Kaosuaylunla Diary
วันนี้พาทุกคนมารู้จักแบรนด์สกินแคร์ออแกนิกสำหรับเด็ก Kinder Puppets ที่ Made in Korea แต่ตอนนี้นำเข้ามาจำหน่ายในไทยเป็นที่เรียบร้อย การันตีคุณภาพด้วยรางวัล 3 ปีซ้อนตั้งแต่ปี 2017-2019 ในหมวดสกินแคร์สำหรับเด็ก เอาจริงๆแค่เห็นแพคเกจจิ้งก็ว้าวมากๆแล้วเพราะมันน่ารักมากกก มีความคิ้วท์สไตล์เกาหลีสุดๆ ที่สำคัญคือกลิ่นธรรมชาติไม่ผสมน้ำหอม แถมยังใช้ส่วนผสมออแกนิกจากธรรมชาติ วันนี้ได้ให้ลูกสาววัย 2 ขวบได้ลอง 2 ผลิตภัณฑ์คือตัว Best Seller ที่เป็นครีม กับ Soothing Gel ที่ช่วยลดอาการคันจากผดผื่น ผลลัพธ์จะป็นยังไงตามมาอ่านกันได้เลยค่า


แบรนด์ Kinder Puppets

ผลิตภัณฑ์ที่มารีวิวในวันนี้ :
BABY CREAM (180ml) 850 บาท
BABY SOOTHING GEL (250ml) 690 บาท


ช่องทางติดตามข่าวสาร และจัดจำหน่าย
FB : https://www.facebook.com/Kinderpuppetsthailand/
Website : https://kinderpuppetsthailand.com/
Line@ : @kinderpuppets



โปรโมชั่นช่วงนี้ รับฟรี!! หน้ากากผ้า + แอลกอฮอล์ ขนาดพกพาทุกออเดอร์ ซื้อ2ขวด SALE 10% ซื้อ3ขวด SALE 15% ซื้อ4ขวดขึ้นไป SALE 20% ชนิดใดก็ได้ คละกันได้ รับส่วนลดเพิ่มเติมไปเลย #พิเศษ เมื่อซื้อครบ 4 ขวดขึ้นไป  แถมBaby Cream ขนาด 100 ml. 1 ขวด แถมส่งฟรีEMS ทุกออเดอร์ จนถึง 31 พ.ค. 63 หรือจนกว่าของแถมจะหมดเลยจ้า

ก่อนอื่นพูดถึงตัวเล็กที่บ้าน ทุกคนที่ติดตามก็จะรู้กันดีว่าบ้านเรามีปัญหาเรื่องภูมิแพ้ โดยเฉพาะเด็กๆคือมีเรื่องภูมิแพ้ผิวหนังที่เห็นชัด จะแพ้ฝุ่น แพ้แมลง ยิ่งลูกสาวอายุสองขวบผิวเค้ายังไม่แข็งแรงเต็มที่ ผิวแพ้ง่าย แถมยังไม่เลิกผ้าอ้อมสำเร็จรูป มันก็จะมีกรณีที่เกิดผื่นผ้าอ้อมอยู่บ่อยครั้ง พ่อแม่อย่างเราก็ต้องหาผลิตภัณฑ์มารักษาตามอาการกันเรื่อยๆ วนเวียนเปลี่ยนยี่ห้อไป ใครว่าอันไหนดีจะไปหามาลอง ครั้งนี้ทาง Revu มีผลิตภัณฑ์ของ Kinder Puppets ซึ่งเคลมว่าเป็นผลิตภัณฑ์ออแกนิกจากเกาหลี เราเลยสนใจอยากให้ลูกสาวได้ลองใช้ดู แถมตอนนี้มีโปรโมชั่นยิ่งคุ้ม อยากให้ทุกคนไปหามาลองใช้ คิดว่าเด็กๆจะต้องชอบ ลูกสาวนี่พอได้ของมาก็รีบแกะลองเลย ถูกใจเด็กสุดๆ


(ไซส์หน้ากากอาจจะยังไม่ใช่ไซส์เด็กนะคะ ดูจะเป็นของผู้ใหญ่มากกว่า ยังใส่ไม่ได้ค่ะลู๊กกกก)



จุดเด่นของแบรนด์:
- ไม่มีสเตียรอยด์
- ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด
- มีค่า PH ที่เหมาะกับผิวทารก
- ไม่มีน้ำหอม
- ไม่ใส่สีสังเคราะห์
- ไม่ใส่สารกันเสีย
- ไม่ใส่พาราเบน
- ผ่านการทดสอบทางการแพทย์
- ใช้ส่วนผสมออแกนิกจากธรรมชาติ

ตัวเบบี้ครีมที่เป็น Best Seller ใช้ส่วนผสมออแกนิกจากธรรมชาติถึง 99.9% เลยทีเดียว

Kinder Puppets : Baby Cream
ขนาด 180มล / ราคา 850 บาท



ให้ความชุ่มชื้นสุดๆ อุดมไปด้วยสารบำรุงล้ำลึกจากธรรมชาติ สารสกัดจาก Sage Leaf, Squalane, Mistletoe, Maccadamia oil ช่วยซ่อมแซมพร้อมเติมน้ำให้ผิว บรรเทาอาการผิวแห้ง คัน ระคายเคือง ผื่นแพ้ พร้อมปกป้องผิวจากมลภาวะ เป็นเนื้อครีมสูตรมอซซาเรลลาเข้มข้นช่วยให้ความชุ่มชื้นเป็นพิเศษ

(หลอดมีซีลมามิดชิดเป็นอย่างดี)

ใช้งานง่าย เบบี๋บีบเองได้เลย รูไม่ได้ใหญ่มากไม่ต้องกลัวครีมกระจายเลอะเทอะ เหมาะให้เด็กๆลองช่วยตัวเองด้วยการบีบครีมทาเองได้ค่ะ

(บีบเองได้ค่ะแม่)

