Kaosuaylunla Diary
Update
Newest Posts

#เมืองมารยาเดอะมิวสิคัล สนุกมากกกกก! วันนี้มารีวิวแบบไม่สปอยให้อ่านกัน

เมืองมารยา เดอะมิวสิคัล (2026) ของค่ายซีเนริโอ เป็นการหยิบละครโทรทัศน์อย่าง เมืองมายา และ มารยาริษยา มาดัดแปลงใหม่ในรูปแบบละครเพลง พร้อมตีความหลายอย่างให้ร่วมสมัยขึ้นมาก และสิ่งที่รู้สึกตั้งแต่ดูคือ เรื่องนี้เข้ากับบริบทปัจจุบันมากจริงๆ

โดยเฉพาะในยุคที่ social media สามารถปั้นให้ใครสักคน “ปัง” ขึ้นมาได้ในเวลาไม่นาน และก็สามารถ “พัง” ชีวิตของคนคนนั้นลงไปได้เร็วพอๆ กัน โดยไม่ได้สนด้วยซ้ำว่าความจริงทั้งหมดคืออะไร หรือคนที่กำลังถูกตัดสินอยู่เป็น “คนดี” หรือ “คนไม่ดี” แบบไหนกันแน่

สิ่งที่เราชอบมากคือเรื่องไม่ได้ตีความคำว่า “คนดี” แบบง่ายๆ

ตัวละครไม่ได้เป็นคนดีในอุดมคติที่ทุกการตัดสินใจถูกต้องหมด เพราะแต่ละคนมีเหตุผล มีความต้องการ มีข้อบกพร่อง และมีสิ่งที่ตัวเอง “คิดว่าดี” ไม่เหมือนกัน

แล้วพอเอามาวางอยู่ในโลกของดารา บุคคลสาธารณะ และ social media มันยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีก

ตั้งแต่การแอบคบกันของคนดัง การต้องใช้ชีวิตภายใต้ความคาดหวังของคนอื่น การถูกจับตามองทุกการตัดสินใจ ไปจนถึงการที่สังคมพร้อมแบ่งคนออกเป็น “ดี” กับ “เลว” ทั้งที่ความจริงเราอาจเห็นเรื่องราวของเขาอยู่แค่บางมุมเท่านั้น

ตรงนี้เลยเป็นแกนที่เราชอบมาก เพราะมันทำให้คิดว่า เสียงของสังคมไม่ได้เท่ากับความจริงเสมอไป

เสียงส่วนใหญ่บอกว่าสิ่งหนึ่งดี ไม่ได้แปลว่ามันดีโดยอัตโนมัติ
เสียงส่วนใหญ่บอกว่าใครผิด ก็ไม่ได้แปลว่าเราได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว

เพราะงั้นก่อนจะไหลไปตามกระแส หรือเอาเสียงของคนจำนวนมากมาตัดสินว่าคนหนึ่ง “สมควร” ได้รับอะไร บางทีมันก็ควรย้อนกลับมาถามก่อนว่า เราเห็นชีวิตของเขามากพอแล้วจริงหรือยัง

แล้วเรื่อง “ความรัก” ก็ดีมากเหมือนกัน

อีกมิติหนึ่งที่เราชอบมากคือวิธีที่เรื่องพูดถึง ความรักหลายรูปแบบ

ไม่ได้มีแค่ romantic love แต่มีทั้งความรักของครอบครัว พี่น้อง เพื่อนร่วมงาน ความรักในงานที่ตัวเองทำ ไปจนถึงความปรารถนาดีที่มนุษย์คนหนึ่งมีให้อีกคน

และแต่ละคนก็แสดงความรักไม่เหมือนกัน

บางคนรักด้วยการอยู่ข้างๆ
บางคนรักด้วยการปกป้อง
บางคนรักด้วยการเสียสละ
บางคนรักด้วยการพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดในแบบที่ตัวเองเข้าใจ

แต่สิ่งที่เราชอบคือ เรื่องไม่ได้บอกว่าแค่ “รักมาก” แล้วจะได้รับความรักตอบเสมอไป

คนที่ทุ่มเทให้ความรัก ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับรักนั้นกลับมาเท่ากัน

และในอีกมุมหนึ่ง ความรักก็ไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นจะต้องได้ใครมาครอบครอง เพราะสำหรับบางคน การได้เห็นคนที่ตัวเองรักมีความสุข ก็อาจเพียงพอแล้ว

อยากรู้ว่าพูดถึงใคร... งานนี้ต้องไปดูกันเอาเอง 55555

การตีความตรงนี้ทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องมีความเป็นมนุษย์มาก เพราะความรักในเรื่องไม่ได้ถูกแบ่งแบบง่ายๆ ว่าใครรักถูก ใครรักผิด แต่เป็นการดูว่าคนแต่ละคน “เข้าใจ” และ “แสดงออก” ต่อความรักต่างกันยังไงมากกว่า

โปรดักชั่นคือสวยมาก แบบมีอะไรให้จ้องตลอดเวลา

ในแง่ production ต้องชมเลยว่าสวยมาก ดีไซน์เริ่ดมาก แล้วมีรายละเอียดให้เรานั่งจ้องอยู่ตลอด

ตั้งแต่โคมระย้าที่เปลี่ยนไปตามสถานที่ การเล่นไฟตามช่วงเวลา ไปจนถึงจอ LED ที่ถูกออกแบบให้เวทีดูกว้าง มีมิติ และมีชีวิตขึ้นมา

มีหลายโมเมนต์ที่รู้สึกเหมือนกำลังดูภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่บน IMAX แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือ movement ที่เกิดขึ้นจริงบนเวทีและเคลื่อนต่อกันแบบ seamless ระดับวินาทีต่อวินาที

เฟอร์นิเจอร์เคลื่อนเข้าออก
ฉากเปลี่ยน
มู้ดเปลี่ยน
คอสตูมบางชุดคือพริบตาเดียวก็เปลี่ยนแล้ว

ทุกอย่างเกิดขึ้นต่อหน้าแบบลื่นมากและสวยมาก จนหลายภาพมันเป็นภาพที่กลับบ้านมาแล้วยังจำได้

นี่แหละคือเสน่ห์ของละครเวทีที่คลิปหรือภาพนิ่งแทนไม่ได้จริงๆ

แล้วพอรวมกับวงดนตรีสด คอนดักเตอร์ เอเนอจี้ของนักแสดง เพลง และ choreography ทุกอย่างยิ่งทำให้โชว์มีชีวิตมากขึ้นไปอีก

พล็อตก็ไม่ได้มีแค่ไลน์เดียวให้ตาม



อีกอย่างที่ชอบคือเรื่องมีทั้งไลน์หลักและไลน์รองที่มีอะไรให้ตามตลอด ความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละครมันร้อยเรียงกันแบบไม่มีใครไม่สำคัญ

มีคนสมหวัง
มีคนผิดหวัง
มีคนที่เราเอาใจช่วย
มีคนที่เราอยากเห็นเขาชนะ
และมีคนที่ต้องกลายเป็นผู้สังเวยของเรื่องทั้งหมด

อารมณ์เลยมาครบมาก ตั้งแต่ drama, romance, comedy ไปจนถึง coming-of-age ที่เราได้เห็นการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของตัวละครตั้งแต่ต้นจนจบ

เราชอบการใส่ story ของ “คู่จิ้น” เข้ามาด้วย เพราะมันทำให้โลกในเรื่องสามารถเชื่อมโยงกับปัจจุบันได้ง่ายขึ้น สนุกขึ้นอีกชั้น แล้วพอ chemistry ของตัวละครทำงานบนเวที มันยิ่งทำให้หลายซีนมีเสน่ห์มากขึ้น

ความ “สด” คือทั้งข้อดีและเสน่ห์ของมัน

มีบางช่วงที่เราสัมผัสได้ว่าเสียงของนักแสดงบางคนมีแกว่งหรือเหินบ้าง ซึ่งมองได้ทั้งเป็นข้อดีและข้อเสียนะ

ในเชิง technical แน่นอนว่าความนิ่งของเสียงย่อมทำให้ performance สมบูรณ์กว่า แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่า

