คู่มือ "ออกอีเว้นท์" สำหรับ Influencers มือใหม่ | Kaosuaylunla Diary

คู่มือ "ออกอีเว้นท์" สำหรับ Influencers มือใหม่

ตลาดบ้านเราเริ่มมีการ "เชิญสื่อ" หลากหลายแขนงมากขึ้น ไม่ว่าจะในฐานะ Guest (แขกของงาน) Customer (ลูกค้า) หรือ Media (สื่อ) ที่แตกแขนงออกเป็นหลายสาย ซึ่งจริงๆ Blogger กับ Youtuber และเหล่านักรีวิวเว่อร์บนแพลตฟอร์มต่างๆ (จีบัน, พันทิป ฯลฯ) ก็ถูกเหมารวมเป็น "สื่อ" แขนงนึงเหมือนกันนะ วันนี้ในฐานะรุ่นพี่ ซึ่งในวงการมันก็จะมีรุ่นพี่ขั้นกว่า (ฮาาา) แต่ยากที่จะมีใครมาแนะนำแบบจริงจังว่าเวลาไปงานควรทำตัวยังไง ตอบรับคนเชิญยังไง เตรียมตัวยังไงบ้าง วันนี้เราเลยรวบรวมทริกกับมารยาทสังคมเล็กๆน้อยๆมาฝาก เผื่อน้องๆหน้าใหม่จะได้เฉิดฉายได้อย่างมั่นคงไม่โดนเท มีอะไรบ้างตามมาส่องกันได้เลย


คู่มือ "ออกอีเว้นท์" 10 ข้อ
สำหรับ Influencers มือใหม่

1.อยากไปงานบ้างทำยังไงดีคะ?

คำถามนี้จะเจอบ่อยมาก คนที่ไปงานมันดูมีอภิสิทธิ์ ได้รับข้อมูลข่าวสารผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆแบบอินไซด์ก่อนใคร ได้แต่งตัวสวยๆ กระทบไหล่ดารา หนูอยากไปด้วยอะพี่ขา...
"หนูต้องทำตัวดีๆค่ะ"
ของแบบนี้มันคือโอกาสที่ผู้ใหญ่เค้าหยิบยื่นให้กับคนที่เค้าเห็น "ศักยภาพ" บางคนคือสวยค่ะ คนตามเยอะ แบรนด์จะเชิญก็ไม่แปลก เพราะช่างภาพเอาไปลงหนังสือ ลงสื่อ มันดูดี ดูได้อิมเมิจแบรนด์ว่าแขกเค้ามีแต่คนหน้าตาดีๆ (นี่ไม่ได้ประชด นี่เรื่องจริงง) บางคนใช้ "ความสามารถ" คนที่ขยันโพสบ่อยๆ เป็นคนทำงานดี เชิญมาแล้วกลับไปมีสื่อลงให้แน่นอน มีคนติดตามประมาณหนึ่ง หรือเป็นที่มี "อิทธิพล" ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (เช่น เป็นดาวมหาลัย เป็นคนเขียนคอลลัมน์ เป็นคนสำคัญในวงการใดสักวงการ ฯลฯ) เค้าก็จะเชิญแขกกลุ่มนี้เป็นกลุ่มแรกๆค่ะ

วิธีที่ "คนธรรมดา" จะได้ไปอีเว้นท์กับเค้าบ้าง ทำตามนี้ค่ะ

  • ติดตามสื่อออนไลน์ของแบรนด์ Official ในสิ่งที่เราสนใจ (Facebook, IG, Youtube, Website)
  • ทำตามกติกาที่ทางแบรนด์แจ้งไว้ ถ้าได้รับเลือกให้เป็นผุ้โชคดีก็จะได้ไปในฐานะ "แขก" ของงาน 

หรือเข้าไปทำงานในวงการ "สื่อ" ก็จะได้สายสัมพันธ์กับทีม PR ของแบรนด์ต่างๆ แล้วก็แลก "นามบัตรสื่อ" เพื่อให้เค้ารู้ว่านอกเหนือจากงานประจำเรามีสื่อของตัวเองด้วยนะ วิธีนี้ทำได้เฉพาะคนที่งานประจำเอื้ออำนวยให้เท่านั้นนะคะ บางที่ก็ไม่โอเคกับการที่เราใช้คอนเนกชั่นบริษัทเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เพราะฉะนั้นขอให้พิจารณาตามความเหมาะสมของตัวเองละกัน

