เก็บตก 'Style Discovery Workshop' มาเพิ่มพลังให้ตู้เสื้อผ้ากันเถอะ! | Kaosuaylunla Diary

เก็บตก 'Style Discovery Workshop' มาเพิ่มพลังให้ตู้เสื้อผ้ากันเถอะ!

บล็อกนี้ต้องเป็นบล็อกที่ทุกคนลอยคอ รอคอยมากที่สุดบล็อกนึงแน่ๆ อิชั้นมั่นใจ!! เพราะหลังจากกลับมามีแต่คนอยากให้ถ่ายทอดสิ่งที่เรียนรู้จากงาน 'Style Discovery Workshop' อย่างล้นหลาม เรียกได้ว่านี่เป็นของขวัญวันเกิดชิ้นใหญ่มากสำหรับขุ่นแม่ เพราะงานจัดวันเดียวกับวันเกิดเค้าเป๊ะ ใช้เวลาตั้งแต่เช้ายันเย็น ได้ความรู้มาเพิ่มพลังให้ตู้เสื้อผ้ากันเน้นๆ ใครอยากไปสัมผัสประสบการณ์แบบเดียวกันโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ล้อมวงกันเข้ามาค่ะ เดี๋ยวจะเหลาให้ฟังกันเน้นๆเลย ^^

'Style Discovery Workshop'
ผู้หญิงทุกคนสวยได้ โดยให้พลังกับตู้เสื้อผ้าตัวเอง

งานนี้จัดขึ้นโดย “คุณเกด ฐาดิณี รัชชระเสวี” Personal Stylist ชื่อดังอดีตโปรดิวเซอร์รายการ Chanel [V] Thailand, Chic Chanel อดีตบรรณาธิการแฟชั่น Shape Magazine Thailand, Marie Claire Thailand ปัจจุบันเป็น Freelance Fashion writer ให้กับ ELLE magazine , LIPS Palette , LIPS Garcon และ Prestige Freelance stylist : ELLE ,Marie Claire /Personal shopper and personal stylist และเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า “Mandala”

  รายละเอียดของงานคลิกที่บทความนี้ได้เลย: http://www.ladyissue.com/archives/29457

โดยก่อนเข้าเวิคชอปเราจะต้องทำการบ้านโดยการรื้อเสื้อผ้าเป็น 3 กอง เสื้อผ้าที่ใส่บ่อย, เสื้อผ้าที่มีเยอะ, เสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่ต่ำกว่า 6 เดือน หยิบมาใช้ในงานกองละ 5 ชิ้น ขุ่นแม่ก็หอบเสื้อผ้า นั่งรถเมล์ ขึ้นรถไฟฟ้าต่อมอไซค์ไปเวิคชอปกัน
ช่วงแรกหลังจากการทำความรู้จักกับเพื่อนๆที่มาร่วมเวิคชอป พร้อมพูดคุยถึงจุดประสงค์ที่แต่ละคนอยากได้จากการมาเวิคชอปครั้งนี้ หลักๆเลยคือทุกคนมี "สไตล์" ที่อยู่ในใจ แต่รู้สึกไม่มั่นใจเวลาแต่งออกมาแล้วโดนทัก หรือบางทีก็ไม่แน่ใจว่ามันแปลกรึเปล่า หรือนี่จะไม่ใช่ตัวเรา พี่เกดก็เก็บข้อมูลไว้แล้วให้พี่น้ำฝนมารับช่วงต่อกับเทคนิคการแต่งหน้าในชีวิตประจำวัน ซึ่งพี่น้ำฝนเป็นช่างแต่งหน้ามืออาชีพ แต่งหน้าให้นางเอกในวงการมาแล้วแทบทุกคน เคล็ดลับที่พอจะจดมาได้ก็มีคร่าวๆดังนี้ค่ะ 

1. สีของอายชาโดว์ที่ควรมีติดตัวผู้หญิงทุกคน

คือสี "น้ำตาลโทนเหลือง"
(ที่พี่น้ำฝนแนะนำคือ Bobbi Brown no.4)
สิ่งที่สีนี้สามารถทำได้คือ ไล้กระบอกตา, ทำลุค Smokey Eye โทนน้ำตาล, ลงสีหัวคิ้ว หรือจะปัดเป็นเฉดดิ้งก็ได้ เวรี่สารพัดประโยชน์ค่ะ และต้องเลือกแบบที่เป็นเนื้อด้านหรือเนื้อแมทนะ (Matte)