เออ นี่คือการแสดงสดจริงๆ

นักแสดงต้องทั้งร้อง เล่น เต้น คุมอารมณ์ คุมร่างกาย และพาโชว์ไปต่อให้ได้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นตรงหน้า

พอเห็นคนที่ยังคุมสติและพา performance ไปต่อได้อย่างลื่นไหล แม้เสียงจะมีแกว่งบ้าง มันกลับทำให้เราเอาใจช่วยมากขึ้น เพราะมันมีความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้น

และมันก็ยิ่งทำให้เราประทับใจกับนักแสดงรุ่นใหม่หลายคนที่สามารถคุมเสียง คุมพลัง และคุมคุณภาพการแสดงของตัวเองออกมาได้แบบเต็มร้อย

ดูแล้วรู้เลยว่าทุกคนทุ่มเทให้กับโชว์นี้ขนาดไหน

แม้แต่นักแสดงเบอร์ใหญ่ๆ ก็ไม่มีใครมาแบบเล่นๆ ทั้งร้อง ทั้งเล่น จัดเต็มกันหมด

ค่าบัตรเริ่มต้นประมาณ 800 บาท ส่วนตัวรู้สึกว่าไม่แพงเลยกับการได้ดู cast ระดับนี้อยู่บนเวทีเดียวกัน ทั้ง แพท สุธาสินี, อแมนด้า ออบดัม, เจมส์ มาร์, ชาย ชาตโยดม, หญิง รฐา และอีกหลายคน

ซื้อบัตรได้ที่ Thai Ticket Major: https://www.thaiticketmajor.com/performance/DramaQueens-TheMusical.html 

แล้วขอพูดถึง นนท์ อินทนนท์ เป็นพิเศษ คือปังมาก 555555

ชอบความใส่ energy และ improvisation ที่เล่นใส่รุ่นใหญ่แบบ ไม่มีกลัว สู้ไม่ถอย แล้วมันเวิร์กมาก ทุกครั้งที่ออกมาคือรู้สึกได้เลยว่าเวทีมีพลังขึ้นอีกระดับ

มัน epic มากกับโชว์นี้จริงๆ

จุดที่ขัดอรรถรสสำหรับเรา: lighting

ถ้าจะมีจุดที่อยากแนะนำจริงๆ น่าจะเป็นเรื่องการเล่นไฟ

บางจังหวะมีแฟลชยิงเข้ามาทางคนดูตรงๆ จนต้องรีบหลับตา หรือบางองศาของไฟสาดเข้าตาพอดี ทำให้ไม่สามารถอินกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบนเวทีได้เต็มร้อย เพราะต้องคอยหลบแสงอยู่

สำหรับเราเรื่องนี้กระทบประสบการณ์ประมาณ 10–20% เลย

มันเหมือนรสขมเล็กๆ ที่โผล่เข้ามาในโชว์ที่องค์ประกอบอื่นดีมาก เพราะแทนที่จะได้มองเวทีต่อเนื่อง กลับต้องหลับตาหรือหลบหน้าในบางจังหวะ

ถ้าไม่มีปัญหาตรงนี้คือ ให้เต็มร้อยไปเลย

เพลงติดหูมาก ออกจากโรงแล้วยังวนอยู่ในหัว

อีกอย่างที่ต้องชมคือเพลงในละครติดหูมากจริงๆ

ออกจากโรงมาแล้วมีหลายเพลงวนอยู่ในหัวจนต้องไปหา soundtrack ฟังต่อ

Top 3 tracks ที่เปิดฟังได้เรื่อยๆ ตอนนี้ (มีอัลบั้มสตรีมมิ่งฟังได้)

  1. All Day All Night

  2. ไม่ต้องพยายาม

  3. เพลงที่คู่จิ้นร้องในซีนบนสเตจ ที่มีท่อน “หน่าน้านานา~”

ข้อ 3 นี่คือปัญหา เพราะหาในอัลบั้มไม่เจอ 😭

เสียดายมาก เพราะมันติดหูสุดๆ

ใครอยากรู้ว่ามันติดหูขนาดไหน คงต้องจองตั๋วไปดูละครเวทีกันแล้วแหละ!

สรุป

โดยรวม เมืองมารยา เดอะมิวสิคัล เป็นโชว์ที่ทำให้เรารู้สึกอีกครั้งว่า ประสบการณ์บางอย่างมันแทนด้วยการดูคลิปไม่ได้จริงๆ

ภาพที่ขยับต่อหน้าเรา
เสียงวงดนตรีสด
พลังของนักแสดง
ความผิดพลาดเล็กๆ ที่เกิดขึ้นแล้วทุกคนต้องพาโชว์ไปต่อ
เสียงหัวเราะของคนดู
และการที่คนทั้งโรงกำลังอยู่กับเรื่องเดียวกันในเวลาเดียวกัน

ทั้งหมดนี้คือเสน่ห์ของละครเวที

และสิ่งที่เราชอบมากที่สุดของ เมืองมารยา คือ ใต้ความสนุก ความสวย ความอลังการ และความบันเทิง มันยังโยนคำถามเรื่องที่ร่วมสมัยมากกลับมาให้คนดูด้วย

เราเอาอะไรเป็นตัวตัดสินว่าใครคือ “คนดี”?
เรารู้เรื่องราวของคนอื่นมากพอจริงหรือยัง ก่อนจะตัดสินเขา?
ความรักที่เรามอบให้ จำเป็นต้องถูกตอบแทนเสมอไปหรือเปล่า?
และในโลกที่ทุกคนพร้อมมีความเห็นต่อชีวิตของคนอื่น เราจะรู้ได้ยังไงว่าเสียงของคนหมู่มากคือ “ความจริง” ไม่ใช่แค่ “กระแส”?

ทีมงานทำออกมาได้สวยงามมากกกกกกก

ยอดเยี่ยมมากๆ และดีใจที่ได้ไปดูที่เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์
ถ้าใครชอบสื่อบันเทิงแล้วยังไม่เคยก็อยากให้ลองเปิดใจดูละครเวทีกัน มันดีมากจริงๆ 💖

บล็อกล่าสุดโพสเมื่อปี 2021 คือห่างไกลปัจจุบันมากกก บ้าจริง ได้เวลากลับบ้านมาปัดฝุ่น กวาดหยากไย่ นับจากวันนี้จะเริ่มกลับมาอัพเดทบล็อกของ "ข้าวสวยลั้นลา" ตามปกติแล้วค่ะ! 

ถ้าคนที่เคยตามเราตั้งแต่ 12ปี+ ก่อนนู้น น่าจะคุ้นชินกับ Mood & Tone ของการทำคอนเท้นไลฟ์สไตล์ บิวตี้ มีเรื่องลูกบ้าง อะไรบ้าง คิดว่ายังไม่เคยเขียนในนี้เลยว่าเรา "หย่า" และไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับลูกแล้วตั้งแต่ปี... ปีไหน... 2021 หรือ 2022 นะ? คิดดูว่านานขนาดไหน นานจนลืม แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งหายไปเลยนะ ตามข้อตกลงกับคุณสามีเก่าที่ ณ ตอนนั้น เป็นพ่อบ้านฟูลไทม์ที่ยังไม่มีงานทำ เราการันตีส่งเสียด้วยเงินเดือน 50% เพื่อสนับสนุนการศึกษาจนกว่าลูกๆจะจบขั้นสูงสุด ปัจจุบันเราว่าเค้าคงมีงานทำเรียบร้อยแล้วแหละ ตอนที่เราจากมา ฝั่งเค้าค่อนข้างเจ็บพอตัว เราจะขอละในส่วนของรายละเอียดไว้เนื่องจากเนื้อหามันคงเซ้นสิทีฟเกินไปสำหรับสังคม "ไทย" ส่วนใหญ่