อีกวิธีคือเสนอตัวให้กับแบรนด์ เราต้องมั่นหน้าและมีสื่อในมือพร้อมคนติดตามประมาณหนึ่ง ติดต่อไปเลยว่าเราสนใจไปงานของเค้า โดยเรายินดีจะลงสื่อของเราให้ในช่องทางนั้นนี้ แต่วิธีนี้จะพังหรือจะปังต้องไปรับความเสี่ยงกันเอาเองเน้อ

2. ได้รับอีเมล์เชิญร่วมงานแล้วต้องทำยังไง?

งานอีเวนท์จะมีหลายแบบนะคะ บางทีก็เป็นแบบ Exclusive ที่เค้า "จัดขึ้นแบบปิด" คือไม่มีบุคคลภายนอกในงาน มีแค่ทีมงานและสื่อเท่านั้น แบบนี้ค่อนข้างซีเรียสกับการมาสาย กลับก่อน ไม่แจ้งทีมงานจะดูไม่มืออาชีพเพราะเค้าเห็นแขกอย่างทั่วถึง กับบางงานที่เป็นงาน Grand ที่จัดในห้าง สื่อแขนงไหนก็แวะมาลงทะเบียนได้ ไม่ซีเรียสมาก จะมาสายกลับก่อนก็ไม่ค่อยมีคนสนใจ(เพราะแขกเยอะมาก) นักข่าวจะหนาแน่นเพื่อเก็บภาพข่าว ภาพดารา ซึ่งโดยมารยาทเมื่อได้รับอีเมล์เชิญไปงาน ให้เรา "ตอบกลับ" เพื่อให้ทีมงานได้เช็คชื่อคร่าวๆ ว่าแขกในงานจะมีมากี่คน มีใครบ้าง จริงๆการไม่ตอบอีเมล์แล้วโผล่ไปงานเลยมันก็ทำได้ค่ะ แต่ในฐานะคนทำงานด้านนี้มาก่อน หัวอกคนเชิญก็อยากรู้ไงว่าแขกที่เราเชิญเค้าจะมามั๊ย หรือไม่มา? หรือยังไง?? RSVP กับทีมงานกันหน่อย หรือถ้าไม่แน่ใจ ไม่รู้จริงๆว่าไปได้มั๊ย ก็สามารถตอบแบบกลางๆไปได้ค่ะ
"ไม่รู้ว่าคิวได้มั๊ย ถ้าไม่ติดอะไรจะไปร่วมงานด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ"
เป็นคำพูดง่ายๆอะ แต่ให้ความรุ้สึกดีกว่าการเงียบหาย ไม่ตอบ ไม่ไปก็บอกกันตรงๆยังดีกว่า!

3. พาเพื่อนไปออกงานด้วยได้มั๊ยนะ?

คำตอบนี้ขึ้นอยู่กับ "ผู้จัด" เราไม่ควรตัดสินใจอะไรเองโดย พละการ แบบ "เด็ดขาด" เพื่อตัวเราเอง เพื่อเพื่อนของเรา และเพื่อคนเตรียมงานด้วยค่ะ การที่เราจะเอาเพื่อน เอาทีมงาน หรือเอาคนอื่นนอกเหนือจากที่เค้าระบุมาในหมายเชิญไปงานด้วยเนี่ย "จำเป็น" ที่จะต้องแจ้งคนเชิญเพื่อให้เค้าเช็คก่อนนะ ว่ามีที่นั่งให้มั๊ย สถานที่จัดงานจุคนพอรึเปล่า อาหาร เครื่องดื่ม สามารถให้บริการได้มั๊ย บางทีการพอคนอื่นไปเป็นการไปเบียดเบียนพื้นที่แขกคนอื่นๆก็มีค่ะ (ในกรณีที่พาไปเลยไม่แจ้งทีมงานไว้ก่อน) หรือร้ายไปกว่านั้น หน้างานเค้าไม่ให้เพื่อนเราเข้า อันนี้จะหน้าแหกและลำบากใจกันทุกฝ่ายนะคะ คนเชิญก็รู้สึกไม่ดีที่ให้บริการเราไม่ได้ เพื่อนเราก็อาจจะรู้สึกแย่ที่แต่งตัวมาแล้วเข้าไม่ได้ เราเองก็จะเสียไปด้วย