เนื้อครีมแบบมอซซาเรลล่าชีส จริงๆใช้นิดเดียวลูบได้ทั่วแขนขาเลย ในภาพคือบีบมาเยอะไปหน่อย จริงๆใช้นิดเดียวจะซึมได้ดี ผิวเด้งหนึบ แต่ไม่เหนียว ไม่เมือกค่ะ

ตัวนี้มีกลิ่นเฟรชๆไม่ใช่จากน้ำหอมนะ เป็นกลิ่นธรรมชาติแบบไม่ปรุงแต่ง ที่สำคัญคือนอนห้องแอร์ผิวลูกก็ยังนุ่มยันเช้า คือเอามาใช้แทนเบบี้โลชั่นก็ได้ หรือจะใช้ทาเฉพาะบริเวณที่แห้งคันก็ได้เหมือนกัน ทาได้ทั้งตัวเลย บริเวณบอบบางอย่างหน้าหรือข้อพับก็ใช้ได้หมด

Kinder Puppets : Soothing Gel
ขนาด 250มล / ราคา 690 บาท


ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวรูปแบบเจลใส ช่วยบรรเทาอาการคันจากผื่น แดง แมลงกัด อาการระคายเคืองผิวต่างๆ ด้วยสารสกัดจากใบบัวบกและสารสกัดจากโสมแดงช่วยปลอบประโลมและฟื้นฟูผิวใหแข็งแรง เนื้อเจลเย็นสบายไม่หนักผิว สามารถช่วยบรรเทาผิวที่ลอดแสบร้อนจากการตากแดดได้ด้วยเพราะมีคุณสมบัติช่วยลดอุณหภูมิผิวที่แสบร้อนให้เย็นลง

แพคเกจเป็นขวดแบบหัวปั๊ม ใช้งานง่าย ปั๊มเดียวทาได้เยอะมาก ตัวนี้แทบไม่มีกลิ่นอะไรเลย เนื้อเจลซึมไวสุดๆ แต่ยังให้ความชุ่มชื้นได้อยู่ ตัวนี้ใช้แล้วรู้สึกสบายผิว ตัวแม่เองแอบยืมลูกใช้เวลาเป็นลมพิษรู้สึกเวิร์คมาก พออุณหภูมิผิวลดลงก็บรรเทาอาการคันได้ทันที

(ลูกสาวจะชอบเกาเวลาโดนมดหรือยุงกัด เอาเจลตัวนี้ทาก็พอช่วยบรรเทาให้เค้าหยุดเกาได้บ้างค่ะ)

แชร์ทิปส์ วิธีดูแล ผื่นหน้า ผื่นแก้ม หรือผื่นที่ขึ้นตามตัว

เด็กๆเวลามีผื่นขึ้นตามข้อพับ หรือตามตัว บางทีเกิดจากการอาบน้ำอุ่น แช่น้ำนานเกินไป ทำให้ผิวขาดสมดุล แนะนำให้อาบน้ำอุณหภูมิห้อง ไม่ใช้สครับหรือใยสังเคราะห์มาขัดผิวเด็ก หลังอาบน้ำเช็ดตัวให้รีบบำรุงตอนผิวกำลังหมาดๆจะช่วยพาสารบำรุงซึมได้ลึกยิ่งขึ้น
  1. หลังทำความสะอาดแก้มแล้ว ทา Soothing gel บริเวณที่แดง หรือมีผื่น ช่วยลดการระคายเคืองได้ ทาได้ทั้งหน้าและตัว
  2. บำรุงผิวด้วย BabyCream ทาได้ทั้งหน้าและตัวเช่นกัน เนื้อครีมจะช่วยเคลือบผิว หากมีผื่นน้ำลายบริเวณแก้มครีมตัวนี้จะช่วยไม่ให้น้ำลายย้อนกลับไปทำให้ผิวระคายเคือง
ลองใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลตามนี้ประมาณ 1 อาทิตย์ จะสามารถสังเกตเห็นผิวที่แข็งแรงขึ้นและดีขึ้นตามลำดับ

 ผลิตภัณฑ์ทุกตัว เก็บได้2ปีนับจากวันผลิต เปิดแล้วใช้ให้หมดภายใน 6 เดือน เพราะเค้าไม่มีสารกันเสียใส่มา จึงมีอายุหลังเปิดใช้น้อยกว่ายี่ห้ออื่นๆ ความดีงามตรงแพคเกจคือมีที่เว้นไว้ให้เราเขียนลงไปบนขวดได้ด้วยว่าเปิดใช้เมื่อไหร่


จะได้เช็ควันหมดอายุได้ง่ายๆด้วยตัวเองค่ะ

โดยรวมผลิตภัณฑ์ตัวนี้เหมาะมากสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึง 5 ปีที่ผิวยังไม่แข็งแรง ยิ่งใครมีเด็กๆที่เจอปัญหาผิวแห้ง แพ้ง่าย หรือเป็นผดผื่นคันเปลี่ยนครีมมาแล้วหลายตัวก็ไม่หายหรือยังไม่เจอครีมที่ถูกกับผิวลูกน้อย ยังไงลองพิจารณา Kinder Puppets เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกดูนะคะ ยิ่งช่วงนี้มีโปรส่งฟรีสั่งออนไลน์ได้ง่ายๆที่บ้านก็อยากให้ลองไปช้อปกันดู บ้านนี้คิดว่าหมดแล้วถ้ามีโอกาสจะซื้อใช้ซ้ำแน่นอนค่ะ นอกจากสองตัวนี้เค้ามีทั้งครีมอาบน้ำ 2 in 1 ทั้งสระและอาบในขวดเดียวกัน , โลชั่นบำรุงผิว , Organic Oil สำหรับดูแลผื่นใต้ผ้าอ้อมโดยเฉพาะอยู่ด้วย ใครลองตัวไหนเป็นยังไงอย่าลืมมาเล่าให้ฟังบ้างน้า



วันนี้ลาไปก่อน บ๊ายบายค่า

หลังจากร้างการเข้าร้านทำผมไปพักใหญ่ๆ เพราะซาลอนดีๆดังๆชอบไปอยู่ใจกลางเมือง ซึ่งไกลบ้านย่านเลียบด่วน นี่เลยเป็นครั้งแรกที่เจอร้านทำผมแถวบ้านใช้ผลิตภัณฑ์ไฮโซโบว์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น OLAPLEX จากอเมริกา Milbon จากญี่ปุ่น ไปจนถึงความเซอร์ไพร์สที่มีผลิตภัณฑ์ Kevin Murphy ขายที่นี่ด้วย!!! 