เราจำได้ว่าตอนที่หย่าแล้วได้ไปออก Podcast กับคุณ CK ทางทีมงานติดต่อมาว่าเขาพยายามตัดกันทุกกระบวนท่า ม้วนหน้าก็แล้ว ม้วนหลังก็แล้วแต่มันยังคงมีความ "เสี่ยง" ดราม่าทั้งในมุมแบรนด์ มุมตัวบุคคล เลยยกเลิก Episode นั้นไปทั้งๆที่เรารู้สึกว่าเรื่องราวของเรามันน่าจะช่วยผู้หญิงในสังคมได้อีกมาก ขนาดซีเคเองยังพูดกับเราเลยว่า 
"ยูน่าลองเขียนหนังสือดูนะ"
เพราะงั้นหนึ่งในเป้าหมายของเราในปีนี้ คือการเขียนหนังสือเล่มนั้นให้จบค่ะ :)


 


ชีวิตเราในฐานะครีเอเตอร์เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2012 สมัยทำงานบริษัทแรกเลย "นัฟแนง ประเทศไทย" ซึ่งเป็นสังกัดบล็อกเกอร์-อินฟลูเอนเซอร์ เจ้าแรกๆในประเทศไทย เราอยู่ฝั่งเซ็นสัญญาดูแลทาเล้นต์ คล้ายๆคนดูแลศิลปินแหละแต่เป็นบล็อกเกอร์ แล้วในยุคที่เฟสบุคเพิ่งมีเพจ คนในจีบัน พันทิป ยังไม่รู้ว่าการมีช่องทางของตัวเองมันสามารถสร้างสปอนเซอร์โพสทำรายได้จริงจังจนเป็นอาชีพกันได้อย่างแพร่หลาย เรียกได้ว่าเราอยู่ในวงการครีเอเตอร์แบบมาก่อนกาล ไม่นับส่วนตัวที่เป็นเด็กบอร์ดนักเขียนเว็บเด็กดี... เห้อ ยิ่งพูดยิ่งแก่ เขียนไปก็ท้อไป จะเล่าจบไหมนะ 5555

ยุคสมัยนัฟแนง ภาพจากทู้พันทิป

เรียกว่าเรียนจบปุ๊บสัมภาษณ์งานที่แรกก็ได้ปั๊บ เราจำได้ว่าสัมภาษณ์เสร็จยืนรอรถเมก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งผลผ่านสัมภาษณ์เลย จังหวะสายฟ้าแลบ จังหวะฟ้าประทาน เราว่าเส้นทางสายที่ปรึกษาครีเอเตอร์ของเรามันโดนกำหนดมาตั้งแต่ต้นแล้วแหละ แค่เราไม่รู้ฟังชั่นของมันเฉยๆ

เราได้จับงานทุกอย่างตั้งแต่การ Recuit มองหาทาเลนต์ฟีลแมวมองเซ็นดาราเข้าสังกัด งานเอกสารสัญญา สอนครีเอเตอร์ทำเพจ ทำช่องยูทูป ทำบล็อก SEO เอยใด คิดราคาสปอนเซอร์ วิธีทำยังไงให้แบรนด์เชิญไปงานอีเว้น ดีลเรื่องลิขสิทธิ์ผลงาน ประสานงานจ้าง งานพีอาร์ลงข่าว ไปยันเป็น Moderator พิธีกรดำเนินงานเวิคชอป ก็คือครบจบในคนเดียวได้เลยพี่จ๋า


จากนั้นเรามีการย้ายไปทำแบรนด์ค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบิวตี้ อีเว้น ยันงานประกัน แล้วก็ไปลองทำเอเจนซี่ MCN บริษัท PR บริษัท Start Up ที่เป็น Creator Platform กระทั่ง Tiktok Live ใช่ค่ะ เราอยู่ครบทุกลูปมาแล้วจริงๆ ปาดเหงื่อพร้อมเอาเท้าก่ายหน้าผากได้เลย ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งเรื่องแยะ แต่เราค่อนข้างมั่นใจว่า 99% ที่ทำมา ส่วนมากประทับใจและอยากร่วมงานกับเราต่อ หลายคนพัฒนาความสัมพันธ์มาเป็นเพื่อน ไปกินข้าวด้วยกัน เที่ยวกันนอกเวลางาน บางคนสนิทจนมาร่วมงานรับปริญญา งานแต่ง งานวันเกิดคือเราสามารถบริหารความสัมพันธ์ไปได้ขนาดนั้นทั้งๆที่มันจบแค่งานก็ได้ แต่ไม่เลย เรามองว่าทุกคนคือ "เพื่อน" ที่วันนึงเราอยากมีโอกาสได้เจออีก ได้คุยกันนอกเหนือจากเรื่องงาน ได้ไปเที่ยวด้วยกัน 

ฉันมัน Extrovert น่ะ MBTI คือ ENFP สุดสาย Champion ของเธอคือฉันเอง



หลายปีที่หายไป แทบไม่ได้มาอัพเดทโซเชียลเลย แต่ทุกวันนี้เราได้เจอ Community น่ารักๆหลายที่จากความหาทำของตัวเอง ตั้งแต่ไปลองกินข้าวแบบกลุ่มกับคนแปลกหน้าบน Timeleft เอย ไปลอง Workshop ไปอีเว้น บางทีก็ไปร้านเหล้าแล้วได้เพื่อนใหม่ที่ทุกวันนี้ยังนัดกันไปเดินทรงวาดได้ ไปดูโชว์แล้วเป็นเพื่อนกับศิลปิน หรือเจ้าของร้าน จนได้เป็นแขก VIP ที่เค้าเชิญมาอีกเพราะอยากเจอ อยากได้คอนเทนต์ อยากซัพพอร์ตเรา ซึ่งส่วนมากทุกๆคนในชีวิตเรา 98% คือน่ารักมากนะ ขนาดครูสอนดำน้ำทุกวันนี้ก็กลายเป็นเพื่อนกินเหล้ากันได้แล้วอะคิดดู คือคลิกกับคนง่ายมาก ต่อติดสปาร์กไวไปหมด

สิ่งที่เติมแบตให้เราได้ดีที่สุดคือ "บทสนทนา" กับเพื่อนที่เวลาคนมาปรึกษา เขากลับไปพร้อมกับความรู้สึกที่ว่า ดีจังที่เรารู้จักกัน ดีใจที่ได้คุย ดีใจที่ได้เจอ โมเม้นพวกนั้นคือโมเม้นใจฟูเติมแทงก์ "ความสุข" ในชีวิตเราได้เสมอ


ถ้าให้พูดตรงๆ เราเป็นคนที่ "แบตหมด" เวลาคนแยกย้ายกลับบ้าน คือถ้าได้ออกนอกบ้านอยู่กับเพื่อน อยู่กับคน ไม่ว่าจะคนใหม่หรือคนเก่า แบตเราจะกลายเป็นแทงก์ทันที มันมี Capacity มหาศาลแล้วก็แทบไม่หมดเลยเวลามีคนอยู่ด้วย คือเคยไปทริป 9 วันที่เขาหลักแล้วไปต่ออีก 3 วันที่ปาร์ตี้ฟูลมูน คือถ้ามีคนพาไปต่อก็ไปได้เรื่อยๆเลย ทุกวันนี้ยังคงเป็นแบบนั้นอยู่ แค่ไม่ค่อยมีใครชวนแล้ว (เศร้า 555)

เราเลยหา Partner ที่มาทำกิจกรรมกับเราในแบบตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ ซึ่งก็คือ Someglass Bar and Cafe ย่านสมุทรปราการ ซึ่งเป็นโซนที่อยู่ปัจจุบันของเราค่ะ ความบ้านใกล้ เจอได้บ่อย แต่อาจจะไม่ดีกับกระเป๋าตัง งั้นเดือนละครั้งละกัน... เนอะ!