วิธีเช็คว่าพื้นที่งานนั้นสามารถพา Extra ไปด้วยได้รึเปล่า
ตอบอีเมล์ว่าเรายินดีไปร่วมงานและขออนุญาตพาแขกไปเพิ่มจำนวนกี่คน ระบุชื่อของแขก หรือลิงค์แนะนำแขกของเราไปให้เค้าพิจารณาว่าสามารถเพิ่มรายชื่อลงไปได้มั๊ย CC เมลของเพื่อนเราลงไปด้วย เพื่อให้ทางผู้จัดตอบรับกลับมา หรือบางทีถ้าไม่ได้เพื่อนเราก็จะได้ทราบว่าเอาไปไม่ได้จริงๆนะ ไม่ได้ตอแหล คนจัดเค้าตอบมาแบบนี้จริงๆแกรร

4. เช็คเวลาและสถานที่จัดงานล่วงหน้า

ดูเลยว่าเวลาลงทะเบียนกี่โมง ควรไปก่อนงานเริ่มนะไม่งั้นไม่มีที่นั่ง การไปงานท้ายๆบางทีเราจะเจอแจคพอตที่นั่งไม่พอค่ะ ไม่ใช่สื่อทุกเจ้าที่จะทำตามข้อ 3 บางทีขนทีมงานมา 8 คนแต่สื่อเดียว แล้วยิ่งเป็นหัวใหญ่ๆคนจัดงานก็ต้องชั่งใจไง ว่าจะต้อนรับยังไงดี บางกรณีก็ไม่กล้าไล่แขกค่ะ กรรมเลยมาตกกับแขกคนที่มาสาย ซึ่งก็ไม่ควรสายอะเธอ ก้มหน้ารับกรรมกันไป (อ่าว ฮา 555)
อย่าคิดเอาเองว่ายังไงงานก็เลท เพราะถ้าทุกคนคิดแบบเดียวกัน "เลทแน่" และจะเป็นการเอาเปรียบคนที่เค้า "ตรงเวลา" ถ้าแขกทุกคนมีวินัย งานจะเดินไวและจบเร็วนะ อันนี้บอกเลยจากหัวอกคนจัดงาน
หาทางไปล่วงหน้า ประเมินเลยว่าต้องใช้เวลากี่นาที เผื่อสาย 15-30 นาที ถ้าไปไม่ถูกก็ถามคนจัด แต่เอาจริงๆเสิชกูเกิ้ลช่วยได้เสมอ เน้นหาสถานี BTS/MRT แล้วที่เหลือจะง่ายเอง ถ้าไปแทกซี่ก็เข้า Maps ลองปักหมุดคำนวนดูค่ะ เทคโนโลยี 4G มีก็ใช้กันให้คุ้ม อย่าไปเด๋อวันงานละสายเพราะหลง อันนี้เค้าไม่มานั่งสงสารเรานะ (ถ้าเราไม่ใช่คนดังระดับเซเลบ) เราต้องสงสารตัวเองที่นอกจากจะสายแล้วยังไปทำคนอื่นเดือดร้อนอะ นั่งสำนึกผิดวนไปค่ะ...

ถ้ารู้ว่าจะสาย ให้แจ้งคนจัดให้รับทราบ แต่ไม่ต้องเวิ่นเว้อ เยิ่นเย้อ เพราะวันงานจริงคนจะเยอะมาก ทุกอย่างจะชุลมุนวุ่นวาย พนักงานคนเดียวดูแขกเป็นสิบ เพราะงั้นแจ้งให้ชัดเจนว่าสายนะ ไปถึงอีกกี่นาที ว่าไป แล้วก็ไม่ควรทำติดเป็นนิสัยนะ จะสร้างความประทับใจแบบไม่ดีเอามากๆเลย