2. เทคนิคการลงรองพื้นสำคัญ

อยากให้หน้าพุ่งต้องผสม Texture ที่เป็นชิมเมอร์ลิควิด เนื้อละเอียดลงไปด้วย
พี่น้ำฝนใช้ของยี่ห้อ Espoir แต่เป็นรุ่นขวดแก้วเนื้อด้านในสีขาว ตัวนี้ให้ลงบริเวณหน้าผาก จมูก และคาง เวลากระทบแสงหน้าจะดูพุ่งมีมิติ

3. เทคนิคการลงไฮไลท์จมูก

- เป๊ะง่ายๆใช้นิ้วก้อย ลากไฮไลท์ผ่านตรงๆบริเวณสันจมูกทีเดียว
- แต้มบริเวณคาง กับ Cupid Bow เหนือริมฝีปากจะทำให้ดูเต็มยิ่งขึ้น

4. เทคนิคการลงเฉดดิ้ง

- สามารถใช้รองพื้นเนื้อน้ำสีเข้มใช้แทนเฉดดิ้งชนิดอื่นๆได้
- บริเวณที่สำคัญคือช่วงกราม ให้งัดจากใต้คางขึ้นมา
Trend เกาหลี จะไม่นิยมเฉดดิ้งหน้า เพื่อให้ดูพองๆ โกลว์ๆ


5. เทคนิคการกรีด Eyeliner/ลงขอบตาล่าง

- การกรีดตาหนาไม่ได้ทำให้ตาโต
- ยิ่งรูปตาเล็กต้องกรีดเส้นเล็กให้ชิดโคนขอบตามากที่สุด
- ลากจากหางตาเข้ามาก่อน ให้หาง 2 ข้างเท่ากันแล้วค่อยถมส่วนที่เหลือ
- ขอบตาล่างไม่จำเป็นต้องกรีดหมด เน้นให้ถึงกึ่งกลางลูกตาดำ
- เชื่อมสีอายชาโดว์ข้างบนให้ลงมาข้างล่างด้วยแปรงขนาดเล็กปาดทีเดียวเพื่อไล่สีแล้วค่อยลงย้ำช่วงหางตาให้เชื่อมกัน

6. เทคนิคการปัดแก้มให้ดูสวยธรรมชาติ

- อย่าปัดเยอะเกินช่วงหางตา
- อย่าปัดย้อยเลยปลายจมูก

7. เทคนิคการลง Concealer

- ไม่ใช่ทุกคนจะเหมาะกับการปัดคอนซีลเลอร์เป็นรูปสามเหลี่ยมใต้ตา
- เลือกเนื้อน้ำจะดีกว่าเนื้ออัดแข็ง ลดความเสี่ยงเป็นคราบตกร่อง
- หากมีแบบอัดแข็งอยู่ให้วอร์มจนเป็นเนื้อครีมก่อนลงบนหน้า
- ถ้ามีร่องลึกใต้ตา (เป็นภูมิแพ้) ให้ลงอายครีมก่อนแล้วตอนหมาดๆให้ลงคอนซีลเลอร์ทับ
- น้ำหนักมือต้องเบา ถ้าแรงมากจะเป็นคราบ ยิ่งเกลี่ยยิ่งไม่ปกปิด

จริงๆมันมีรายละเอียดยิบย่อยมว๊ากกก ใครได้ไปนี่กำไรมากๆค่ะ เหมือนได้ปรึกษากับช่างแต่งหน้าส่วนตัวยังไงอย่างงั้นเลย ในพาร์ทนี้ทั้งพี่เกดและพี่ฝนบอกกับเราว่า "ปล่อยผมเถอะ" เลิกมัดขึ้นได้แล้ว ผมเราหนา เข้าใจว่าอาจจะร้อน แต่มัดทิ้งไว้เวลาปล่อยมันจะเป็นรอยเอา ปล่อยแล้วจะดูดีกว่านะ (ปล่อยทันทีตลอดงานเลยค่ะ บ้า ยอ ฮาาา) ใครสนใจผลงานพี่ฝนสามารถติดตามได้ในอินสตาแกรม @namfon_makeup นะคะ