กิจกรรม Creator Roundtable เป็นตัวทดลองอีเว้นของเราที่อยาก Connect กับเพื่อนๆครีเอเตอร์แบบออฟไลน์ โดยจะจัดทุกเดือน อยากเจอทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนที่เพิ่งเริ่มทำ กำลังทำอยู่ แม้แต่คนที่ "เลิกทำ" ไปแล้ว เราก็อยากเจอคุณนะ! 
บรรยากาศมันคือการมาดื่มกับเพื่อน แบบ non-alcohol ก็ได้เพราะทางร้านมีโคล่ากับจินเจอร์แอลโฮมเมดด้วย อยากให้ทุกคนมีสมุด Journal พกมากันคนละเล่ม มาพร้อมสิ่งที่จะแชร์กันในวง ว่าคอนเท้นของตัวเอง+ของคนอื่นที่ชอบเดือนนี้คือชิ้นไหน มีปัญหาอะไรที่เดือนนี้ยังแก้ไม่ได้อยู่บ้าง? มู้ดจะเหมือนงานเสวนาครีเอเตอร์สบายๆ เปิดมาด้วย Story Time จากครีเอเตอร์รับเชิญ ช่วง Q&A ให้ถามตอบกันได้ กติกาง่ายๆคืออะไรที่อยู่บนโต๊ะ ให้จบที่โต๊ะนี้ ไม่เอาไปเขียนคอนเท้น ไม่เอาไปเล่าต่อ จดบันทึกใส่สมุดไว้อ่านเองได้อย่างเดียว จัดทุกเดือนเพราะฉะนั้นเราจะได้เห็น progress ใน Journal ว่าเรามีการเปลี่ยนแปลงยังไงบ้าง ได้แก้ปัญกาเดิมๆได้รึยัง บางทีการจะมี Safe Space ที่สามารถบ่นเรื่องงานได้มันยากนะในวงการครีเอเตอร์ที่ทุกคนต้องสวมบทบาทอยู่ตลอดเวลา เราอยากให้ที่นี่ทุกคนสามารถถามอะไรก็ได้ บ่นอะไรก็ได้ แล้วมาหาวิธีก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆในชีวิตครีเอเตอร์ไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการหางานไม่ได้ ไม่รู้จะทำคอนเท้นอะไร หมดไอเดีย Burn Out แบรนด์ไม่รัก โดนเพื่อนหักหลัง เอเจนซี่บิดตัง ฯลฯ 

ใครที่อยากมาเป็นครีเอเตอร์แชร์ Story Time ประจำเดือนสามารถติดต่ออินบ็อกมาจองคิวล็อกวันล็อกเดือนกันได้เลยส่วนใครอยากมาร่วมงาน แวะไปกดติดตาม @someglassbarandcafe ในอินสตาแกรมไว้ เพื่อติดตามข่าวสารได้เลยนะคะ แล้ววันนึงหวังว่าเราจะได้เจอกันนะ

ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยน้า กลับมาแล้ว เย้! 
  

ถ้าพูดถึงของเล่นยังไงก็ต้องคู่กับเด็กๆ เนื่องจากเด็กกับของเล่นยังไงก็เป็นของคู่กัน สังเกตได้ง่ายๆคือบ้านไหนที่มีเด็ก บ้านนั้นจะต้องมีของเล่นเต็มบ้านอย่างแน่นอน แต่ทุกคนรู้หรือไม่ว่าของเล่นนอกจากให้ความสนุกสนานกับเด็กแล้วยังช่วยเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ และยังช่วยพัฒนาการให้กับเด็กได้อีกด้วย เช่น ช่วยเสริมกล้ามเนื้อของร่างกายให้แข็งแรง สร้างจินตนาการ บ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของเล่นนั้นมีมากมาย ดังนั้น เวลาจะเลือกซื้อของเล่นสักชิ้นให้ลูกหรือให้เด็กเล่นนั้น ควรเลือกชิ้นที่สามารถช่วยเสริมสร้างทักษะและพัฒนาการให้กับเด็กได้ด้วย อย่านึกถึงของเล่นที่สร้างความสนุกอย่างเดียว ซึ่งวันนี้เราก็จะมาแนะนำของเล่นเสริมพัฒนาการสำหรับเด็กที่มีคุณภาพดีและปลอดภัยสำหรับเด็ก อีกทั้งยังให้ความสนุกสนาน จะมีของเล่นอะไรบ้างนั้น ตามมาดูกันเลย


แนะนำ 6 ของเล่นสำหรับเด็ก ช่วยเสริมพัฒนาการ กระตุ้นประสาท ฝึกสมอง และสนุกสนาน

เดี๋ยวนี้มีของเล่นสำหรับเด็กให้เลือกมากมาย ซึ่งของเล่นแต่ละประเภทจะเสริมสร้างพัฒนาการที่แตกต่างกันไป และของเล่นบางอย่างก็เหมาะสำหรับเด็กแต่ละวัย ดังนั้น การเล่นซื้อของเล่นจึงควรเลือกของเล่นที่มีประโยชน์และเหมาะสมกับวัย เพื่อช่วยเสริมพัฒนาการ กระตุ้นประสาท ฝึกสมอง และสร้างความสนุกสนาน เพลิดเพลินให้กับเด็ก ๆ 

  1. ของเล่นเสริมพัฒนาการเด็ก : บล็อกไม้ประเภทต่าง ๆ บล็อกไม้ จัดว่าเป็นของเล่นยอดนิยมที่จะช่วยเสริมพัฒนาการให้กับเด็ก ๆ ได้อย่างรอบด้านเริ่มตั้งแต่ทักษะทางความคิดสร้างสรรค์ สร้างเสริมจินตนาการ ช่วยฝึกสมาธิ และให้ความสนุกสนานในการเล่นอีกด้วย ซึ่งบล็อกไม้นั้นสามารถเล่นคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ เหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 10-12 เดือนขึ้นไป ทั้งนี้ บล็อกไม้จะมีให้เลือกหลากหลายประเภท เช่น บล็อกไม้สร้างปราสาท สร้างเมือง สร้างรางรถไฟ บล็อกไม้ที่สอนนับตัวเลขสอนให้รู้จักตัวอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษ หรือบล็อกไม้จิ๊กซอว์ ฯลฯ โดยวิธีเล่นก็ง่ายมาก ๆ เพียงแค่นำชิ้นส่วนบล็อกมาต่อกันให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ ตามโจทย์ที่กำหนด ซึ่งของเล่นประเภทนี้จะมีประโยชน์ช่วยการฝึกสมาธิ ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก เรียนรู้เรื่องสีและรูปทรงต่าง ๆ และยังได้ความสนุกอีกด้วย คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถเล่นกับลูกได้

  2. ของเล่นเสริมพัฒนาการและจินตนาการ : แป้งโดว์ ใครที่อยากให้ลูกเสริมพัฒนาและสร้างจินตนาการให้กับลูก ขอแนะนำ แป้งโดว์ ของเล่นสุดฮิตแห่งปีเลยก็ว่าได้ เป็นของเล่นที่สามารถเล่นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เหมาะสำหรับเด็กวัย 1 ปีขึ้นไป แป้งโดว์จะมีลักษณะคล้ายกับดินน้ำมัน แต่จะมีความนุ่มมากกว่า ไม่มีกลิ่นติดมือ ปลอดภัยสำหรับเด็ก ๆ สามารถปั้นให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ตามที่ต้องการ อีกทั้ง แป้งโดว์เป็นของเล่นที่ช่วยพัฒนาการให้กับเด็กในหลายด้าน ๆ ไม่ว่าเป็นพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ อย่างมือและนิ้วในการนวดหรือปั้นแป้งโดว์ พัฒนาประสาทสัมพันธ์ระหว่างตากับมือ ช่วยฝึกสมาธิให้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ เกิดความคิดสร้างสรรค์ สร้างจินตนาการ ในการออกแบบรูปทรงต่าง ๆ ยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เพลิดเพลินสนุกสนานไปกับการเล่นอีกด้วย

