเสื่อมของเยื่อบุตาบริเวณที่ชิดกับขอบตาดำ ) ซึ่งเกิดจากลม ฝุ่น รังสียูวี ที่สร้างความระคายเคืองให้กับดวงตา หากต้อลมลุกลามเข้าไปในตาดำ จะเกิด ต้อเนื้อ ที่อาจรบกวนการมองเห็นได้ด้วย หรือหากมีการอักเสบ จะทำให้มีอาการปวดและระคายเคืองได้ จนไปถึงการเกิดต้อกระจกและการเสื่อมถอยของจอตา ซึ่งจากรายงานขององค์การอนามัยโลกพบว่าประมาณ 20 เปอร์เซนต์ของต้อกระจกอาจมีสาเหตุมาจากการได้รับรังสียูวีมากเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุที่หลีกเลี่ยงได้ ด้วยการใส่แว่นกันแดดและหลีกเลี่ยงการจ้องแหล่งที่มาของแสงตรงๆ

รายละเอียดผลิตภัณฑ์แว่นกันแดดสำหรับเด็ก


แว่นกันแดดสำหรับเด็ก bewell ช่วยลดปริมาณแสงที่เป็นอันตรายต่อดวงตา ป้องกันรังสี UV ได้ 100% เมื่อลดปริมาณแสงที่กระทบดวงตาก็จะช่วยให้เกิดความสบายตา กล้ามเนื้อบริเวณดวงตาไม่อ่อนล้าเมื่อเจอแสงแดด กรอบแว่นมีความยืดหยุ่นสูง เลนส์ PC ไม่แตก รองรับแรงกระแทกได้ ออกแบบมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะ


ในกล่องจะมีแว่นกันแดด 1 ชิ้น (ไม่มีกล่องเก็บให้) รูปร่างโค้งมน ใช้งานง่าย ไม่แตกหักง่ายๆ แบ่งกันใช้กับน้องสาว (1ขวบ) ก็พอได้อยู่ แต่น้องจะก้มหน้าไม่ได้ พอก้มแล้วแว่นไหล...


...รอโตก่อนนะลูก ได้ผลัดกันใช้แน่นอน


เวลานั่งรถคนพี่อายุ 5 ขวบเค้าจะต้องนั่งเบาะหน้า ส่วนน้องนั่งเบาะหลัง (ทั้งคู่นั่งคาร์ซีทของตัวเอง) ด้านหน้าก็จะต้องเจอแสงแดดจังๆอยู่เสมอเวลาเดินทางตอนกลางวัน เลยเก็บแว่นไว้ที่เก๊ะหน้ารถให้เค้าหยิบมาใส่เวลาเดินทาง ตอนกลับบ้านมืดแล้วก็ถอดเก็บไว้หน้ารถเหมือนเดิมค่ะ อยู่บ้านไม่ได้ใส่เท่าไหร่ ถ้าข้างนอกแดดแรงๆเราไม่ค่อยพาลูกออกไปเดินอยู่แล้ว เว้นแต่มีนัดพาไปหาหมอหรืออะไรแบบนี้ ก็จะให้ใส่จากรถลงมาด้วยเลย


ขนาดแว่นใส่ได้พอดีเป๊ะ น้องเอามาง้างเล่นก็ยังโอเค ไม่หัก ไม่หลวม เผลอนั่งทับก็ยังไม่แตก (แต่ไม่แนะนำให้ใช้งานแบบนี้นะคะ ถนอมได้ถนอมนิดนึงก็ยังดี) 


สรุปโดยรวมดูใส่ได้สบายค่ะ ลูกไม่มีอาการหงุดงิดหรือรู้สึกถูกบังคับใส่แต่อย่างใด ด้วยวัสดุที่ใส่แล้วสบาย ไม่บีบรัด แถมสีสันสดใสชวนให้หยิบใส่ เด็กๆเลยค่อนข้างแฮปปี้กับการใส่แว่น แต่แน่นอนล่ะด้วยวัยนี้ยังไม่ค่อยถนอมของเท่าไหร่ เราก็ต้องค่อยๆสอนค่ะ อย่าจับที่เลนส์เพราะจะเป็นรอยนิ้ว มองไม่ชัด ชวนเค้าเช็ดทำความสะอาดแว่นตัวเอง หัดเก็บให้เป็นที่ เดี๋ยวนี้คือรู้หน้าที่แล้ว พอนั่งรถปุ๊บขอแว่นกันแดด เวลาจะเล่นจอโทรศัพท์ก็หยิบแว่นตัดแสงสีฟ้ามาใส่ ถือว่าผลิตภัณฑ์ทำหน้าที่ของมันได้ดีเลยทีเดียว

บล็อกนี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ แต่คุณแม่ให้ลูกทดลองใช้จริงและรีวิวตามจริงไม่ได้ทำการโฆษณาเกินจริงแต่อย่างใด ใครลองใช้แล้วเป็นยังไงบ้างแวะมาคอมเม้นเล่าสู่กันฟังได้นะคะ หวังว่ารีวิวชิ้นนี้จะเป็นประโยชน์ให้ผู้อ่านบ้างไม่มาก็น้อย แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า บ๊ายบายค่า ^^

Disclaimer: This is a sponsored post but all opinion and experience came from real personal experiences, this brand does not put advertorial message or made any adjustment to my content.