5. Dress Code มีไว้ทำไมอะ?

บางทีจะมีตีมงานแจ้งมาในบัตรเชิญ อาจจะเป็นสไตล์ หรือสี ซึ่งไม่แนะนำให้ลงทุนซื้อชุดใหม่ทุกครั้ง มันเป็นความสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น เว้นแต่เราจะได้ค่าตัวชั่วโมงละ 35k อันนี้จะไปห้องเสื้อ VATANIKA ก็ไม่มีใครห้ามค่ะ แต่อย่าเอา Dress Code มาบ่นให้ได้ยินว่าทำให้ชีวิตลำบาก เปลือง ไม่เข้ากับหน้า ใส่แล้วไม่สวย ฯลฯ ไม่ใช่อะไรนะ คือบางทีเราสามารถเลือกแต่งที่เรามั่นใจแล้วใส่ "เครื่องประดับ" ที่เป็นโค้ดนั้น สีนั้น ใช้การแต่งหน้าทำผมช่วย มันก็ไปได้ค่ะ ชุดเรียบๆแบบเสื้อขาวกางเกงยีนส์สีเข้มๆก็ดูดีได้ถ้าเราแต่งเป็น ขอให้ถูกกาลเทศะให้เข้ากับสถานที่ (เช่นจัดในโรงแรมก็แต่งแบบนึง ร้านอาหารแบบนึง จัดในผับ.. ก็อีกแบบนึง!!) พยายามดูความเหมาะสมไว้ก่อนยังไงก็รอด
ความจริงจังของ Dress Code อยุ่ที่ "หน้าที่" ในงานของเราค่ะ ถ้าเป็นพิธีกร MC พริตตี้ แต่งเต็มแต่งแน่นก็ถูกแล้ว แต่ถ้าไปในฐานะสื่อ (ที่ไม่ใช่เซเลบ) ไปรับข้อมูลข่าวสาร ถ่ายภาพในงานพอประมาณ และไม่เคยคิดวางตัวเป็น "Fashion Blogger" ก็ไม่ต้องไปซีเรียสแต่อย่าลืมให้เกียรติสถานที่จัดงานก็พอ คนที่เค้าสนุกกับการแต่งตัวจริงๆเค้าไม่เครียดกับการหาชุดออกงานหรอกนะ แนะนำให้หาเสื้อผ้าแบบอะไรที่เรามั่นใจไว้ก่อนดีกว่าใส่อลังๆไปละไม่เป็นตัวของตัวเองดูไม่เข้ากับสถานที่ ก็จะพังเอาได้ง่ายๆ

6. ไปงานเม้ากันได้พอประมาณ แต่อย่าลืม "เจ้าภาพ" ของงานด้วย

บางทีเพื่อนๆในวงการด้วยกันนี่แหละค่ะ นานๆเจอกันทีตามงานก็จะเกาะกลุ่มเม้ากัน อันนี้เรื่องปกติ แต่มันจะเป็นการ "ไม่ให้เกียรติ" เจ้าภาพเอามากๆ ถ้าเราเม้ามอยกันเสียงดัง ไม่ดูกาลเทศะว่าพื้นที่งานเม้าประมาณนี้คนทั้งห้องจะได้ยินเรามั๊ย หรือไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นบนเวที แล้วทำให้แขกรอบๆข้างฟังเนื้อหาไม่ถนัด คือถ้ารู้ว่าต้องการเม้า เราต้องเลือกจังหวะให้เป็นค่ะ เอาตอนแฟชั่นโชว์ ตอนที่มีโชว์แล้วเราไม่อิน อันนี้เข้าใจได้ แต่ตอนอธิบายรายละเอียดผลิตภัณฑ์เราควรเก็บข้อมูลนะ บางอย่างก็ไม่มีใน Press-Kit เราไม่สนใจก็อย่าทำให้ "คนที่สนใจ" คนอื่นๆในงานต้องมารับข้อมูลของเราแทนที่จะได้ข้อมูลจากงาน ส่วนมากอีเว้นท์ไม่ค่อยนานค่ะ ไปเม้ากันหลังเค้าพรีเซ้นจบ หรือนัดกินข้าวกันนอกรอบก็ได้นะ
เรื่องพวกนี้ไม่มีใครอยากเตือนตรงๆหรอก แต่เค้าจะจำไว้ว่าแขกแบบไหนที่ไม่ควรเชิญมาในครั้งต่อไป...