พักเที่ยงเดินออกไปบริเวณปากซอยกับอาหารจีนแบบ Full-Course มีเป็ดปักกิ่งด้วยนะ! ขาหมู หมั่นโถว โอ้วมาเต็มมม เป็นมื้อเที่ยงคั่นเวลาที่อิ่มตื้อใช้ได้เลยค่ะ โดยมื้อเที่ยงนี้รวมอยู่ในค่าเรียนแล้วน้า

แล้วก็มาถึงเนื้อหาหลักของคอร์สนี้กันค่ะ โดย 'Style Discovery Workshop' จะเน้นไปที่องค์ความรู้ 3 อย่าง คือ:

  1. Know Yourself - รู้จักตัวเอง
  2. Know The Rules - รู้จักกฎ
  3. Know how to dress for success - รู้จักการแต่งตัวเพื่อให้ประสบความสำเร็จ


พี่เกดแนะนำพวกเราก่อนว่าสิ่งที่พวกเราต้องการมี มันไม่ใช่ Fashion แต่มันเป็น Style ซึ่งคำว่า 'สไตล์' มันคือการค้นหาตัวเอง คือการบอกให้โลกรู้ว่าเราคือใคร และมันคือเรื่องส่วนบุคคล ไม่ใช่ว่าทุกคนจะใส่ชุดเดียวกันแล้วสวย ถึงแม้ว่าชุดนั้นจะมาจากรันเวย์ก็ตาม เพราะ Fashion ที่เกิดขึ้นมาให้เราเสพย์ มันเป็นโชว์เพื่อความสุนทรีย์ ไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาใช้ในชีวิตจริงทั้งหมด

ขั้นแรก

ไม่มีอะไรถูกหรือผิด แต่เราต้องรู้จักตัวเองก่อนว่าเรา "เหมาะ" กับอะไร


KNOW YOURSELF.

มาทำความรู้จักตัวเองผ่าน 10 คำถามก่อน

1. Who is that girl? ผู้หญิงคนที่เราเห็นในกระจกเป็นใคร?
- เราต้องตอบให้ได้ว่าเราจะสวมบทบาทไหน เป็นคุณแม่ เป็นคุณครู เป็นนักประดิษฐ์ ฯลฯ
2. Who are your people? เราแต่งตัวไปให้ใครดู?
- เช่น ลูกค้า, ประชาชนทั่วไป หรือ เพื่อนร่วมงาน, เจ้านาย, ครอบครัว
3. People in life who has effect on me?
- ใครที่มีอิทธิพลในการแต่งตัวกับเรา เช่น ครอบครัว เพื่อน ดารา หรือ อื่นๆ
4. What's your first impression? คนอื่นเห็นเราแล้วจะจำอะไรในตัวเราบ้าง?
- เช่น ความร่าเริง รอยยิ้ม ผ้าลายลูกไม้ หรือ อื่นๆ
5. อะไรก็ได้ที่เราชอบในหมวดหมู่ ภาพยนตร์, หนังสือ, เพลง หรือสิ่งของอื่นๆ
6. คำ 1-3 คำที่อธิบายบุคลิกของตัวเรา (ในมุมมองของเราเอง)
- เช่น ร่าเริง มีสีสัน เป็นมิตร
7. จุดแข็งที่มี และทักษะที่เราทำได้
8. คำ 3-5 คำที่คนนึก เมื่อคิดถึงเรา?
9. โมเม้นที่แต่งตัวดีที่สุด และแย่ที่สุดในชีวิต
10. ถ้าเราเป็นของขวัญ เราจะเป็นอะไร มีกล่องแบบไหน ประดับด้วยโบว์หรืออะไร?

