ดราม่า บตบก และเบื้องหลัง How to become อะ บิวตี้บล็อกเกอร์ | Kaosuaylunla Diary

ดราม่า บตบก และเบื้องหลัง How to become อะ บิวตี้บล็อกเกอร์


บตบก คืออะไร?
ศัพท์นี้มันมาจากโซเชียลมีเดียสักช่องทางนึงนี่แหละ (จำไม่ได้ว่าทวิตเตอร์หรือพันทิป) คนที่ไม่ได้เสพดราม่า หรือไม่ได้ติดตามบล็อกเกอร์ (หรือไม่รู้จักว่าบล็อกเกอร์คืออัลลัยย) ก็จะงงๆหน่อย แบบ อะไรวะ? บต-บก? บางคนพอเฉลยแล้วก็ยังแบบว่า "ละมันคืออะไรวะบิวตี้บล็อกเกอร์เนี่ย?" วันนี้ในฐานะที่เรามีบทความในซีรีส์ blogger101 ที่พูดถึง "บล็อกเกอร์" แบบรวมๆ วันนี้จะมาเจาะลึกถึงเบื้องหลังของคำว่า "บิวตี้บล็อกเกอร์" พร้อมอัพเดทดราม่าในโซเชียลไปพร้อมกันค่ะ มา เริ่มได้!!

Beauty Blogger แปลตรงๆคือ บล็อกเกอร์ที่ "บล็อก" ในเนื้อหาใดๆที่เกี่ยวข้องกับความสวยความงาม

Blogger ก็คือนักเขียนบล็อก นึกถึง Fisher = นักตกปลา คืออาจจะตกเพื่อความสนุกหรือตกปลาเป็นอาชีพก็ได้อะ ไม่มีความรู้แต่มีตังซื้อเบ็ดและมีประสบการณ์ก็มีสิทธิ์ตกปลาได้ไง บล็อกเกอร์ก็เช่นกันด้วยประการละฉะนี้

แล้วการ "เขียน" มันไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเขียนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คนๆนึงอาจจะเขียนบล็อกหลายเรื่องก็ได้ แต่ "เป็นที่จดจำ" กับคนอื่นในฐานะอะไรก็แล้วแต่คนอื่นจะเอาไปบอกต่อ และเราก็สามารถ "บอกตัวเอง" ได้เช่นกันว่าเราอยากจะ "เป็นใคร" (ซึ่งคนอื่นจะเชื่อเราในฐานะนั้นมั๊ยอันนี้ก็ใช้เวลากับผลงานมาวัดกันอีกทีนึง)

เพราะฉะนั้น บตบก หรือบิวตี้บล็อกเกอร์เนี่ย ถึงไม่แต่งหน้าก็เป็น "บิวตี้บล็อกเกอร์" ได้ เป็นคนไม่มีความรู้เรื่องส่วนผสมในสกินแคร์ หรือเทคนิคการแต่งหน้า แต่ชอบสิ่งสวยๆงามๆ เอามาใช้แล้วเอามาแชร์ "ความคิดเห็น" ในเรื่องความสวยความงามลงในบล็อก ก็มีสิทธิ์เป็น "บิวตี้บล็อกเกอร์" ได้เหมือนกันนะจ๊ะ


How to become a "Beauty Blogger"
(ฮาวทู บีคัม อะ บิวตี้บล็อกเกอร์)


1. Get a Blog
ดั้งเดิมตามตัวอักษรเธอต้อง "มีบล็อก" ที่มี "เนื้อหา" เกี่ยวกับความสวยความงาม แต่ปัจจุบันสื่อโซเชียลมีเดียมันมีเยอะแยะมากมาย คนก็มองว่าการเขียนบนทวิต บนเฟสบุค คือการ "บล็อก" รูปแบบนึง ซึ่งก็ไม่ผิด Web-Log มันอยู่บนแพลทฟอร์มไหนก็ได้ในยุคนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแพลตฟอร์ม "บล็อก" เสมอไป (แม้อิชั้นจะตงิดๆในใจอยู่บ้างเพราะว่าบล็อกในยุคแรกคือ Platform บล็อกไง ไม่ใช่อย่างอื่น 555)

2. Write a 'Beauty' related story
เขียนเนื้อหา "อะไรก็ได้" ที่เกี่ยวกับความสวยความงาม คนบางส่วนชอบ "คิดไปเอง" ว่า "บิวตี้บล็อกเกอร์" ต้อง "สวย" ซึ่งตรรกะแบบนั้นมันผิดว้อย นั่นมัน Beautiful Blogger ไม่ใช่ Beauty Blogger!!! เกทปะ? บล็อกเกอร์ที่สวย กับบล็อกเกอร์ที่เขียนเรื่องความสวยความงามไม่ได้จำเป็นจะต้องเป็นคนเดียวกัน!! การมีความคิดแบบนั้นเหมือนเหยียดชาติพันธุ์อะว่าพวกตาตี่ต้องเป็นคนจีน เพราะงั้นคนจีนผิวคล้ำตาโตคือเสียชาติเกิดอะไรแบบเนี้ย (เห็นภาพมั๊ย?)