London Salon (ลอนดอน ซาลอน)

เวลาทำการ 10.00 - 22.00 (เปิดทำการตั้งแต่สิบโมงเช้าถึงสี่ทุ่มจ้า)
ร้านอยู่โชคชัย 4 ติดถนนระหว่างซอย 42-44 เสิชจากกูเกิ้ลแมพว่า London Salon ได้เลย มีที่จอดรถหน้าร้านหรือฝั่งตรงข้ามก็ได้

จองคิวหรือสอบถามเพิ่มเติม
Call 081 391 1553

ความว้าวของที่นีคือสามารถเสกผมเสียเป็นผมสวยได้แบบสุดยอดมาก ดูภาพก่อนทำสีที่หัวฟู สีด่าง พอทำเสร็จคือดูแพง ดูหรู แน่นอนว่าต้องใช้เวลานิดนึง คือถ้าไม่ได้ฟอกสีผมก็จะไม่นานมาก แต่เราอยากทำหน้าม้าสีน้ำเงินแบบซ่อนไว้ข้างใน


ถึงจะแค่หน้าม้าสั้นๆแต่ระยะเวลาฟอกมันก็ต้องใช้เวลาจนกว่าจะได้ที่ รอบนี้นัดไว้บ่ายโมง เสร็จเกือบๆ 5 โมงเย็น สนนราคาไม่แรง อยู่ช่วง 2-4 พันปลายๆ บอกเลยว่าถ้าได้เห็นของที่เค้าใช้จะรู้สึกว่าคุ้ม วันนี้มารีวิวสีผมใหม่ให้ชมกันค่ะว่ามีขั้นตอนยังไงบ้างกว่าจะได้มา ตามมาดูขั้นตอนการเปลี่ยนสีผมให้เป็นสีน้ำเงินแบบ Pantone ประจำปี 2020 Classic Blue ได้มายังไง ไปค่ะ เริ่มกันเล้ย

1. ขั้นแรกเลือกสีที่จะทำก่อน


โดยปกติทางร้านจะเอาชาร์ทสีมาให้เลือก เราปักหมุดในหัวมาแล้วว่าอยากได้สีน้ำเงินเข้มๆ นอกจากน้ำเงินจะเป็นสีแพนโทนปีนี้มันยังเป็นสีที่สุภาพ แต่ไม่น่าเบื่อ วางแผนไว้ว่าพอมันเฟดลงเรื่อยๆจากน้ำเงินจะกลายเป็นฟ้าอมเทา ได้เป็นสีโดนเดนิมหลังจากเฟดแล้ว คือการทำสีแฟนซีๆที่ไม่ใช้น้ำตาลโทนต่างๆจะมีข้อเสียตรงที่สีเฟดเรื่อยๆเวลาสระ ไม่มีทางอยู่ถาวร จะมีก็แค่เฟดมากกับเฟดน้อย แล้วก็อยู่ที่วิธีการดูแลในแต่ละวันของเราที่จะช่วยถนอมสีให้อยู่ได้นานๆค่ะ

ร้าน London Salon ใช้สีน้ำเงินของแบรนด์ elgon เบอร์ 12 เป็นแบรนด์จากอิตาลีที่อายุเกิน 50 ปีแล้ว เม็ดสีแบรนด์นี้คือแน่นมาก พิกเม้นจัดๆ มั่นใจว่าทำยังไงก็ติดแน่นอน เพราะพื้นผมเราเคยฟอกมาแล้วรอบนึง


แต่ทั้งนี้การทำสีเราต้องดูสีพื้นผมของเราด้วย เช่น ถ้าผมตอนนี้ทำสีแดงมาจู่ๆจะเอาสีเทาก็งานหนักหน่อย การทำสีผมก็คล้ายๆการกลับไปเรียนศิลปะผสมสีใหม่ สิ่งที่ต้องคำนึงคือ:
- พื้นผมของตัวเอง
- สีผมเดิม

ก่อนจะพิจารณาสีผมใหม่ ถ้าอยากข้ามเฉดจากโทนเย็นไปโทนร้อน หรือร้อนมาเย็น มันจะไม่ใช้ทำครั้งเดียวแล้วจบ ร้านที่พยายามทำตามสั่งลูกค้าบางทีเค้าก็จะฟอกจนกว่าเราจะพอใจ แต่พอกลับไปดูแลเองแล้วผมเสียกู่ไม่กลับก็มีเยอะแยะ อยากให้ทุกคนที่ทำสีผมลองปรึกษากับร้านก่อนแล้วค่อยตัดสินใจค่ะ


Before - ภาพก่อนทำสี คือเราเคยกัดแล้วลงสีเทาน้ำตาลเหลือบชมพู แต่พอสีหลุดออกมันก็เหลืองทองๆ ด้วยความไม่ชอบหัวทองเราเลยไปซื้อสี wax มาลงเอง แต่ด้วยความที่พื้นเหลือง น้ำเงินเฟดเลยกลายเป็นหัวเขียวๆค่ะ 

2. ขั้นตอนกัดสีผม

เรารีเควสแค่หน้าม้าเลยค่ะ ไม่ตัดไม่ซอย ทำหน้าม้าสีน้ำเงินแบบซ่อนเลเยอร์ไว้ด้านในให้ด้านนอกเป็นสีผมปกติ จะได้ดูเป็นไฮไลท์มีลูกเล่นเล็กๆ แล้วก็ลงสีน่ำเงินทับสีเดิมไปเลย ซึ่งหลังจากตัดหน้าม้าแล้วก็จะแบ่งผมเป็น 2 ชั้น เหน็บชั้นนอกเก็บไว้แล้วกัดทำสีเฉพาะชั้นใน การกัดสีผมต่ำๆคือ 45 นาทีจนถึง  ชั่วโมงอันนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผมแต่ละคนด้วยค่ะ