คำถามเหล่านี้จะช่วยกำหนด "สไตล์" ของตัวเราขึ้นมาโดยที่ตัวเราเองไม่เคยรู้มาก่อน เพราะทุกๆคำถามที่ได้ตอบ เหมือนเราจะได้ทำความรู้จักกับตัวเองมากขึ้น และสามารถบอกได้มากขึ้นว่าเราอยาก "ดู" เป็นยังไง มีลุคแบบไหน ผ่านการตอบคำถามเหล่านี้

จากนั้น มาทำความรู้จักกับ "รูปร่าง" ของตัวเอง ผ่านสายวัดตัวกันค่ะ


  1. RECTANGLE - หุ่นผอมบางตรงๆแบนๆ สัดส่วนจะไม่ต่างกันมาก เช่น 29-28-30 (อกเอวสะโพก)
  2. PEAR - หุ่นสะโพกดินระเบิดแต่ไม่มีนม (ฮา) ฟีลขุ่นแม่บิยองเซ่นั่นเองงงง
  3. HOURGLASS - หุ่นนาฬิกาทราย นึกถึงมาริลีนมอนโรไว้ค่ะ อกใหญ่ เอวเล็ก สะโพกผาย
  4. APPLE - หุ่นของผู้หญิงอวบที่สัดส่วนหน้าอก เอว สะโพก หนาและใหญ่


หลังจากลองวัดดูแล้วขุ่นแม่เกือบเป็นนาฬิกาทรายแล้วค่ะ... เสริมนมอีกนิดนึงได้เลย (ฮา)
สรุปในพาร์ทนี้คือไม่ว่าจะรูปร่างแบบไหน ควรแต่งให้เหมาะกับตัวเอง ไม่ควรไปเน้นส่วนที่มีมาก แต่ไปเน้นส่วนที่คอดกิ่วแทน คือถ้ามีสะโพกก็อย่าใส่กระโปรงพลีทสั้นที่ทำให้ดูสะโพกใหญ่ ไปเน้นช่วงเอวกับการใส่เสื้อ crop หรือท่อนล่างเอวสูงแทนเป็นต้น

แบบฝึกหัดอีกอย่างที่ทำให้เรารู้จักตัวเองได้มากขึ้นคือการตอบคำถามว่าเห็นอะไรเวลาส่องกระจก

MIRROR MIRROR THEORY


  1. สิ่งที่ชอบในร่างกายตัวเอง 5 อย่างขึ้นไป
  2. อะไรที่อยากปกปิด 5 อย่างขึ้นไป
  3. ตอบให้ได้ว่าทุกเช้าที่ส่องกระจก 5 สิ่งที่เห็นในนั้นคืออะไร


จากการตอบคำถามนี้ เราจะได้เห็นสิ่งที่ตัวเราเองไม่ชอบ และมันเป็นสิ่งที่ทุกคนจะสังเกตุเห็น เมื่อเราค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบเจอ เราสามารถเสริมให้สิ่งนั้นเด่นด้วยการแต่งตัว เพิ่ม "สไตล์" ให้ตัวเองได้ไม่ยาก


ขั้นต่อไป KNOW THE RULES 

จำมาได้แค่ 2 ข้อค่ะ (ฮาา)
กฎข้อแรก:

Be Fabulous at EVERY age, Body Types and Style

อย่าคิดว่าตัวเองน่าเกลียดหรือมีปมด้อย อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร และอย่าซื้อของที่ไม่มีประโยชน์
กฎข้อที่สอง:

Find Your Right Colors

ด้วยการดูสีของเส้นเลือด วิธีคือพลิกข้อมือมาแล้วลองตบๆจนมีเส้นเสือดขึ้น แบ่งออกเป็น 2 สีคือคนมีเส้นเลือดสีเขียว กับคนที่มีเส้นเลือดสีน้ำเงิน
- สีเขียว เหมาะกับเครื่องประดับสีทอง และเสื้อผ้าสีสันสดใสโทนร้อน
- สีน้ำเงิน เหมาะกับเครื่องประดับสีเงิน และเสื้อผ้าสีตุ่นๆโทนเย็น

หลังจากเรียนรู้เรื่องกฎกับทฤษฎีการแต่งตัวก็จะเป็น Activity ให้ลุกมาแต่งตัวให้กับเพื่อนๆ เพื่อรู้จัก Mix/Match เสื้อผ้าให้เข้ากับรูปร่างก่อน โดยพี่เกดมีคำแนะนำดีๆในการเลือกรองเท้า กับเครื่องประดับเพื่อ Complete ลุค การ Mix เสื้อผ้าเน้นเรื่องการแต่งตัวตามกาลเทศะ รู้ว่าจะแต่งไปไหน แต่งไปเพื่ออะไร แล้วจะไม่มีคำว่าถูกหรือผิดในการเลือกสีสัน สีเขียวใช่ว่าจะใส่กับสีแดงไม่ได้ และจริงๆแล้วเราสามารถใส่เสื้อผ้าได้ทุกสี แต่สีไหนที่ใส่ไม่ขึ้น ให้เอาไปไว้ไกลหน้า เช่นใส่ทอง แต่เป็นเข็มขัด แทนที่จะเป็นต่างหูหรือสร้อย เป็นต้น เทคนิคนี้จะได้ไม่ดูหมอง รองเท้าที่พี่เกดแนะนำให้สาวๆมีติดตู้อย่างน้อยแบบละ 1 คู่คือ