จบละ มีแค่สองข้อเท่านั้นแหละกับการที่จะเป็น "บิวตี้บล็อกเกอร์" เออนี่ไม่ได้มุก มันมีแค่นี้จริงๆ ไอ้เรื่องการมีแฟนเพจ มีคนติดตาม ตัดต่อคลิปเป็น พูดเก่ง มีสไตล์ ฯลฯ มันไม่ใช่ "A Must" หรือสิ่งที่ "จำเป็น" แต่เป็นสิ่งที่ "Good to Have" คือถ้ามีคุณสมบัติเหล่านั้น คุณก็มีต้นทุนเยอะและมีโอกาสไปได้ไกลกว่าคนอื่นในฐานะ "มืออาชีพ" แต่ไม่ได้ระบุเป็นกฎหมายว่าบิวตี้บล็อกเกอร์ต้องสวย ต้องแต่งหน้าเก่ง ต้องมีมารยาท ต้องเป็นตัวอย่างให้กับสังคม บลาๆๆ

ใครๆก็เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำมันเป็นอาชีพได้ ย้อนกลับไปนึกถึงคนตกปลา (Fisher) คือจะตกเล่นๆไปตลอดชีวิตก็ได้ไง ใช่ว่าจะต้องอยู่ในลีกที่คนทั้งโลกรู้จักในฐานะนักตกปลามืออาชีพน่ะ

เบื้องหลังดราม่าบิวตี้บล็อกเกอร์ที่คนอ่านควร "รู้ทัน"


1. ในโลกของ PR (Public Relations - การประชาสัมพันธ์หรือการสื่อสารสาธารณะชน) เค้ามีคำกล่าวว่า
There is no such thing as bad publicity
คือถึงแม้จะมีคนพูดจาให้ร้ายคุณขนาดไหนก็ไม่มีทางเป็นผลเสียในโลกของการประชาสัมพันธ์ เพราะนั่นเท่ากับว่าคุณไม่ต้องลงแรงโฆษณาตัวเองแต่จะมีคนเอาคุณไปพูดต่อทำให้ "ชื่อ" หรือ "แบรนด์" ของคุณกลายเป็นที่จดจำได้ ซึ่งนั่นตีเป็นมูลค่าได้มหาศาลเลยล่ะ
(เช่น โฆษณาสวยๆจ่ายหนึ่งล้านบาทคนจำชื่อแบรนด์เราไม่ได้ แต่ถ้าผู้บริหารแบรนด์ออกมาด่าลูกค้าทีเดียวคนพูดถึงกันทุกวงการทำให้แบรนด์มีชื่อเสีย(ง) คน "จำได้" ไปอีกนาน...) 

2. เอะอะก็รีวิวแต่ของ "สปอนเซอร์" เพราะอะไร?
จริงๆของซื้อเองใครๆก็อยากเขียนถึง ยุคแรกบล็อกเกอร์ทุกคนเริ่มมาจาก "ความอยากบอกต่อ" ในเสียงของตัวเองกันทั้งนั้นแหละ
คนที่มาเป็นบล็อกเกอร์เพราะหวังสปอนเซอร์ตั้งแต่แรกก็ยังจะต้องหาเรื่องของตัวเองมาเขียนกันอยู่ดี
แต่บางทีของที่ซื้อเองเนี่ยมันต้อง "ทำการบ้าน" กันหนักมาก ไม่ใช่ของทุกชิ้นที่ซื้อเราจะอินและอยากเขียนจนเสร็จ บางชิ้นก็แค่อยากมี อยากได้ อยากใช้แล้วทิ้ง ไม่ได้อยากจะมาบอกต่อและกว่าจะเขียนงานสไตล์ผู้บริโภคออกมาได้มันไม่ใช่แค่ลองแล้วเล่านะ งานเขียนที่มีคุณภาพมันต้องมีประโยชน์ ถ้าไม่มีประโยชน์ก็คงไม่ทำออกมา เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะไปสืบค้น ไปเรียบเรียง ไปกรองข้อมูลว่าอันไหนวิจัยจริงอันไหนเทคนิคการตลาด งานเขียนที่เป็น Original มันมักจะออกมา "ช้า" กว่างาน "สปอนเซอร์" ที่ทางแบรนด์เตรียมทุกอย่างมาให้พร้อมแล้ว