 ตอนกัดสีผมก็จะผสม Olaplex ลงไปด้วยเพื่อช่วยถนอมไม่ให้ผมเสียหลังกัดสี


เราไม่ได้กัดผมด้านหลังเพิ่มนะคะ กัดแค่หน้าม้าอย่างเดียว รอจนสีอ่อนลงได้ที่ก็ไปล้างออกมารอทำสีจ้า



เส้นผมของแต่ละคนพอกัดออกมามันจะสีอ่อนลงในเฉดที่ต่างกันไปนะคะ บางคนมีเม็ดสีติดส้ม (ส่วนมากเอเชียจะออกส้ม) ส่วนของเราโชคดีหน่อยเม็ดสีส้มไม่ได้เยอะ ออกมาทางเหลืองมากกว่า ก็จะทำสีง่าย ไม่ต้องกัดซ้ำหลายๆรอบ

3. สระผมก่อนลงสี


ก่อนที่จะลงสีผมเราต้องสระกันก่อนเพื่อล้างสิ่งสกปรกกับความมันบนเส้นผมออก แชมพูที่ร้านหอมมากๆ ใครชอบให้เกา เบา แรงยังไง รีเควสกันได้เลยค่ะ ช่างเค้าจะถามเราก่อนลงมือสระทำให้เราได้ประสบการณ์ที่ตรงกับความชอบของตัวเอง



4. ขั้นตอนการลงสีผม


ทางร้านจะเป่าผมให้ก่อนเริ่มลงสีนะคะ อย่างที่บอกว่าเราเลือก elgon เบอร์ 12 สีน้ำเงินไป ที่เซอร์ไพร์สคือทางร้านผสมทรีตเม้นต์ของ Milbon ที่เป็นแบรนด์ทำผมพรีเมี่ยมของญี่ปุ่นใส่มาด้วย ซึ่งแบรนด์นี้แพงไง ตกใจมากไม่คิดว่าร้านละแวกบ้านแถวนี้จะเลือกใช้ของดีขนาดนี้

ตอนผสมสีคือใช้ทรีตเมนต์มิลบอนผสมกับสีของเอลกอนก่อนลงบนผมเราค่ะ


พอลงสีเสร็จก็นั่งรอวนไป ตรงนี้สำหรับคนที่ต้องนั่งนานๆแวะไปเข้าห้องน้ำก่อนก็ได้ ที่ร้านมีห้องน้ำให้บริการ แล้วก็มีน้ำดื่มกับปลั๊กให้เสียบสายชาร์จได้เผื่อใครนั่งรอไปเล่นมือถือไป อย่างเราคือพกเกมมาเล่นระหว่างนั่งรอค่ะ


5. สระไดร์เป็นอันจบพิธี

ขั้นตอนสุดท้ายก็คือสระไดร์แล้วทางร้านจะเซ็ตผมให้ด้วย ตรงนี้เรารีเควสได้เลยว่าอยากม้วนอยากหนีบตรง อยากทำทรงอะไรบอกไปได้เลยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ตอนสระที่ผมเปียกๆอยู่สีจะยังไม่ชัดนะคะ ต้องรอเป่าแห้งถึงจะเห็นชัดว่าได้สีออกมาเป็นยังไง 


โดยรวมคือแฮปปี้มากๆกับสีที่ได้ ตรงกับในหัว ตรงกับแพนโทน คือเลิฟสภาพผมตอนเดินออกจากร้านมากๆ แบบ หอม นุ่มลื่น หน้าม้าที่กัดก็ไม่เสียหรือแตกปลายนะ ดูพริ้วสวยเลย ความหนากำลังดี ความยาวก็กำลังได้ ยกความดีความชอบให้คุณพราว Hair Stylist Director ของร้าน ถ้าใครอยู่โซนลาดพร้าวโชคชัยสี่ไม่อยากแบกสังขารเข้าเมืองไปทำผม เราขอแนะนำ London Salon เลยค่ะ เป็นร้านละแวกบ้านที่มาทำแล้วรู้สึกคุ้มเพราะผลิตภัณฑ์ที่สัมผัสหัวคือพรีเมียมทุกตัว!!



ก่อนกลับที่ร้านแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ Kevin Murphy เลยโดนไปอีกราวๆสองพันค่าแชมพูกับครีมนวด เหตุผลคือแพ้แพคเกจจริงจังงง แถมเสิชดูแบรนด์นี้เป็นแบรนด์รักโลกใช้ผลิตภัณฑ์รีไซเคิลซึ่งในวงการทำสีผมเราไม่ค่อยเห็นแบรนด์ไหนทำ อ่านรีวิวดูมีแต่คนบอกว่าดีงาม ไม่ทดลองกับสัตว์ด้วย 


ใช้เป็นสูตร Blonde.Angel  เพราะมันเป็นแชมพู+ทรีตเม้นต์สีม่วง เอาไว้ใช้เบรกเม็ดสีเหลืองแล้วก็ถนอมสีในโทนน้ำเงินให้อยู่นาน เวลาเฟดจะได้ไม่เขียวแล้ว มันจะออกเดนิมๆเทาๆ ซึ่งก็ต้องใช้จนหมดขวดนั่นแหละกว่าจะเฟดได้ที่ ลองแล้วชอบความหอมมากกกก คนชอบกลิ่นหวานๆจะต้องเลิฟมาก ใช้นิดเดียวฟองเยอะ ตอนนี้ผ่านมาประมาณเดือนนึง สียังชัดอยู่เลย ไม่มีสีเหลืองสีทองโผล่มาให้เห็นเลยค่ะ