1. คัชชู รองเท้าหุ้มส้น
2. oxford shoes เป็นทรงเท่ๆที่ใส่แล้วดูเก๋
3. Pumps ส้นสูงที่หัวแหลมหรือสูงมากๆ อย่าให้ส้นเตี้ยและหนาจะทำให้ดูตัน
Tips: ถ้าส้นมันหนา ต้องเลือกที่สูงๆและหน้าตาดูมีดีเทล ใส่กับชุดสั้นๆจะดูไม่ตัน
4. Peep Toes ส้นสูงแบบเปิดเห็นหน้าเท้า เลือกที่มีดีเทลเก๋ๆ คนข้อเท้าใหญ่ใส่จะดูสวย
5. Sandals รองเท้าสไตล์รองเท้าแตะที่มีส้นสูงนิดนึง
6. Wedge ส้นเตารีด

สีที่น่าเบื่อไปแล้วในตอนนี้คือสีดำล้วน ถ้ามีดีเทลเป็นคาดทองหรือเงินจะดูน่าสนใจยิ่งขึ้น สีที่เซฟใส่แล้วทำให้เท้าดูสวยพี่เกดแนะนำสีแดงกับสีโทนนู้ด เป็นสีที่ใส่ Match กับเสื้อผ้าได้ง่าย พอจบเลกเชอร์ช่วงนี้แล้วค่อยเลือก 1 ชุดที่คิดว่าตัวเองใส่แล้วสวยไปถ่ายภาพโดยช่างภาพวันนี้คือคุณนัสริน 1 ในทีมช่างภาพ Pre-Wedding ของคุณชมพู่ อารยา ซึ่งเห็นว่าจะมีการปริ้นแล้วส่งกลับมาให้ผู้ร่วมเวิคชอปทุกคนเป็นของขวัญ แต่ปัจจุบันขุ่นแม่ยังไม่ได้นะคะ รอดูกันต่อไป (ฮาา)

ขั้นสุดท้าย KNOW HOW TO DRESS FOR SUCCESS

ในขั้นนี้สรุปเป็นใจความได้ว่า "อยู่ที่ตัวเรา" อยากเป็นอะไร อยากประสบความสำเร็จในด้านไหน ก็แต่งตัวให้อยู่ในด้านนั้นไปตลอด ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบทไหน เป็นชุดอยู่บ้าน ไปจ่ายตลาด ออกไปซื้อของข้างนอก ไปออกงาน ไปทำงานบริษัท เราสามารถ Built ตัวตนนั้นขึ้นมาได้ด้วยการแต่งตัว เหมือนการ Keep Look ที่พอทำไปจนติดการ "แต่งตัว" เป็นนิสัย สิ่งที่เป็น "สไตล์" ของเราจะแสดงออกมา แล้วคนรอบข้างก็จะคล้อยตามในสิ่งที่เราสร้างให้คนอื่นเห็น สอดคล้องกับสิ่งที่เราอยากจะเป็น แล้วความสำเร็จก็จะตามมาเอง

Special Guest ที่มาร่วมพูดคุยในเวิคชอปครั้งนี้เป็นอะไรที่กรี๊ดมากกกกก สวัสดีค่าพี่เอ๋ (พี่เอ๋ เป็น บก.นิตยสารคลีโอค่ะ) ซึ่งพี่เอ๋มีเคล็ดลับการใช้ชีวิตที่ Powerful มากๆ เค้าบอกว่าสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงเปล่งประกายและประสบความสำเร็จคือการยึดหลัก