  3. ของเล่นเสริมพัฒนาการเด็ก: ตุ๊กตา ตุ๊กตา ของเล่นยอดฮิตตลอดกาลสามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย แม้แต่โตแล้วบางคนก็ยังชอบเล่นตุ๊กตากันอยู่เลยจริงไหม? ด้วยความน่ารักและนิ่มของตุ๊กตาจึงทำให้เด็ก ๆ หลายคนชื่นชอบโดยเฉพาะเด็กผู้หญิง ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับจากเล่นตุ๊กตานั้น ก็คือจะช่วยเสริมพัฒนาการฝึกฝนการจับ การใช้มือจับสิ่งของต่าง ๆ และยังช่วยให้เด็กมีจิตใจอ่อนโยนและมีความรักความเมตตาได้ด้วย และถ้าเป็นเด็กเล็กอาจจะต้องเลือกตุ๊กตาที่มีลักษณะนิ่ม เพื่อความปลอดภัยในการเล่น นอกจากนี้ตุ๊กตายังกลายเป็นของสะสมสำหรับผู้ใหญ่ที่มีใจรักตุ๊กตาอีกด้วย เช่น ตุ๊กตาหมี ตุ๊กตาเอลซ่า ตุ๊กตาม้าโพนี่ ตุ๊กตาลูฟี่ ฯลฯ

  4. ของเล่นเสริมพัฒนาการเด็ก: ของเล่นที่เป็นเครื่องดนตรี สำหรับของเล่นที่เป็นเครื่องดนตรี กล่องดนตรี หรือของเล่นที่เขย่าแล้วจะเกิดเสียงต่าง ๆ นับว่าเป็นของเล่นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ เหมาะสำหรับเด็กในช่วงวัยแรกเกิดไปจนถึงเด็กโต จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการกระตุ้นการฟังให้กับเด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี อีกทั้ง ยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์ของเด็กได้ด้วย และยังสร้างความสนุกสนานไปกับการเต้น เคลื่อนไหวร่างกายไปตามจังหวะเสียงเพลง ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย นอกจากนี้แล้วยังเป็นการส่งเสริมให้เด็กมีความกล้าแสดงออกอีกด้วย ยิ่งถ้าเด็กคนไหนที่ชอบร้องเล่นเต้นรำเสียงเพลง โตขึ้นมาอาจจะเป็นไอดอลนักร้องชื่อดังเลยก็ได้น้า

  5. ของเล่นเสริมพัฒนาการเด็ก : บอร์ดเกมสำหรับเด็ก บอร์ดเกม จัดเป็นของเล่นสำหรับเด็กอีกหนึ่งอย่างที่จะช่วยเสริมพัฒนาให้กับเด็กได้อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นจะทักษะการเข้าสังคม ซึ่งบอร์ดเกมเป็นเกมที่ต้องเล่นหลายคน อาจจะเล่นกับสมาชิกในครอบครัว หรือเล่นกับเพื่อนก็ได้ ฝึกให้คิดแบบมีตรรกะอย่างมีเหตุมีผล สามารถจัดการกับอารมณ์ตัวเองได้ เมื่อแพ้ต้องไม่พาลหรือถ้าชนะก็ไม่ต้องหัวเราะเยาะเย้ยคนอื่น รู้จักแพ้ชนะนั่นเอง อีกทั้ง บอร์ดเกมยังเสริมสร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ได้อีกด้วย ซึ่งบอร์ดเกมจะมีให้เลือกหลายชนิดเพื่อเสริมทักษะในด้านต่าง ๆ เช่น บอร์ดเกมฝึกสมอง บอร์ดเกมเสริมปัญญา บอร์ดเกมฝึกความจำ ซึ่งบอร์ดเกมที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ สามารถเล่นกันได้อย่างสนุกสนานทั้งครอบครัว คือ เกมเศรษฐี และเกมบันไดงู




  6. ของเล่นเสริมพัฒนาการเด็ก : ของเล่นสวมบทบาทสมมติต่าง ๆ ของเล่นสวมบทบาทสมมติต่าง ๆ นับเป็นของเล่นยอดนิยมอีกประเภทหนึ่ง ที่จะช่วยเสริมพัฒนาการให้สำหรับเด็ก ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้แสดงออกถึงอารมณ์ สร้างสรรค์จินตนาการ และสามารถถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดผ่านบทบาทนั้น ๆ เดี๋ยวนี้ก็จะมีของเล่นประเภทนี้ให้เลือกหลากหลายอาชีพ เช่น ครู หมอ พยาบาล เซฟ เป็นต้น เรียกได้ว่าให้เด็ก ๆ ได้สวมบทบาทจินตนาการว่าตัวเองกำลังเป็นบุคคลนั้น เพื่อให้เด็กได้ทำความรู้จักกับอุปกรณ์เครื่องมือจำลองจากอาชีพต่าง ๆ สามารถช่วยกระตุ้นสมองให้เด็กมีจินตนาการด้านความคิดสร้างสรรค์ ช่วยเพิ่มทักษะด้านภาษา และการเข้าร่วมสังคมกับคนอื่น ของเล่นประเภทนี้จะเหมาะสำหรับเด็กวัย 3-6 ขวบ เนื่องจากอยู่ในช่วงวัยกำลังพูดคุยรู้จักการใช้ภาษาได้เป็นอย่างดี

พออ่านจนปุ๊บหลายคนอาจจะเริ่มเปลี่ยนมุมมอง ที่มองของเล่นเป็นเพียงความเพลิดเพลินหรือความสนุกสนานเท่านั้น ซึ่งของเล่นนั้นมีประโยชน์มากมาย เสริมสร้างพัฒนาการสำหรับเด็กในด้านต่าง ๆ ได้อย่างรอบด้าน ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่เลือกซื้อของเล่นให้ลูกเหมาะสมกับวัยตรงตามพัฒนาการของเด็ก ๆ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเด็กเป็นอย่างมาก และช่วยเพิ่มทักษะความรู้ความสามารถด้านต่าง ๆ ของเด็กมากขึ้นทวีคูณอีกด้วย สุดท้ายนี้เราก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับคนที่กำลังอยากจะซื้อของเล่นสำหรับเด็ก ยังไงก็ลองไปหาซื้อของเล่นตามที่เราแนะนำกันได้เลย

Shopee 12.12 Birthday Sale ช้อปส่งท้าย เซอร์ไพรส์จัดเต็มทุกโปร 12.12 จากแบรนด์ดังชั้นนำกับขบวนสินค้ายอดฮิตมากมายลดแบบจัดหนัก รับโค้ดส่วนลด 2,000.- และโค้ดลด 50% ช้อปส่งท้ายปีฟินกว่าเดิมด้วยโปรส่งฟรีทั่วไทยขั้นต่ำ 0.- เริ่มช้อปได้เลยตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. - 12 ธ.ค. ที่ Shopee 12.12 Birthday Sale!


Credit Photo: Freepik.com (Photo 1, Photo 2, Photo 3)

Holiday collection ของคีลส์กับมาอีกครั้ง!

ส่งตรงจากมหานครนิวยอร์คให้แฟนๆ Kiehl’s ได้กรี๊ดกันรอบนี้กับการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์คีลส์และศิลปิน Illustrator ชื่อดังระดับโลก Maïté Franchi (ไมเต้ ฟรองซี) มาออกแบบลวดลาย Limited Edition ลงบนผลิตภัณฑ์ รุ่นขายดี ที่สาวกคีลส์ต้องเลิฟ

ลวดลายกราฟิกที่ใช้ตกแต่งร้านคีลส์และผลิตภัณฑ์ในช่วงเทศกาลปีนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากร้านขายยาแห่งแรกของคีลส์ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนนสายที่ 13 ตัดกับ 3rd Avenue เมือง New York สหรัฐอเมริกา โดยปีนี้ทางแบรนด์คีลส์ภูมิใจเปิดตัวต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขแบบ "กรีน" (Green) ที่สุดเท่าที่แบรนด์เคยมีมา มุ่งเน้นด้านการส่งเสริมความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ลดขยะ ใช้กล่องของขวัญที่รีไซเคิลได้ รวมไปถึงการออกแบบ Advent Calendar ที่ทำมาจากกระดาษรีไซเคิลล้วนๆ ไม่มีส่วนผสมของพลาสติกเลย นำมาจำหน่ายแบบลิมิเตทสุดๆเพียง 80 ชุดในไทยเท่านั้น