อัพเดทหลังผ่านไปหนึ่งเดือน ภาพถ่ายตอนกลางวันในแสงธรรมชาติ เป็นการดูแลสีโดยใช้แชมพูทรีตเมนต์ Kevin Murphy ควบคู่ไปด้วย




แถมเพิ่มเติมถ้าจองผ่านเว็บ Gowabi กรอกโค้ดของเรา zuaxbpnf-5814716 จะได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 100 บาทกับเครดิตเงินคืน 5% ไว้ใช้ลดบริการอื่นๆได้อีกเพียบ เริ่มต้นที่ 1,800 บาทเท่านั้น ใครสนใจไปทำอย่าลืมโทรไปจองก่อนนะคะ ไปลองแล้วเป็นยังไงอย่าลืมแวะมาเล่าให้ฟังบ้างน้า วันนี้ลาไปก่อนแล้วพบกันใหม่บทความหน้า บ๊ายบายค่า :D




อัพเดทสกินแคร์ใหม่ชิ้นล่าสุดแบรนด์ DER MOON


ปกติเราเป็นภูมิแพ้ แผลบนหน้าจะหายช้าทิ้งรอยดำเอาไว้ แถมพออายุมากขึ้นก็เริ่มสังเกตุสีผิวที่มีจุดด่างดำ หน้าตามีความก้ำกึ่งระหว่างแผลสิวกับกระฝ้าจางๆ ด้วยความแพนิก ไม่อยากให้มันชัดขึ้นกว่านี้ เราเลยไปหาสกินแคร์ที่ช่วยเรื่องฝ้ากระมาลองใช้ แต่ก็ยังใจไม่กล้าพอจะใช้ครีมรักษาฝ้าโดยตรงเพราะอ่านๆหาข้อมูลดูบางตัวคือแรงมาก ไม่ใช่แค่ฝ้าหาย แต่หนังหน้าก็หายไปด้วยจ้า กลายเป็นหน้าลอกไปอี๊ก กลัวมากแม่ แต่พอได้ลองใช้ในรูปแบบเซรั่มแล้วชอบมากๆ วันนี้เลยขอมาเล่าผลลัพธ์ให้อ่านกันค่ะ

DER MOON ADVANCED INTENSIVE MELASMA SERUM



เค้าไม่ได้โฆษณาว่าเป็นครีมรักษาฝ้านะ แต่คือสกินแคร์ที่ช่วยแก้ปัญหาฝ้ากระทุกชนิด เป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากประเทศอังกฤษที่จะยับยั้งการเกิดฝ้าใหม่ขึ้นด้วย มีขายอยู่สองขนาด ส่วนตัวมองว่าขวดใหญ่คุ้มกว่าจ้ะพี่จ๋า 30ml ราคา 1,390 บาท ขวดป้อมๆน่ารักจับถนัดมือ ปกติเราใช้ปั๊มเดียวทาได้ทั่วหน้ายันคอ มั่นใจได้ว่าใช้แล้วหน้าไม่ลอก ผิวบอบบางใช้ได้ กลิ่นหอมแนวผลไม้ฟรุ๊ตตี้ๆ ไม่เหมือนน้ำหอมสกินแคร์ เหมือนขนมหวานมากกว่า อันนี้ประทับใจเป็นการส่วนตัว

เนื้อผลิตภัณฑ์ 
สังเกตจากภาพจะเห็นว่ามีความเหลวเกือบๆจะฉ่ำแบบเนื้อน้ำในชีทมาสก์ แต่อันนี้มาในรูปแบบเซรั่มบำรุงผิวเนื้อลื่นๆ เกลี่ยง่ายมาก กดนิดเดียวทาได้ทั่วเลย แถมให้ความชุ่มชื้นทันที 

วิธีใช้
หลังทำความสะอาดผิวหน้าทั้งเช้า-เย็น ลงเซรั่ม DER MOON เป็นขั้นตอนนึงของการบำรุงผิวปกติได้เลย เพื่อให้เห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้นสามารถใช้แต้มตรงบริเวณที่มีปัญหาฝ้ากระหรือจุดด่างดำได้เหมือกัน

ผลลัพธ์หลังทดลองใช้เซรั่มลดเลือนฝ้ากระ DER MOON Advanced Intensive Melasma Serum

(ภาพก่อน-หลัง สังเกตุได้เลยว่าผิวเรียบเนียนขึ้น รอยดูจางลง สีผิวสม่ำเสมอกว่าเดิม)

บริเวณที่เป็นผื่นคันหรือเป็นสิวทาแล้วไม่แสบ ผิวไม่บางลง ไม่ทำให้ผิวลอก รู้สึกได้ว่ารอยฝ้า กระ แลดูจางลงเรื่อยๆ ผิวกระจ่างใสเรียบเนียนขึ้น อันนี้เป็นผลลัพธ์ระยะสั้นๆอาทิตย์เดียว ไว้ถ้ามีโอกาสเก็บผลยาวๆเกิน 14 วันขึ้นไปจะมาอัพเดทกันอีกทีค่ะ

สำหรับใครที่สนใจเราแปะรายละเอียดช่องทางสั่งซื้อไว้ให้ที่นี่
Line : @dermoon

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับผลิตภัณฑ์แบรนด์ “ Der Moon” เดอ มูน


เค้าเป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ โดยผลิตภัณฑ์ได้ผ่านการค้นคว้า และพัฒนาโดยทีมงานที่มีมีความชำนาญในการผลิตเครื่องสำอางโดยเฉพาะ ซึ่งวัตถุดิบที่นำมาใช้ล้วนคัดสรรจากแหล่งชั้นนำทั่วทุกมุมโลกแถมทุกผลิตภัณฑ์ได้รับเลขจดแจ้งเครื่องสำอาง จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในประเทศไทยอย่างถูกต้อง ใครที่เริ่มมีความกังวลเรื่องปัญหาฝ้า กระ หรือจุดด่างดำที่แก้ยากแล้วไม่อยากทำร้ายผิว ก็อยากให้ลองพิจารณาไว้เป็นอีกตัวเลือกนึงนะคะ ใครได้ลองแล้วเป็นยังไงบ้างอย่าลืมแวะมาเล่าสู่กันฟังได้น้า พบกันใหม่ในบทความหน้า บ๊ายบายค่า
ชานมไข่มุกจากร้านอิปปุโดะ ราเมง เป็นเมนูเครื่องดื่มใหม่ที่นอกจากจะมีบราวน์ชูการ์ยอดฮิต เค้ามีเมนูโฮจิฉะไข่มุกกับชาดำเย็นสไตล์ญี่ปุ่นมาให้ลิ้มลองกันฟินๆ ราคาเริ่มต้นเพียงแก้วละ 65 บาทเท่านั้น!! แต่ละเมนูจะรสชาติเป็นยังไงบ้างวันนี้จะมารีวิวให้อ่านกันค่ะ ตามมาเล้ย