หลายๆคนอาจจะไม่รู้ แต่แบรนด์ที่ส่งของสปอนเซอร์มา เค้าจะมีวิธี "ให้ข้อมูล" เชิงลึกกับสื่อต่างๆ และสื่อก็มีหน้าที่นำข้อมูลนั้นมาถ่ายทอดต่อ บางที่ให้มาเป็นไฟล์ ก็อปวางแปปเดียวก็เสร็จ แล้วลองนึกดูว่าตลาดบิวตี้มันใหญ่มากกกกกก งานสปอนเซอร์มันเลยเข้าตลอด แล้วก็พูดกันตรงๆเถอะ ไม่มีใครอยากทำงานยากๆจนตาย วันไหนมีงานง่ายๆรายได้ดีเข้ามา หรือไม่ต้องมีรายได้แต่รู้ว่าทำแล้วได้ประโยชน์ (โดยที่เหนื่อยน้อยกว่า) ส่วนใหญ่ใครมันก็ทำค่ะคู๊นนนน มนุษย์โลกบ้าอุดมการณ์มีไม่เยอะเท่ามนุษย์ปถุชนธรรมดา ไม่งั้นก็บรรลุโสดาบันกันหมดแล้วเว้ยเฮ้ยย

3. คนเราเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ไม่ต้องพูดถึงบิวตี้บล็อกเกอร์ พูดถึงคนทั่วๆไปนี่แหละ เวลาเปลี่ยน ความคิดก็เปลี่ยน สิ่งที่ทำให้คน "ยึดติด" กับภาพลักษณ์ว่าคนนี้ต้องเป็นแบบนี้ คนนั้นต้องเป็นแบบนั้น แล้วเอามาพูดว่า "ผิดหวัง" มันควรเปลี่ยนซะใหม่เป็น "ผิดที่ตั้งความหวัง" นะคะ อิชั้นอยากให้ผู้บริโภค Gen ปัจจุบัน (ที่อิชั้นก็ไม่แน่ใจว่า Gen, X, Y หรือ Z) "ฉลาด" ทางอารมณ์กันมากกว่านี้หน่อย "มีสติ" มากกว่านี้กันสักนิดนึง เราไม่ควรไปคาดหวังอะไรกับใครเพราะขนาดคนเป็นลูกยังแบกความคาดหวังจากพ่อแม่กันไม่ไหว หัวหน้าจ่ายเงินเดือนยังผิดหวังลูกน้องลาออกกันให้เห็นถมถืดไป แล้วนี่พวกคุณจะไปหวังอะไรกับคนบนโลกโซเชียลคะหื๊มม?

เวลาเสพอะไรเนี่ย มีสติกันสักนิดนึง เลิก "เอาความหวัง" ของตัวเองไปเป็นภาระคนอื่น แล้วบอกว่าอ้ออ นี่ความคิดเห็นส่วนตัวอะค่ะ ทำกันเป็นหมู่คณะมันคือการ Bullying หรือทำร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกันดีๆนี่เองนะ มี Quote นึงที่จำเป็นมากๆกับการใช้ชีวิตทุกวันนี้ (ไม่ใช่เฉพาะในโซเชียล) คือ If you can't be nice, don't be mean. อะโลกสวยไปอีก แปลประมาณว่าถ้าคุณเป็นคนใจดีไม่ได้ก็อย่าเป็นคนใจร้ายอะค่ะ ไอ้ร้ายมาร้ายตอบเนี่ย ไม่ใช่ทางแก้ไขความรุนแรงหรือช่วยแก้ปัญหาในชีวิตใดๆเลย การระเบิดอารมณ์ หรือใช้ความรุนแรง ย่อมสร้างความรุนแรงขึ้นอีกเป็นระลอกๆ ถ้าคุณพูดอะไรดีๆออกมาไม่ได้ ก็ "เงียบ" ไว้จะเกิดผลเสียน้อยที่สุด ใช้ได้กับทุกความสัมพันธ์บนโลกนี้ เชื่อแม่สิ แม่รู้

ส่วนดราม่าอื่นๆที่เกิดจากตัวบุคคล อันนี้เราขอไม่พูดถึง คนทุกคนมีสมองและสองมือ คือมีสิทธิเลือกคิด และเลือกทำในทางของตัวเอง บล็อกนี้ไม่ได้จะมาแหกใคร แต่อยากมาให้สติกับคนอ่านกันนิดนึง เราหวังว่า "เสียง" ของเราจะพอมีคนได้ยินบ้าง ทำให้คนกลุ่มนึงคิดตามได้บ้างจะคนสองคน หรือล้านคนก็ช่าง เราถือว่าแค่กด Publish บทความนี้ออกไปเราได้ทำประโยชน์เพื่อความสบายใจของตัวเองแล้ว ก็แทนที่จะเอาไปบ่นในแชทกับเพื่อนซ้ำไปซ้ำมา เขียนเป็นบล็อกยาวๆโล่งกว่าเยอะ 555

หมดละ ถ้ามีคนมาถึงบรรทัดนี้แปลว่าคนไทยอ่านหนังสือเยอะขึ้น เราดีใจและรู้สึกขอบคุณมากๆ เอาเป็นว่าไว้โอกาสหน้าเจอกันใหม่ ขอบคุณอีกครั้งที่อ่านจนจบค่ะ ^^

0 comments:

โพสต์ความคิดเห็น

อ่านจบแล้วอยากฝากคอมเม้นอะไรบ้าง?