7. Press-Kit คืออะไรอะ?

เวลาได้สินค้ามาเป็นของขวัญจากงาน จะมีกระดาษที่ใส่ข้อมูล-ข่าวสารผลิตภัณฑ์ พร้อมซีดี หรือผลิตภัณ์ในแพคเกจจิ้งอื่นๆที่ไม่มีขายทั่วไป เป็นการเตรียมมาให้สื่อโดยเฉพาะ พวกนี้เรียกรวมๆว่า Press-Kit นะคะ ข้างในจะมีข้อมูลครบสำหรับทำบทความโดยที่เราแทบไม่ต้องถ่ายรูปใหม่เลยด้วยซ้ำ มีภาพโฆษณามาให้พร้อมสรรพ สามารถก็อปแปะแล้วโพสอัพเดทลงสื่อตัวเองได้เลย ซึ่งสื่อหลายๆสำนักก็จะมี KPI ของตัวเองต่างกัน บางคนชอบลงเยอะๆ ไวๆ ก็จะลงแต่ข้อมูล ไม่ได้พูดถึงผลลัพธ์-ความรู้สึกที่ได้ใช้ ข้อมูลใน Presskit ส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลเชิงลึก ผลวิจัย บทความที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์
ดังนั้นสิ่งที่เราได้มาจาก PressKit ของแบรนด์จะทำให้รีวิวของเรามีข้อมูลอ้างอิงค่อนข้างแน่นกว่า User ที่เป็นผุูใช้ธรรมดานั่นเอง

8. ช่วงเวลาที่อยู่ในงานทำอะไรดี?

ถ้าไม่รุ้จะทำอะไร อยู่เงียบๆไม่รบกวนคนอื่นก็ได้ค่ะ หลักๆมางานก็ถ่ายรูปเนาะ หลักๆเลยคือ "ผลิตภัณฑ์" "พรีเซนเตอร" "พิธีกร" "แขกเซเลบ" แล้วเอามาใช้อัพเดทข่าวสารให้กับคนที่ติดตามเราทราบ ว่าผลิตภัณฑ์ใหม่เปิดตัวมีอะไรบ้าง ทำอะไรกันในงาน มีใครมาร่วมงาน ราคาเท่าไหร่ หาซื้อได้ที่ไหน งานบางงานอาจจะมีแฮชแท็กพิเศษ ติดไว้เป็นการสนับสนุนกิจกรรมนะ ว่าเรามาแล้วไม่ได้เงียบ แต่เข้าร่วมทุกกิจกรรมของเค้า ถ้าอยากทำความรู้จักใครก็อย่าลืมพกนามบัตรสื่อไปแจกแลกคอนแทคกันไว้ เผื่อครั้งหน้ามีโอกาสร่วมงานกัน
แนะนำน้องใหม่ว่าเวลาออกงาน ขอให้รักษามารยาททางสังคม ไม่ทำตัวเหมือนอยู่บ้านหรือไปเที่ยวบ้านเพื่อนเนาะ และพยายามทำหน้าเป็นมิตรกับทุกคนนะคะ การตีหน้าตึงเอาไว้ใช้กับ "ลูกหนี้" พอค่ะ อย่าเอามาใช้เวลาออกงานสังคม ถ้าเราไม่ชอบใคร อย่าไปอยู่ใกล้เค้าค่ะ เจอแขกใหม่ๆก็ยิ้มไว้ พยักหน้าให้ ไม่ต้องถึงขั้นชวนคุยถ้ามันไม่ใช่ธรรมชาติของเราในการเข้าหาคนใหม่ๆ แต่อย่างน้อยก็จะไม่สร้างความประทับใจในแง่ลบให้ใครเค้า เทคนิคสร้างความประทับใจง่ายๆคือเวลาเห็นใครยกกล้องจะเซลฟี่หมู่ เซลฟี่เดี่ยว ละดูเค้าหามุมหลายรอบ จงไปเสนอตัวช่วยค่ะ เท่านี้ก็จะได้ผูกมิตรใหม่แบบง่ายๆไม่ฝืนธรรมชาติเท่าไหร่ด้วย และถ้าคนตรงนั้นเป็นคนดังที่เราติดตามเค้าอยู่ การเสนอตัวช่วยถ่ายรูปจะทำให้ช่วยเปิดฉากคุยได้ง่ายขึ้น 
ทั้งนี้ดูกาลเทศะด้วยนะ บางคนไม่ได้อยากมีคนคุยด้วยตลอดเวลาค่ะ ถ้าลองเริ่มบทสนทนาแล้วจูนไม่ติด ขอให้รักษาระยะห่างเอาไว้ ไม่งั้นจะกลายเป็นสร้างความรำคาญเอาเปล่าๆ และการตีสนิทแบบกระทันหันไม่ได้ใช้ดีกับทุกคน เธออาจจะโดนเค้าแบนอย่างเงียบๆ ขอให้ท่องเอาไว้ว่า "พอประมาณ" ยิ่งน้อยยิ่งดี เพราะยิ่งเข้าหาเยอะมีสิทธิ์พังง่ายกว่าคนที่นั่งฟังเงียบๆ อันนี้หวังดีเลยจากใจ เพราะเป็นคนเยอะโดยธรรมชาติ เราเลยเข้าใจว่าถ้าจะเยอะ ต้องเยอะให้ถูกคน
อย่าไปเยอะกับคนที่เค้าไม่โอเคกับเรา มันพัง! 