พิกัดร้าน IPPUDO RAMEN ที่มาลองวันนี้อยู่ Central World ชั้น 7 
เมนูเครื่องดื่ม BUBBLE TEA ที่เป็น Special Menu ตอนนี้มี 3 รสชาติให้เลือกดื่มกัน

(เรียงลำดับจากซ้ายไปขวา)

1. Black Tea with Cream Cheese Mousse ราคา 65 บาท
2. Hojicha Tea Latte with boba & cream cheese mousse ราคา 95 บาท
3. Brown Sugar Fresh Milk with boba & cream cheese mousse ราคา 95 บาท

เครื่องดื่มทุกตัวจะมีมูสครีมชีสหอมมันเค็มโปะอยู่ด้านบนแทนวิปครีม รสจะออกละมุนๆไม่หวานเลี่ยน ถือว่าทำมาได้เข้ากับเครื่องดื่มได้ดีทีเดียวแม้ทานไปแล้วจะรู้สึกว่าต้องชดใช้กรรมวิ่งบนลู่ไปอีกสามชั่วโมงเพื่อเบิร์นออกก็ยอม!!


ส่วนตัวขอโหวตให้เมนูชาโฮจิฉะไข่มุกมาวิน ตัวนี้หวานน้อย หอมชา มูสชีสด้านบนก็เพิ่มความละมุน ไข่มุกทำออกมานุ่มกำลังดีแถมให้ปริมาณมาค่อนข้างเยอะเลยแหละเกือบๆจะ 1 ใน 3 ของแก้ว ถ้ากินเอาอิ่มเราว่าอยู่ได้เลยมื้อนึงสบายๆ ราคา 95 บาทถือว่าทำออกมาได้พรีเมี่ยมคุ้มค่า ใครชอบกินชาแบบไม่ใส่นมตัวชาดำก็หอมอร่อยทานง่ายไม่หวานมาก ส่วนบราวน์ชูการ์คือหวานมันเข้มข้นสุดๆ ถ้าใครมีโอกาสผ่านไปร้านอิปปุโดะก็อยากให้ไปลองกันค่ะ สามารถแวะซื้อทานได้เลยไม่จำเป็นต้องนั่งที่ร้านก็ได้

สำหรับใครที่นั่งแล้วไม่รู้จะสั่งอะไรทานดี มาอิปปุโดะทั้งทีก็ต้องสั่งราเมงน่ะสิ! วันนี้เอา 2 เมนูมาแนะนำกัน สำหรับคนที่อยากได้ราคาเบาๆ รสชาติเบาๆ ทานง่าย ต้องลองนี่เลย

ZERO RAMEN

ราคาเริ่มต้นที่ 130 บาท ตัวนี้เป็นราเมงเส้นเล็กพิเศษเสิร์ฟในน้ำซุปทงคตสึเสริฟพร้อมหมูชาชู ต้นหอมซอย และงาขาวคั่วหอมๆ

TANTAN MAZESOBA


ราเมงน้ำขลุกขลิกใส่มาให้พอคลุกเครื่องเคล้าเข้ากัน เป็นหมูสับผัดซอสมิโซะ มาพร้อมหมูย่างชาชู ท็อปด้วยไข่ออนเซ็นที่พอคลุกให้เข้ากับเส้นเหนียวหนึบจะยิ่งเพิ่มความเข้มข้นให้กับจานนี้ ราคา 200 บาท วางขายแบบจำกัดช่วงเวลา ถ้าใครพลาดแล้วต้องรออีกนานเลยนะจะบอกให้

ทีเด็ดของ IPPUDO RAMEN สำหรับเราคือหมูชาชูย่างกับเส้นราเมงที่ไม่ว่าจะเป็นขนาดเส้นในแต่ละเมนู มีแบบแบน กลม เล็ก ใหญ่ หนาบางแบบคัดมาแล้วสำหรับแต่ละเมนู สามารถเลือก Custom ความสุกได้ตามใจชอบ ใครชอบเส้นแข็งๆ เส้นนุ่มๆ หรือจะเดินสายกลางก็สั่งได้หมด นอกจากเมนูราเมงแล้ว เมนูจานอื่นๆของเค้าก็เด็ดไม่แพ้กัน แนะนำให้มากับเพื่อนแล้วสั่งมาแชร์กันหลายๆเมนูจะได้ชิมให้ครบจุใจ ปิดท้ายด้วยชาไข่มุกกันคนละแก้วเท่านี้ก็ฟินไปทั้งวันได้แล้วจ้า

ใครชอบแมนูไหนของอิปปุโดะอย่าลืมแวะมาแชร์ให้ฟังกันบ้างน้า :)