นอกจากนี้แฟนๆของแบรนด์คีลส์ยังจะได้เอ็นจอยกับผลิตภัณฑ์ขายดีที่มาในลวดลายลิมิเตทอิดิชั่น ความพิเศษของปีนี้คือเพิ่มตัว Clearly Corrective Dark Spot Solution เซรั่ม whitening ขายดีอันดับ 1 ในไทย 3 ปีซ้อน เข้ามาในชุดผลิตภัณฑ์เทศกาลเป็นครั้งแรก 

Holiday collection ของคีลส์ Kiehl's x Maïté Franchi ประจำปี 2020 ประกอบไปด้วย

Clearly Corrective Dark Spot Solution ขนาด 50 ml. ราคา 3,550 บาท

เซรั่ม whitening ขายดีอันดับ 1 ในไทย 3 ปีซ้อน Kiehl's Dark Spot Serum มี Acitivaed C ประกอบไปด้วย สารสกัดจากไวท์เบิร์ช (White Birch) ดอกโบตั๋น (Peony) ช่วยป้องกันการเกิดจุดด่างดำใหม่ๆ และป้องกันการเปลี่ยนสีของเม็ดสีผิวเมื่อใช้เป็นประจำทุกวันอย่างต่อเนื่อง ปราศจากซิลิโคน ปราศจากสารกันเสีย ปราศจากน้ำหอม ปราศจากสี ปราศจากเทคโนโลยีกระจายแสง (Optical Diffuser)


Calendula Herbal-Extract Toner ขนาด 250 ml ราคา 1,500 บาท

(เครดิตภาพจากงานอีเว้นแบรนด์คีลส์เมื่อวันที่ 26 พย 2563)

โทนเนอร์อันดับ 1 ในไทย เป็นโทนเนอร์สูตรไร้แอลกอฮอล์ อุดมไปด้วยสารสกัดจากดอกคาเลนดูล่า ช่วยปลอบประโลมและปรับสภาพให้ผิวนุ่มและมีความรู้สึกผ่อนคลายหลังใช้ 


Ultra Facial Cream ขนาด 50 ml ราคา 1,400 บาท

(เครดิตภาพจากงานอีเว้นแบรนด์คีลส์เมื่อวันที่ 26 พย 2563)

มอยซ์เจอร์ไรเซอร์อันดับ 1 สมอบการบำรุงที่ผิวแห้งต้องการตลอดทั้งวันโดยดูดซับความชุ่มชื้นจากอากาศเพื่อความชุ่มชื้นของผิวที่ได้สมดุลและความสบายผิวอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ยอมรับด้านการเสริมความชุ่มชื้นยาวนาน 24 ชั่วโมงด้วยเนื้อครีมบำรุงที่บางเบาและไม่มันเยิ้มจึงเหมาะสำหรับใช้เป็นประจำทุกวัน 


Kiehl's Creme de Corps Whipped Body Butter ขนาด 250 ml ราคา 1,450 บาท

ครีมบำรุงผิวสูตรเข้มข้นพิเศษยอดนิยม เนื้อครีมนุ่มลื่น สำหรับผิวแห้งมาก ครีมบำรุงผิวสูตรเข้มข้นพิเศษยอดนิยมที่เป็นหนึ่งใน Kiehl's customer's favorite ซึ่งKiehl'sได้เลือกใช้ส่วนผสมที่ดีที่สุดเพื่อให้ผิวดูสวย นุ่ม ชุ่มชื่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน  เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีผิวที่แห้งมาก


Kiehl's Midnight Recovery Concentrate ขนาด 50 ml ราคา 2,400 บาท

(เครดิตภาพจากงานอีเว้นแบรนด์คีลส์เมื่อวันที่ 26 พย 2563)

เซรั่มกลางคืนสูตรเข้มข้น ช่วยบำรุงและเสริมความแข็งแรงให้ผิวในเวลากลางคืน พลังจากธรรมชาติช่วยปรับให้ผิวดูสดใสขึ้นในตอนเช้า ประกอบด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ 99.8% บำรุงและสร้างเกราะป้องกันผิวพรรณ ช่วยลดริ้วรอย มีความอ่อนเบาและซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ทันที เซรั่มกลางคืนจึงช่วยบำรุงผิวให้ดูเปล่งปลั่งมีสุขภาพดีในชั่วข้ามคืน ส่งผลให้ผิวเรียบเนียนและเปล่งประกายสดใสในเช้าวันรุ่งขึ้น


Kiehl's Butterstick Lip Treatment SPF 30 ขนาด 4 กรัม ราคา 800 บาท

ลิปบาล์มสูตรใหม่พร้อมสารกันแดด SPF30 เป็นบาล์มที่ช่วยให้ริมฝีปากเนียนลื่นและชุ่มชื้นสุดๆ ประกอบด้วยน้ำมันมะพร้าวซึ่งมอบการบำรุง และเลมอนบัตเตอร์ (lemon butter) ที่อุดมด้วยแอนตี้ออกซิแดนท์ รวมถึงสารกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟ 30 และมีขอบเขตการป้องกันครอบคลุมรังสียูวีเอและยูวีบี รูปแบบแท่งและบรรจุภัณฑ์ที่ให้สัมผัสนุ่มมือดูเรียบง่ายและใช้สะดวก ทาลื่น มอบความชุ่มชื่นสูงสุด 12 ชั่วโมง


Collection พิเศษสุดคิ้วท์ เหมาะสำหรับเป็นของขวัญในเทศกาลคริสต์มาส และส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่สุด นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นจัดมาอีกหลายชุดให้เลือกช้อป #รักใครให้คีลส์ นะคะ ❤ 


รายละเอียดโปรโมชั่น

งานนี้คีลส์แจกเก่ง! FREE! Holiday Limited Edition Sticker สำหรับทุกออร์เดอร์ และ Kiehl’s Tote Bag Limited Edition เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ชิ้นใดก็ได้ มูลค่าครบ 6,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธ.ค. 63 ที่ร้านคีลส์ทุกสาขา หรือช็อปออนไลน์ได้ที่ www.kiehls.co.th 


สุดพิเศษ! Feel the Joy, Care with Kiehl's เสิร์ฟความสุขให้ผิวสุขภาพดี แฮปปี้ต้อนรับปีใหม่! 

พิเศษด้วยส่วนลด 10% ทุกรายการ และรับชุดของขวัญมูลค่ารวมสูงสุดถึง 8,850 บาท!! ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ลานอีเวนท์ Zone C ชั้น 1  📆 ตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย. 63 – 2 ธ.ค. 63 เท่านั้น

#รักใครให้คีลส์ #KiehlsThailand

เคล็ดลับในการเลือกกระเป๋าเป้ให้ลูกสะพายไปโรงเรียนเป็นอีกเรื่องนึงที่อยากหยิบมาแชร์กันค่ะ เพราะทุกวันนี้เด็กๆมักเลือกกระเป๋าจากความสวยงามเป็นหลัก แต่ไม่ได้ดูถึงปัจจัยด้าน "ความปลอดภัย" ต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการซัพพอร์ตสรีระที่เหมาะสมของเด็กๆในแต่ละวัย หรือฟังก์ชั่นการใช้งานที่เหมาะสม ทุกคนน่าจะเคยเห็นภาพเด็กที่สะพายกระเป๋าตุงๆเพราะหนังสือหนักๆกันใช่ไหมคะ? ถ้าเป็นลูกของเราล่ะ? จะเลือกกระเป๋าแบบไหนที่ช่วยเซฟสุขภาพลูกแถมยังเหมาะสมกับบริบทปัจจุบันได้ด้วย วันนี้จะมารีวิวเป้เพื่อสุขภาพพร้อมแชร์เคล็ดลับไปพร้อมๆกันค่ะ  ตามมาอ่านกันได้เลย

ทำไมถึงควรเลือกกระเป๋าเป้ให้เด็กๆ?