9. กลับบ้านมาทำยังไงกับของที่ได้มาคะ?

ใครเอาของที่ได้จากอีเว้นท์ไปลงเว็บขายนี่ตีตายเลยนะ เบะปากและมองบนใส่ด้วย มันเสียมารยาทกับเจ้าของงานอย่างแรง คือถ้าไม่ชอบ อยากส่งต่อ ไปส่งต่อเงียบๆกับเพื่อนค่ะ ไม่ต้องมาประกาศในที่สาธารณะ และอย่างน้อยๆ ลงอะไรให้ทางแบรนด์บ้าง ลองแล้วแพ้ก็รีวิวได้ค่ะ ไม่จำเป็นต้องอวยเสมอไป แต่เราไม่ต้องเอามา Bold ว่าตัวนี้แพ้ เป็นการใส่ข้อมูลไว้ในพื้นที่ของเราเงียบๆ ว่าชิ้นนี้ใช้แล้วอาการแพ้มันเป็นยังไง แล้วถ้าจะแจ้งแบรนด์ก็แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละคน การทำหน้าที่ตรงนี้เรารับความเสี่ยงของการแพ้ / พัง แลกกับการได้รับสินค้า ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆมาทดลอง ไม่แปลกเลยถ้าบางคนจะคิดเงินแพงๆกับการทดลองอะไรใหม่ๆ แต่ใครที่ไม่สะดวกลองก็ไม่ต้องลองค่ะ ไม่มีใครบังคับ สามารถรีวิวเป็นการแกะกล่อง ลองปาดให้ดู แล้วก็ไปส่งต่อให้เพื่อนฝูงญาติพี่น้องกันตามสะดวก
ใครที่อยู่ในวงการนี้นานพอจะรู้ตัวค่ะว่า "ใช้ไม่หมด" มันเป็นยังไง จะเสียดายตอนโละทิ้ง เห็นว่าหมดอายุ แล้วใช้ไปนิดเดียว บางคนหาทางออกด้วยการแจกลูกเพจ ส่งต่อในหมู่เพื่อนฝูง แต่เป็นการทำ "หลังจากลงสื่อ" ให้แบรนด์ไปแล้ว เวลาแบรนด์เห็นว่าเราเอาของที่เค้าให้ไป "แจก" มันมองได้หลายมุมนะ มุมนึงคือ "เราไม่ใช้" เพราะงั้นครั้งหน้าก็มีสิทธิ์ที่แบรนด์จะไม่ส่งของประเภทนี้มาให้เราอีก เพราะรู้ว่าเราไม่ใช้ กับอีกแบบคือเสนอมาทำกิจกรรมให้เราแจกเลยโดยเฉพาะ อันนี้ก็แล้วแต่การตัดสินใจของแต่ละแบรนด์ ไม่มีใครบอกได้ตายตัวนะคะว่าทำแบบนั้น แบบนี้ และจะเกิดอะไรขึ้น
บางทีแบรนด์เดียวกัน งานเดียวกัน แต่กับสื่อที่ต่างคน ต่างสาขากัน ทีมงานคนละคน เค้าก็เลือกปฏิบัติคนละแบบค่ะ เราเองก็เลือกปฏิบัติได้เหมือนกัน ไม่ต้องไปฝืนใจทำอะไรที่ไม่ชอบกับแบรนด์ที่ไม่ได้อินนะ นอกจากเสียเวลาแล้ว งานจะออกมาดูไม่น่าภูมิใจ เว้นแต่ใครที่อยากเปิดรับ "โอกาส" ใหม่ๆ ไม่ต้องเลือกงานค่ะ ทำทุกงานให้ดีที่สุดไปก่อน ลงงานแล้วก็อย่าลืมกด Reply เมลคนเชิญหรือตอบข้อความเค้าไปด้วยว่าขอบคุณมากๆที่ชวนไปงาน เรามีบล็อกหรือรีวิวให้นะ แล้วก็แนบลิงค์ไปให้เค้าสักนิด เท่านี้คนเชิญก็ชื่นใจแล้วค่ะ จุดที่ "เลือกงานได้" ของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน เราเอาใจช่วยให้ทุกคนได้เจอจุดที่สบายใจของตัวเองละกันนะ ^^