Disclaimer: I did not pay for the food/service but all opinion here is 100% from my own.
ปัจจุบันน้ำยาซักผ้ากับน้ำยาล้างจานราคาถูกมักจะเต็มไปด้วยสารเคมี ที่ไม่เป็นมิตรกับผิวเราแถมยังจะกลายเป็นสิ่งปนเปื้อนในธรรมชาติอีกต่างหาก อย่างนึงที่ต้องยอมรับคือพวกผลิตภัณฑ์สำหรับผิวบอบบาง แพ้ง่าย ยิ่ง eco-friendly มากเท่าไหร่ ราคาก็ยิ่งดีดสูงตามไปด้วย จนมาเจอแบรนด์ Seventh Generation (เซเว่นท์ เจนเนอเรชั่น) ที่เซอร์ไพร์สเราเอามากๆ ทั้งราคาที่จับต้องได้หาซื้อง่าย ประสิทธิภาพที่ตอบโจทย์ แถมยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม วันนี้เอารีวิวผลิตภัณฑ์ซักผ้า และผลิตภัณฑ์ล้างจานมาทดลองใช้แล้วมาเขียนรีวิวให้อ่านกันค่ะ

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ซักผ้าและผลิตภัณฑ์ล้างจาน Seventh Generation 


สูตรที่เราลองใช้ในครั้งนี้เป็นสูตรสีส้มที่เป็นกลิ่นส้มคลีเมนไทน์

น้ำยาซักผ้าปริมาณ 1 ลิตร / ราคา 185 บาท
น้ำยาล้างจานปริมาณ 750 ml / ราคา 135 บาท

ผลิตภัณฑ์ใช้ในครัวเรือนของแบรนด์ "เซเว่นท์ เจนเนอเรชั่น" ทั้งหมดมีส่วนประกอบที่ผลิตจากพืชธรรมชาติกว่า 97% แถมขวดบรรจุภัณฑ์เป็นขวดที่ผ่านการรีไซเคิลขยะพลาสติกมาแล้ว และสามารถนำไปใช้รีไซเคิลต่อได้ 100% เวลาใช้คือไม่ต้องกังวลเลยเรื่องสร้างขยะหรือทำให้สิ่งแวดล้อมเกิดการปนเปื้อน เพราะทุกสูตรคิดค้นมาแล้วว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ กลิ่นหอมในแต่ละสูตรก็มาจากธรรมชาติทั้งหมดไม่ใช่เคมีสังเคราะห์ การันตีความดีงามด้วยการเป็นแบรนด์ธรรมชาติอันดับหนึ่งจากสหรัฐฯ วันนี้เข้าไทยเรียบร้อยแล้ว หาซื้อได้ง่ายๆตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปเลยจ้า


เล่าให้ฟังก่อนว่าบ้านเราค่อนข้างพยายามที่จะ Go Green แล้วก็พยายามใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผิวบอบบางใช้ได้ เด็กๆใช้ได้ ตัวเราเองเป็นภูมิแพ้ผิวหนัง ลูกๆก็มีความเสี่ยงตรงนี้ด้วย (ลูกชายก็แพ้เหมือนกันแถมเป็น RSV จมูกจะไวกับกลิ่นเคมีมากๆ) ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กในตลาดที่ราคาถูกมักจะฉุนจมูก แถมเวลาซักมือเราจะรู้สึกได้เลยว่าซักเสร็จผิวที่มือคัน ลอก น้ำยาล้างจานหรือล้างขวดนมก็เหมือนกัน เราเลยเลือกใช้แบรนด์ออร์แกนิกที่ราคาสูง เวลาใช้ก็ไม่กล้าใช้เยอะจะเอาไปเจือจางกับน้ำก่อนค่อยใช้ ทำให้รู้สึกว่าได้ประสิทธิภาพไม่ค่อยเต็มที่ ล้างคราบไม่ออกบ้าง มีความมันหลงเหลือบ้าง แต่ใช้ในปริมาณปกติก็หมดเร็ว ซื้อบ่อยๆไม่ไหว พอได้ข่าวว่าเซเว่นท์ เจนเนอเรชั่นเข้าไทยก็ตื่นเต้นมากๆ เพราะแบรนด์นี้ราคาเมื่อเทียบกับปริมาณถือว่าถูกเลยสำหรับผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกลุ่ม Eco-Friendly เมื่อมีโอกาสได้ลองใช้วันนี้ก็อยากจะมาบันทึกไว้เป็นข้อมูลให้อ่านกัน

รีวิวผลิตภัณฑ์ซักผ้าแบบน้ำ จาก Seventh Generation
Laundry Detergent สูตร Fresh Citrus



ขวดมันใหญ่มากจ้าแม่จ๋า มาเป็นลิตรกันเลยทีเดียว เนื่องจากบรรจุภัณฑ์เค้ารีไซเคิลได้ เวลาใช้เสร็จก็แยกขยะพลาสติกไปทิ้งนางก็จะถูกส่งไปเป็นพลาสติกรีไซเคิลกลับมาเป็นผลิตภัณฑ์นี้แหละให้เราใช้ต่อโดยไม่สร้างขยะเพิ่ม แบบถุงพลาสติกที่เอามาใส่ของรีฟิลของแบรนด์อื่นๆส่วนใหญ่ก็ย่อยสลายไม่ได้แถมรีไซเคิลยากอีกต่างหาก แต่กับแบรนด์ Seventh Generation คือหายห่วงจ้า

(ด้านหลังขวดมีบอกส่วนผสมโดยละเอียด)

วิธีใช้งาน (สามารถใช้ได้ทั้งซักมือและซักเครื่อง)

ซักปกติโดยผสมน้ำ ใช้ปริมาณ 1 ฝา ต่อผ้าจำนวนผ้า 15-20 ชิ้น ถ้าบริเวณไหนมีคราบหนักให้เทน้ำยาซักผ้าลงบนคราบแล้วขยี้ออกเบาๆก่อนแช่ไว้สักครู่แล้วซักตามปกติ

(ฝาตวงน้ำยาซักผ้าออกแบบมาเผื่อตวงเกินจะไม่หกลงพื้น แต่ตกไปอยู่ตามขอบฝาแทน)


(ปกติเวลาซักผ้าจะไม่กล้าให้ลูกมีส่วนร่วม แต่งานนี้หายห่วง แค่ระวังไม่ให้เข้าตาก็พอจ้า)