Happy, Healthy มีชีวิตชีวา อ่อนโยน และกล้าหาญ 

เวลาที่หมดกำลังใจ หรือรู้สึกสับสน ใช้เวลาอยู่กับมือของเราให้มาก สร้างสรรค์อะไรสักอย่างเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา เช่นการทำอาหาร การวาดรูป หรือประดิษฐ์อะไรบางอย่าง พออยู่กับมันได้สักชั่วโมงนึงเราจะเริ่มมีสมาธิ พอเกิดความสำเร็จ สมองจะหลั่งสารความสุข ทำให้เรามองปัญหาอะไรๆได้ดีกว่าเดิม ที่สำคัญคือให้เป็นคนอ่อนโยน เห็นอกเห็นใจคนอื่นก่อนเรื่องของตัวเอง จะทำให้เราเป็นคนที่ใครๆก็อยากเข้าใกล้ และถ้าชีวิตมันเริ่มไม่มีสีสัน การออกไปทำอะไรสักอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้ทำ มันจะช่วยเติมไฟให้ชีวิตได้เป็นอย่างดี เช่น การออกนอกเส้นทางปกติ การนั่งรถเมล์ไปเรื่อยๆ การหัดทำอะไรบางอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะทำ ฯลฯ


Session สุดท้ายพี่เกดมีการสอนทำ Style Board คือเป็นการตัดแปะภาพสไตล์ที่เราชอบจากในนิตยสาร โดยไม่ต้องคำนึงถึงความเป็นจริง ให้เอาสิ่งที่เรา "ชอบ" มาแปะไว้รวมๆกัน ผสานกับความรู้ที่ได้ไปในการเลือกซื้อเสื้อผ้าให้เข้ากับตัวเอง พอมองบอร์ดนี้เราจะได้รู้ว่า

  • อะไรที่ยังไม่มีในตู้ 
  • อะไรที่ต้องหยุดซื้อ 
  • และอะไรที่ต้องโละทิ้ง 

โดยสิ่งนี้เป็น Guide ของแต่ละคน ไม่มีใครเหมือนกัน ทุกคนจะเริ่มมองเห็น Style ของตัวเองได้ชัดขึ้นจาก Board ที่ทำก่อนกลับบ้านวันนี้ค่ะ
(Style Board ของข้าวสวย : ต้องเริ่มซื้อรองเท้าหุ้มข้อแบบสูงๆ หยุดซื้อผ้าใบ เริ่มค่ะ!! >_<)

เวิคชอปครั้งนี้เหมือนได้เติมพลังชีวิตหลายๆด้าน และได้ช่วยให้เรากลับมารื้อเสื้อผ้าที่ซื้อมาแต่ไม่ได้ใส่ เอาออกมา Mix/Match ลองอะไรหลายๆอย่างในสไตล์ของตัวเองดู ซึ่งก่อนมาเวิคชอปนี้เรามีรองเท้าคู่นึงที่ชอบมาก แต่ซื้อมาแล้วไม่รู้จะใส่กับอะไร(ไม่กล้าใส่ 555) พอจบเวิคชอปก็ได้ไอเดียเต็มไปหมด ทำให้สนุกกับการแต่งตัวมากขึ้น

แล้วตู้เสื้อผ้าก็โล่งขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ (โละทิ้งรัวๆเยอะมากๆอะขอบอก) ถ้าโอกาสหน้าถ้าพี่เกดเปิดคลาสนี้อีกก็อยากให้ทุกคนมอบโอกาสนี้เป็นของขวัญให้กับตัวเองเหมือนกันนะคะ อ่านในนี้รู้ไม่เท่าไปพูดคุยกับเจ้าตัวหรอกจริงๆ ใครสนใจก็ลองเช็ครอบต่อไปจากข้อมูลในภาพด้านบนได้เลยน้า

หวังว่าบล็อกนี้จะช่วยถ่ายทอดความรู้ที่ได้มาให้ทุกคนบ้างไม่มากก็น้อยค่ะ ^^
ขอขอบคุณ ladyissue.com สำหรับรางวัลดีๆแบบนี้ด้วยนะคะ
ไว้โอกาสหน้าจะหาเวลามาเขียนเรื่องแฟชั่นอีกเยอะๆเลย
ฝากติดตามผลงานกันด้วยน้า

XOXO,
Kaosuaylunla

0 comments:

โพสต์ความคิดเห็น

อ่านจบแล้วอยากฝากคอมเม้นอะไรบ้าง?