หลายโรงเรียนไม่อนุญาตให้เด็กๆเก็บหนังสือไว้ใต้โต๊ะ ใน 1 วันเด็กไทยเราต้องเรียนมากกว่า 11 คาบเลยทีเดียว การแบกหนังสือเรียนในแต่ละวันจึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ หากเป็นไปได้ การเลือกกระเป๋าเป้นั้นจะช่วยแบ่งน้ำหนักที่ร่างกายจะต้องแบกรับได้อย่างสมดุลมากกว่าการใช้กระเป๋าสะพายหรือกระเป๋าถือที่เน้นความสวยงามเป็นหลัก

เมื่อไม่นานมานี้เราได้ลองเปลี่ยนเป้เดิมของลูกเป็นของแบรนด์ Bangkok Backpackum อ่านว่า บางกอก แบ็คแพ็คกั้ม (คำมาจาก Backpack ที่แปลว่าเป้สะพายหลัง + Umbrella ที่แปลว่าร่ม) ซึ่งเป็นเป้ที่มีนวัตกรรมเพื่อสุขภาพของลูกอย่างแท้จริง แถมเหมาะกับบริบทเมืองไทยในช่วงหน้าฝนนี้เอามากๆ มันต่างจากเป้ธรรมดายังไงวันนี้เอารีวิวมาฝากกันค่ะ

รีวิวเป้เพื่อสุขภาพลูก Bangkok Backpackum

ในเซทกระเป๋า 1 ชุดประกอบไปด้วย

  1. กระเป๋าเป้พร้อมล้อลาก 1 ใบ
  2. หน้ากากอนามัยกันฝุ่น PM 2.5 และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโคควิด
  3. Badge เข็มกลัด ซีรีส์ Born to be จำนวน 2 ชิ้น (ติดอยู่หน้ากระเป๋า)
  4. ปากกาเมจิกเขียนความฝัน (ไว้เขียนตกแต่ง Badge บนกระเป๋า)
  5. ร่มสีเหลือง 1 คันด้านในมีเคลือบกัน UV ด้วย

ทั้งหมดนี้วางจำหน่ายในราคา 1,800 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติมในการสั่งซื้อ

Website : https://rayforgood.com/
facebook : https://business.facebook.com/raybrandandproduct
LINE ID : @bml0849q
Lazada /  Shopee 

ในเว็บของแบรนด์มีให้ข้อมูลด้วยนะว่าเค้าจะแบ่งผลกำไร 10% ในทุกผลิตภัณฑ์ ให้กับโครงการเพื่อสังคมที่ดีและน่าสนใจในประเทศไทย คือซื้อของอุดหนุนคนไทยแล้วได้คืนกำไรให้สังคมอีกด้วย

เป้ของ Bangkok Backpackum คือนวัตกรรมสินค้าของบริษัท rayforgood ที่คิดขึ้นโดยคนไทย 100% แบบยังไม่เคยเห็นที่ไหนทำมาก่อน เป็นเป้ที่สามารถใส่ประกอบร่มได้ในตัวไม่จำเป็นต้องใช้มือถือร่ม

(ประกอบร่างง่ายๆ)

(ที่จับร่มสามารถหมุนถอดเข้าออกเพื่อประกอบยึดเข้ากับกระเป๋า)

(ยึดแล้วมั่นคงไม่ง่อกแง่ก ไม่ต้องใช้มือประคองเลย)

(สะพายแล้วชิวมาก ไม่หนัก ไม่ติดหัวด้วยครับ)

สามารถหยิบขึ้นสะพายหลังแล้วช่วยบังได้ทั้งแดดและฝน ลดความเสี่ยงไม่ให้เด็กๆป่วยไข้ แถมสะพายได้ยาวแบบไม่ต้องกังวลว่าจะเจ็บหลัง ดีต่อสุขภาพเพราะมีการเสริมซัพพอร์ตบุเพิ่มด้านหลังและบริเวณสายสะพายให้หนาและแข็งแรงกว่าเป้ทั่วไป วัสดุกันน้ำได้ไม่ต้องกลัวว่าฝนจะสาดแล้วทำให้ข้าวของข้างในเสียหาย ตัวร่มสามารถถอดเข้าออกได้ จะถือธรรมดาหรือเลือกประกอบกับกระเป๋าก็ใช้งานได้ตามความต้องการ เด็กๆถ้าไม่อยากสะพายกระเป๋าจะถือแบบล้อลากแล้วกางร่มก็ได้เช่นกัน

 ทดลองใช้เป้ร่มอันนี้ข้อดีที่รู้สึกได้เลยคือมันจุของได้เยอะมากกกกกก มีทั้งหมด 2 ช่องหลัก โดยช่องใหญ่ข้างในสามารถแบ่งของได้อย่างเป็นสัดส่วน


(ช่องนี้ใหญ่มากกกก จุของได้เยอะจริงๆ)

มีซองด้านข้างๆที่ใส่กระติกน้ำหรือจะเสียบร่มไว้ก็สามารถหยิบใช้งานได้สะดวก สายสะพายบุมาหนาใช้ได้ สัมผัสได้ว่าไม่ทำให้ไหล่กับหลังของลูกเป็นรอยแน่นอน

(ช่องด้านข้างหยิบใช้งานสะดวกมากครับ)

อีกอย่างคือมันใช้สะพายเพื่อป้องกันตัวเองในบริบทปัจจุบัน กับการ Social Distancing = รักษาระยะห่างจากคนรอบข้างได้แค่หยิบมาสะพาย เพราะตัวร่มที่กางออกนั้นนอกจากจะกันแดดกันฝนได้ครอบคลุมแล้ว ยังจะเป็นตัวช่วยรักษาระยะห่างไม่ให้คนเดินเข้ามาใกล้ตัวผู้ใช้งานมากจนเกินไป เป็นประโยชน์ใช้สอยอีกรูปแบบหนึ่งที่จะปกป้องสุขภาพของลูกๆได้มากขึ้นด้วย


(กางแล้วคลุมหมดเลยทั้งกระเป๋ากับตัวลูกหายห่วงทั้งแดดทั้งฝน)

จริงๆส่วนตัวคุณแม่มองว่าอายุที่เหมาะกับเป้นี้คือ 8 ขวบ + 

เพราะการใช้งานนั้นเด็กๆจะต้องสามารถรู้จักการประกอบร่วมพับเข้าออกได้ด้วยตัวเองก่อน แต่สำหรับบ้านเราที่ลูกกำลังเข้าวัยประถม การลงทุนกับกระเป๋าอยากให้ได้ใช้ยาวๆ ถ้าเราเลือกวัสดุดีๆจะไม่ต้องเปลี่ยนกระเป๋าบ่อยๆ พิจารณาแล้วว่าในราคานี้เราจะได้ใช้ยาวๆ 3-6 ปีแน่นอน (เปลี่ยนอีกทีตอนขึ้นมัธยม หรือเผลอๆอาจจะยังไม่พังเลยก็เป็นได้) นอกเหนือจากการสะพายไปโรงเรียนจะเอาไว้แบกใส่ของไปทริปครอบครัวก็เหมาะ เพราะจุของได้เยอะแถมฟังก์ชั่นเหมาะกับการให้ลูกแพคของเอาไปเที่ยวได้ด้วย หวังว่ารีวิวนี้จะช่วยให้ข้อมูลกับคนที่กำลังหาข้อมูลเลือกซื้อกระเป๋าให้เด็กๆได้บ้างไม่มากก็น้อยนะคะ วันนี้ลาไปก่อน บ๊ายบายค่า


ใครที่มีปัญหาแพ้ยุง น้ำเหลืองไม่ดี เข้าหน้าฝนทีจะต้องรีบวิ่งหาสารพัดสินค้ากันยุงมาตุนไว้ แต่บ้านไหนที่มีเด็กเล็กจะต้องใส่ใจกับของที่เลือกใช้มากเป็นพิเศษ เพราะผิวของเด็กๆบอบบาง จะจุดควันไล่ยุง หรือใช้เคมีแรงๆไม่ได้เลยเพราะจะเป็นอันตรายกับเด็กๆ