รีวิวประสบการณ์หลังใช้น้ำยาซักผ้า Seventh Generation

ลองทั้งซักมือและซักเครื่อง ประสิทธิภาพดีไม่แพ้ยี่ห้อที่ใช้สารเคมี แต่อันนี้ถ้าตรงไหนเป็นคราบต้องขยี้มือเพื่อความชัวร์ คราบจะหลุดออกหมดอย่างง่ายดาย ขนาดผ้าขาวก็ไม่เหลือคราบ ที่สำคัญคือมือไม่แหกจ้า เสื้อผ้าใส่แล้วเหงื่อออกก็ไม่คัน แถมกลิ่นหอมจากธรรมชาติ 100% ออกแนวส้มๆสดชื่นกำลังดี ไม่ฉุนจมูก


ทดสอบกับผ้าขาว ทาไว้แล้วขยี้เบาๆ ผ้าขาวเหมือนเดิมไม่เหลือคราบ


สรุปว่าผ่าน น่าซื้อใช้ต่อรัวๆ ใครที่อยากซื้อมาใช้กับเบบี๋เด็กอ่อน แบรนด์นี้เค้ามีสูตรฟรีแอนด์เคลียร์ด้วยนะ คือไม่ใส่สารย้อมสี (ที่อาจจะทำให้ผิวเด็กอ่อนแพ้ได้) ไม่ใส่กลิ่น ใช้ซักผ้าเด็กหรือคนที่ไม่ชอบกลิ่นน้ำยาซักผ้าก็ลองหาซื้อมาใช้ดูได้

รีวิวผลิตภัณฑ์ล้างจาน Seventh Generation
Dish Washing กลิ่น Clementine Zest & Lemongrass



นี่ก็ขวดใหญ่มากสำหรับน้ำยาล้างจาน ใช้ส่วนผสมจากพืช 97% เชี่นเดียวกัน ขวดรีไซเคิลได้เหมือนกันและไหลตามน้ำไปก็ย่อยสลายได้ไม่กลายเป็นสารเคมีปนเปื้อนในแหล่งน้ำ จริงๆอยากเอาหัวปั้มมาใส่เพราะแบบฝาเปิดแล้วบีบมันค่อนข้างใช้งานไม่ถนัด เวลาล้างๆไปแล้วต้องเติมน้ำยาเพิ่ม แถมขวดนางใหญ่มากๆ เวลามือลื่นๆหยิบทีก็หนักไง ลื่นหลุดมือได้เหมือนกัน คือถ้ามีหัวปั๊มมาเปลี่ยนใส่คือเพอร์เพคเลย ไอเลิฟมากๆ แต่ก็เข้าใจได้ว่าถ้าแบรนด์ผลิตแบบหัวปั๊มมันจะมีชิ้นส่วนพลาสติกที่รีไซเคิลยาก หามาใส่เองล้างเก็บเอาไว้ใช้ต่อเองก็ได้เหมือนกัน


วิธีใช้งาน

สามารถละลายใส่น้ำแล้วล้าง หรือจะหยดลงไปบนฟองน้ำ หรือหยดบนภาชนะโดยตรง (กรณีที่มีความมันมากๆ) ใช้ล้างทำความสะอาดเหมือนเวลาล้างจานปกติได้เลย 


ลองใช้แล้วใช้งานได้ดีพอๆกับสูตรมะนาวแรงๆที่ล้างคราบมันดีๆ แต่อันนี้เลิศกว่าตรงล้างดีแล้วมือไม่พัง ปกติเราไม่ชอบล้างจานเพราะจะโดนน้ำยาล้างจานกัดมือจนเยินไปหมด ตัวนี้ล้างจานกองพะเนินจนหมดเกลี้ยงมือก็ยังดีอยู่ แถมไม่ต้องใช้เยอะด้วย


สรุปโดยรวมนี่ว่าคุ้ม คือดีกับมือ ดีกับโลก แถมราคาไม่แรง คือร้อยกว่าบาทแต่ได้ปริมาณเกือบลิตรนี่ใช้ได้นานเป็นเดือนเหมือนกันนะ ไม่ต้องกังวลเวลาใช้ล้างจานชามข้าวของลูกด้วย (ปกติจะซื้อยี่ห้ออื่นมาไว้ล้างจานหรือของใช้เด็กแยก) สะดวกขึ้นมากๆ เรียกว่าขวดเดียวใช้ร่วมกันได้ทั้งครอบครัว กลิ่นหอมๆของเค้าไม่ฉุนเลย มาจากวัตถุดิบธรรมชาติ 100% สบายใจได้ว่าไม่มีเคมีสังเคราะห์ตกค้างแน่นอน

ซีรีส์สีส้มที่เราได้ลองใช้มันไม่ได้ส้มจ๋าๆแบบน้ำส้มนะ มีความเป็นส้มโอ เกร๊ปฟรุ๊ตอะไรประมาณนั้นมากกว่า มันหอมละมุนเบาๆอธิบายไม่ค่อยถูก คือถ้าได้ใช้จะรู้สึกดีฟีลกู๊ดมากๆ ใครไปเดินห้างแล้วเจอก็ลองแวะหาแบรนด์นี้มาลองใช้กันดูนะคะ

ล่าสุดเราไปเดินเจอมีแบบถุงเติมวางขายแล้ว แถมเป็นถุงแบบรีไซเคิลได้ด้วย ราคาโปรโมชั่นดีงามมากๆ น้ำยาล้างจานเหลือถุงละ 49 บาท ส่วนน้ำยาซักผ้าเหลือ 99 บาท คือแนะนำมากๆเลย โอกาสที่เราจะได้ใช้ของดีๆเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งต่อโลกของเราให้กับคนรุ่นหลังมันสามารถทำได้ โดยเริ่มจากสิ่งง่ายๆอย่างการเปลี่ยนของใช้ในครัวเรือนนี่แหละ 

หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังหาข้อมูลอยู่บ้างไม่มากก็น้อยนะคะ ไว้พบกันใหม่ในบทความหน้า บ๊ายบายค่า


Disclaimer: I did not pay for the product but all experiences and review is 100% from my own experiences.