10. ไปงานมาครั้งนึงแล้วเค้าไม่เชิญอีก
แปลว่าอะไรคะ?

ไม่ต้องไปแปลค่ะ!!!! 
นี่พูดจริง เพราะการจัดงานครั้งนึงมันมีหลายปัจจัยมากว่าแขกในงานจะเป็นใครดี บางทีลูกค้าก็ระบุตัวมา บางทีก็ต้องการสร้างสัมพันธ์กับหน้าใหม่ๆบ้าง บางทีเค้าก็ดูว่าผลิตภัณฑ์ของเค้ามันเข้ากับเรามั๊ย เรามาแล้วเราจะอินรึเปล่า หรือโควต้าที่นั่งรับรองแขกมันเต็มรึยัง งานแต่ละงานมีจุดประสงค์แตกต่างกันค่ะ ไม่ได้มีจุดประสงค์เดียวเสมอไป การเป็นสื่อไม่ได้หมายความว่า "ต้องไปทุกอีเวนต์ อยู่ในทุกงาน" มันอยู่ที่โอกาสและความสะดวกค่ะ ไม่ได้ไปงานก็มีเรื่องให้ทำอีกตั้งเยอะตั้งแยะ บางคนเลือกไม่ไปงานอยู่บ้านทำรีวิวได้วันละ 4-5 ชิ้น แต่ไปงานได้ลงรูปเซทเดียว ความสบายใจของแต่ละคนก็ต่างกัน อย่าเอาตัวเองไปผูกกับ "งาน" ที่เราไปในฐานะ "แขก" และการที่เราไม่ได้ไป ไม่ได้หมายความว่าแบรนด์เค้า "เท" เรานะคะ อย่าไปโวยวาย ฟูมฟาย ตัดพ้อทีมงานจนดูประสาทแดก มันดูสิ้นหวังอะ บ่นกับเพื่อนสนิทบางทีมันยังเอาไปเม้าต่อเลย เราอยู่นิ่งๆ ทำงานของเราไปดีกว่า
คนที่รู้หน้าที่ ทำดี วันนึงก็จะมีคนนึกถึง
แต่คนที่ไม่รู้หน้าที่ เอาแต่เซ้าซี้ เค้าจะนึกถึงในแง่ไหนลองคิดดูค่ะ 
หวังว่าบล็อกนี้จะมีประโยชน์กับน้องๆมือใหม่ได้บ้างไม่มากก็น้อย
ไว้พบกันใหม่โอกาสหน้านะจ๊ะ อยากรู้อะไรเพิ่มเติมตามมาเม้ามอยกันได้
วันนี้ลาไปก่อน บ๊ายบายย ^^

*บทความนี้อยุ่ในซีรีส์ Blogger101 

0 comments:

โพสต์ความคิดเห็น

อ่านจบแล้วอยากฝากคอมเม้นอะไรบ้าง?