วันนี้จะมาแนะนำแบรนด์ Monkey Pony ที่เป็นแบรนด์ไทย ส่งผลิตภัณฑ์กันยุงออแกนิกมาให้เด็กเล็กใช้ได้สบายๆเพราะใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติเน้นๆ หยิบมารีวิวให้อ่าน 2 ชิ้นด้วยกัน เป็นยากันยุงแบบออยล์ กับ แบบสเปรย์ ปราศจาคสารเคมี 100% ทำจากส่วนประกอบคุณภาพระดับ Food Grade ทั้งหมด สามารถทาบริเวณหน้าได้แต่ต้องหลีกเลี่ยงบริเวณดวตา  มั่นใจได้เลยแม้เด็กๆจะเผลอทาแล้วมีเข้าปากก็ไม่อันตราย ปราศจากสารอันตรายอย่าง Alcohol , Paraben, DEET, Fragrance, ไม่มีการทดสอบในสัตว์ ทำจากส่วนผสมที่เป็นออร์แกนิคสามารถใช้กับผิวได้ตั้งแต่ 3 เดือน ขึ้นไป 


รีวิวยากันยุงเด็กธรรมชาติ Monkey Pony



1.สเปรย์กันยุงออแกนิกมังกี้โพนี่ MonkeyPony Mosquito Repellent Normal Saline Spray
มีวางจำหน่าย 2 ขนาด คือ 60 ml ราคา 179 บาท และ 150 ml ราคา 389 บาท



มีให้เลือก 5 สูตร คือ 1. ORIGINAL หอมละมุน ขวดสีฟ้า 2. GERANIUM หอมหวาน ขวดสีชมพู 3. LAVENDER หอมผ่อนคลาย ขวดสีม่วง 4. ORANGE หอมสดใส ขวดสีส้ม 5. LEMON หอมสดชื่น ขวดสีเหลือง ซึ่งเป็นสูตรที่เลือกซื้อมารีวิววันนี้ค่ะ


ส่วนผสมในสเปรย์กันยุงสูตร LEMON ขวดสีเหลือง:
  • น้ำเกลือ Normal Saline
  • น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคบริสุทธิ์ (Extra Virgin Coconut Oil)
  • เลมอน(Lemon)
  • มะกรูด(Bergamot)
  • ยูคาลิปตัส(eucalyptus)
  • ตะไคร้(Citronella)

วิธีใช้

ฉีดพ่นบนเสื้อผ้าหรือผิวหนังโดยระวังไม่ให้เข้าตาหรือปาก



เลือกมาเป็นขวด 60 ml ขนาดกำลังดีพกพาง่าย ชอบตรงที่ละอองฟุ้งแบบฉีดไม่กี่ทีก็ทั่วถึง สามารถฉีดลงเสื้อผ้าหรือร่างกายตรงๆก็ได้ ด้วยความที่เบสเป็นน้ำเกลือ Normal Saline มันเลยไม่เหนียว แถมยังมีน้ำมันมะพร้าวด้วยเลยได้ฟีลทั้งกันยุงกับบำรุงไปด้วยในตัว ประมาณว่ายิ่งฉีดยิ่งผิวดี กลิ่นหอมสดชื่นแบบน้ำมะนาวเลม่อนไม่ได้ฉุนจมูกเป็นกลิ่นซอฟท์ๆดีมากกก เอาไปให้ลูกชายคนโตวัย 7 ขวบลอง เค้าชอบแบบสเปรย์มากฉีดเองได้แล้วแต่ต้องคอยกำกับไม่ให้ฉีดเข้าหน้าตัวเอง 


(น้องสาวคือเห็นพี่ทำอะไรก็จะทำตามด้วยไปหมดเลยค่ะ)

2. ยากันยุงเด็ก MonkeyPony แบบ ออยล์ 3in1: Mosquito Repellent for Kids

วางจำหน่าย ขนาด 30 ml ราคา 179 บาท 


มีให้เลือก 5 สูตร คือ 1. ORIGINAL หอมละมุน ขวดสีฟ้า 2. GERANIUM หอมหวาน ขวดสีชมพู 3. LAVENDER หอมผ่อนคลาย ขวดสีม่วง 4. LEMON หอมสดชื่น ขวดสีเหลือง 5. ORANGE หอมสดใส ขวดสีส้ม เป็นสูตรที่เลือกซื้อมารีวิววันนี้ค่ะ

ส่วนผสมในยากันยุงแบบออยล์สูตร Orange :
  • น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคบริสุทธิ์ (Extra Virgin Coconut Oil)
  • ส้ม(Orange)
  • ยูคาลิปตัส(eucalyptus)
  • ตะไคร้(Citronella)


วิธีใช้

หยดบนเสื้อผ้าเพื่อให้ได้กลิ่นติดทนยาวนานได้ถึง 6 ชั่วโมงหรือลูบบนผิวหนังโดยระวังไม่ให้เข้าตาหรือปาก สามารถช่วยบรรเทาอาการคัน ลดอาการอักเสบจากยุงกัดโดยไม่ทิ้งรอยดำได้ด้วย รวม 3 คุณสมบัติทั้งกันยุง บำรุง และบรรเทาอาการคันไว้ในขวดเดียว



ขวดบรรจุเป็นแบบแบนๆ หัวหยด พกพาง่าย ขนาดเล็กกว่าแบบเปรย์มาก ใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ตัวนี้ไม่เหนียวแต่จะมีลักษณะแบบออยล์ที่มีความมันๆนิดนึงตอนทา แต่พอซึมแล้วไม่เมือก ไม่เยิ้ม ใช้แล้วบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นได้ด้วย กลิ่นส้มหวานๆไม่แสบจมูก เวลาใช้จะหยดลงผิวตรงๆหรือลบที่มือก่อนทาบริเวณต่างๆของร่างกายก็ได้ หรือจะหยดลงเสื้อผ้าเพื่อเพิ่มความติดทนของกลิ่นก็ได้เช่นกัน


ในกรณีที่มีลูกอายุต่ำกว่า 3 เดือนแนะนำให้ซื้อแบบออยล์เพราะสามารถหยดใส่เสื้อผ้าหรือของใช้แทนเพื่อให้ผลลัพธ์แบบเดียวกันในการไล่ยุงค่ะ ไม่ต้องกลัวหกเลอะเทอะด้วยเพราะตรงจุกดีไซน์มาเป็นการเจาะรูเล็กๆ ถ้าไม่เขย่าจะไม่ไหลเลอะเทอะค่ะ


หลังจากทดลองใช้มาสักระยะรู้สึกว่าใช้ได้นานมากๆ ชอบตรงที่เป็นยากันยุงเด็กจากธรรมชาติและออร์แกนิค เข้มข้น ไม่ผสมน้ำ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งกันยุง แก้คัน บำรุงผิว ขวดเดียวอยู่เลย คุ้มมากๆ มีตัวเลือกให้หลายกลิ่นด้วย ที่สำคัญ ออยล์กันยุงกับสเปรย์กันยุงจากมังกี้โพนี่ (Monkey Pony) ทุกสูตรปราศจากสารที่ก่อให้เกิดอันตรายต่างๆ อาทิเช่น DEET Free / Alcohol Free  / Paraben Free  / Synthetic Fragrance Free มั่นใจได้ว่าใช้กับเด็กๆได้แน่นอน 

ช่องทางจัดจำหน่ายออนไลน์

สำหรับสถานที่จัดจำหน่ายอื่นๆ สามารถหาซื้อได้ตาม ร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็กชั้นนำ อาทิ สหภัณฑ์นมผง ,  NG Store, Brown Bunny, Baby First, Kids Corner, Kiddy Store ฯลฯ และ พบกันเร็วๆนี้ที่ Robinson แผนกสินค้าเด็ก

หากใครสนใจลองไปหามาใช้กันดูได้เลยนะคะ ใครใช้กลิ่นไหนอย่าลืมแวะมาเล่าให้ฟังบ้างน้า ชอบมากที่มีให้เลือกหลายหลาย จะได้ไม่เบื่อกัน นี่ว่าหมดแล้วจะลองเปลี่ยนกลิ่นไปเรื่อยๆดูค่ะ วันนี้คงลากันไปเท่านี้ ไว้โอกาสหน้าพบกันใหม่นะคะ บ๊ายบาย



Disclaimer: รีวิวนี้ไม่ได้รับค่าจ้างใดๆในการเขียนบทความ เป็นการรับผลิตภัณฑ์มารีวิวตามข้อกำหนดของ th.revu.net ค่ะ